สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 79 แท่นบูชาบรรพบุรุษและทักษะเทพเจ้าสามประการ

            ที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกแปลกใจคือแท่นบูชาบรรพบุรุษไม่ได้อยู่ในมุมที่สามารถเห็นได้ชัดใน 'ค่ายโร้ก' ภายใต้การนำของแม่ชีอาคาร่าซุนเฟยและคนอื่นๆ ในค่ายก็พากันมาถึงเต็นท์เล็กๆ ด้านนอกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของค่าย

            ก่อนหน้านี้ซุนเฟยเคยเดินผ่านตรงนี้มาหลายครั้ง

            ที่นี่เต็มไปด้วยขวดและไหที่แตกหักหรือบิ่น ทั้งยังมีตะไคร่น้ำและเถาวัลย์อยู่ทุกที่กลิ่นน้ำยาที่ฉุนจมูกตลบอบอวลไปในอากาศดูๆ แล้วเต็นท์นี้เล็กมากและยังดูทรุดโทรมเล็กน้อยก่อนหน้านี้ซุนเฟยเคยสงสัยมาหลายครั้งว่า เต็นท์เล็กขนาดนี้จะสามารถจุคนเข้าไปได้อย่างไร เกรงว่าคนที่เข้าไปได้คงต้องมีรูปร่างผอมแห้งเหมือนแม่ชีอาคาร่าแน่ๆ

            แต่ครั้งนี้ เขาก็ต้องตกตะลึง

            เมื่อยัยป้าอาคาร่าคาเชีย และตาเฒ่าเคนก้มตัวเดินเข้าไปในเต็นท์ ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างในใจรูสึกประหลาดใจเป็นอย่างมากหรือด้านในของเต็นท์มันซ่อนถ้ำที่ไม่มีใครรู้จักไว้ไม่อย่างนั้น พื้นที่เล็กๆ แบบนั้นจะจุคนจำนวนมากได้อย่างไร? ตั้งแต่ต้นจนจบ แทบจะทุกคนใน 'ค่ายโร้ก' พากันเข้าไปข้างในปากของซุนเฟยก็ยิ่งอ้าปากค้างจนปากแทบฉีก

            เอเลน่าใช้มือเล็กๆ เย็นชืดแตะเบาๆ ไปที่ร่างซุนเฟย“นายท่าน พวกเรารีบเข้าไปกันเถอะ”

            ซุนเฟยได้ได้แต่เกาหัวแล้วเดินเข้าไปข้างใน

            แม้ว่าเขาจะคิดว่าในเต็นท์จะเป็นถ้ำ...แต่เมื่อเขาก้มตัวมุดเข้าไปในเต็นท์ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็ต้องตกตะลึงจนตาค้างข้างในเต็นท์เล็กๆ นี้กลับเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ด้านหน้ากว้างโล่งทางเดินยาวจนมองไม่เห็นขอบเขตเชื่อมต่อกับห้องโถงยักษ์ ในห้องโถงเต็มไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ที่วางอย่างเป็นระเบียบบนผนังทางเดินทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยประตูที่แน่นขนัดจนนับไม่หวาดไม่ไหว มันมีกี่ห้องกันแน่

            “นี่...ที่แท้นี่คือ...พื้นที่เวทมนตร์?”

            หลังจากที่ซุนเฟยตาค้างเขาก็พลันเข้าใจต้นสายปลายเหตุ ความจริงนี้ทำเอาแทบบ้า เต็นท์เล็กๆ ดูทรุดโทรมของอาคาร่าที่แท้ก็เป็นทางเข้าสู่พื้นที่ใหญ่ เมื่อผ่านเต็นท์เล็กๆ นี่ไปก็จะเข้าสู่พื้นที่ที่คาดไม่ถึงมาก่อน

            แต่ในทางกลับกัน เมื่อคิดวิเคราะห์กันดีๆ 'ค่ายโร้ก' มีสถานที่ลึกลับแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ความจริงค่ายนี้ก็ดำรงอยู่มาหลายพันหลายหมื่นปีในตำนานเอ่ยว่าที่นี่ดำรงอยู่ตั้งแต่ตอนที่นรกและสวรรค์ทำสงครามกันเมื่อหลายพันหลายหมื่นปีก่อน ประวัติศาสตร์ที่สะสมมาอย่างยาวนาน แม้ว่าภายนอกอาจจะดูทรุดโทรมและพลังอาจจะดูน้อย แต่นั่นเพราะว่าค่ายถูกเหล่ามอนสเตอร์และปีศาจชั่วร้ายเข้ารุกรานมาตั้งแล้ว แต่ก็ยังยืนหยัดได้เป็นระยะเวลานาน แม้แต่ 'บลัด เรเว่น' 'ช่างตีเหล็กผู้ร่วงหล่น' 'พาลาดินผู้ร่วงหล่นกริสโวลด์' และลาสบอสอย่าง 'แอนเดเรีย' ก็ไม่อาจยึดครองที่นี่ได้

            ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเหตุผลเดียวที่ยังมีชีวิตรอดนั่นคือ...พลัง

            เห็นได้ชัดว่าใน 'ค่ายโร้ก' มีพลังบางอย่างที่ซุนเฟยไม่รู้จักหลบซ่อนอยู่

            ฝูงชนยังคงเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆเดินผ่านห้องโถงที่ดูเหมือนเป็นสถานที่ประชุม ซุนเฟยยังมองไม่เป็นปลายทางเดินเลยอาคาร่าและคาเชียเดินนำหน้าสุด พวกเขาเดินช้ามาก ซุนเฟยอยากฃเดินเข้าไปใกล้ๆแต่ตอนนั้นเองก็เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้น ซุนเฟยแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ค้นพบยิ่งตัวเขาเองวิ่งไปข้างหน้าระยะห่างระหว่างตัวเองและคนที่อยู่ด้านหน้าก็ยิ่งไกลขึ้น มองเห็นเพียงเงาเลือนรางของอาคาร่าและคนอื่นๆ

            เป็นไปได้อย่างไร?

            ซุนเฟยมึนงง

            “นายท่านซุนเฟยเวลาและพื้นที่ของที่นี่ถูกกลับด้าน...ยิ่งเดินช้า ระยะทางที่แท้จริงก็ยิ่งน้อยท่านอย่าวิ่ง ”เอเลน่าที่ยืนอยู่ข้างๆ กระซิบเตือน

            ซุนเฟยอึ้ง ในที่สุดเขาก็เข้าใจในเส้นสนกลใน

            เขาส่งยิ้มน้อยๆ เป็นการขอบคุณไปให้เอเลน่าก่อนจะเริ่มเดินช้าๆ

            ซุนเฟยก็ต้องแปลกใจความเร็วมีผลต่อก้าวเดินไปข้างหน้ามาก แม้ว่าจะก้าวน้อยๆ ทีละก้าว แต่ประตูห้องกลับถอยหลังไปเร็วมากจนได้ยินเสียงดังฟิ้วๆ ราวกับว่าทุกคนกำลังเดินอยู่บนสายพานลำเลียงที่เคลื่อนไหวและกำลังเคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อซุนเฟยเห็นในใจก็พลันตื่นเต้นจังหวะการก้าวเท้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นช้าลงอีกนิดจนแทบไม่ต่างอะไรกับหอยทากแต่ภายใต้กฎของพื้นที่มหัศจรรย์นี้ ความเร็วในการเคลื่อนไหวของเข้าก็กลายเป็นยิ่งเร็วมากขึ้นเพียงชั่วพริบตา ซุนเฟยก็ไล่ตามยัยป้าอาคาร่าที่เดินช้าๆอยู่ด้านหน้าทัน

            “ฮึๆๆ พื้นที่มหัศจรรย์....ฮิๆพวกเราจะไปที่ไหนกัน?” ซุนเฟยถามอย่างไม่มีอะไรจะคุยด้วย

            “แท่นบูชาบรรพบุรุษ” คำตอบของยัยป้าแม่ชีดูสั้นๆ กระชับ

            “อืม...อีกไกลไหม?”

            “ถึงแล้ว”

            พูดจบ แม่ชีอาคาร่าก็หยุดเดิน

            ซุนเฟยมองไปด้านหน้า หัวใจเล็กๆ ที่บอบบางพลันเต้นโครมครามขึ้นมา

            ปลายทางของทางเดินได้ปรากฏพื้นที่ลึกลับที่กว้างขวางออกมาอย่างไม่น่าเชื่อแ ละแท่นหินสีดำสูงสามสิบหรือสี่สิบเมตรเหมือนตึกระฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางพื้นที่ลึกลับนั้นอย่างเงียบๆ

            แท่นบูชามีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าห้าสิบเมตรทุกชั้นมีหินสีดำที่ไม่รู้จักวางทับซ้อนกัน แบ่งทั้งหมดเป็นเก้าชั้นยิ่งสูงพื้นที่ยิ่งเล็กและมีบันไดแคบๆ สี่ด้านเป็นทางนำไปยังชั้นสูงสุดของแท่นบูชาชั้นที่เก้ามีพื้นที่จุคนได้แค่สี่ห้าคน หากมองไกลๆ บนก้อนหินแท่นบูชาทุกชั้นเต็มไปด้วยลวดลายอักขระเวทมนตร์ที่ดูลึกซึ้งทอดยาวติดต่อกันเหมือนเถาวัลย์ทั่งยังเป็นตัวอักษรที่ไม่รู้จัก นอกจากลวดลายอักขระเวทมนตร์ ยังแกะสลักภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณนับไม่ถ้วนซึ่งมีเนื้อหาที่แตกต่างกันด้านบนเป็นปีศาจดุร้ายกำลังร้องคำรามเข้าโรมรันกับนักรบและจอมเวท

            ตัวแท่นบูชาเป็นสีดำทั้งหมดตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางพื้นที่อย่างเงียบๆเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณเหมือนจะบอกเล่าประวัติศาสตร์ลึกลับที่จมหายไปอย่างเงียบๆคล้ายจะเผยให้เห็นถึงความน่ากลัวและความเหี้ยมโหดซุนเฟยสามารถรู้สึกได้ถึงแรงกดดันปีศาจจางๆ อย่างชัดเจนที่แผ่ออกมาในอากาศจากแท่นบูชา

            “นี่คือแท่นบูชาบรรพบุรุษ”ใบหน้าของแม่ชีอาคาร่าดูเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เจือไปด้วยร่องรอยความศักดิ์สิทธิ์ราวกับว่าแท่นบูชาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในใจของนาง นางพูดกับซุนเฟยว่า“บันไดฝั่งตะวันออก ทอดยาวไปถึงชั้นที่เก่า ภาวนาอย่างศรัทธาแล้วพระเจ้าจะมอบความสามารถที่น่าทึ่งให้ท่านสามประการ ไปเถอะ ท่านซุนเฟย”

            พูดจบ อคาาร่าและคนอื่นๆ ใน 'ค่ายโร้ก' ก็พากันคุกเข่าลงพลางท่องภาษาโบราณและลึกลับบางอย่างออกมา บรรยากาศธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ล้อมรอบทุกคนพลังแสงสว่างที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าแผ่ออกมาจากร่างของพวกนางเหมือนแสงดาวบนท้องฟ้าแสงสีขาวสั่นไหวเบาๆ ก่อนจะพุ่งไปทางแท่นหินบูชาสีดำด้านบน

            ซุนเฟยเดินขึ้นไปที่บันไดหินแคบฝั่งตะวันออกทีละก้าว

            เมื่อเขาเดินมาถึงจุดสูงสุดของแท่นบูชาเก้าชั้นพื้นแท่นบูชาสีดำเหมือนจะดูดซึมแสงสว่างที่ออกมาจากร่างของคนในค่ายโร้กค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ขึ้นมา เริ่มตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งที่อยู่ด้านล่างสุดทุกชั้นเริ่มหมุนราวกับเครื่องมือที่ซับซ้อนกำลังตรวจปรับคลื่นและพิกัดอยู่

            กลิ่นอายโบราณแพร่กระจายออกมา

            ในใจซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะเต้นโครมครามดวงตาจ้องมองทุกอย่างตรงหน้าอย่างเงียบๆ

            ทั้งหมดนี้เกินกว่าจินตนาการของเขาในเกมคอมพิวเตอร์โลกเก่าของเขาไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ขณะนี้เรื่องราวบางอย่างได้เคลื่อนไปทิศทางที่อยู่นอกความทรงจำของซุนเฟย

            ตอนนี้เอง

            ตูม!

            เสียงดังเหมือนฟ้าจะถล่มดินจะทะลายก็ดังขึ้นในที่สุดแท่นบูชาสีดำใต้เท้าของเขาก็หยุดหมุน

            ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างมากเหมือนถูกย้ายไปที่อื่น เขามองไม่เห็นอาคาร่าและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่างราวกับว่าแท่นบูชาทั้งหมดถูกคนที่มีเวทมนตร์มหาศาลย้ายไปอยู่ในท่ามกลางอวกาศที่ไม่มีที่สิ้นสุดมองไปรอบๆ ก็มีแดวงดาวส่องประกายทุกที่ ในพื้นที่นี้ไม่มีข้างบนข้างล่าง ซ้ายขวา หน้าหลังเหมือนเป็นสูญญากาศจักรวาล

            ซุนเฟยยังไม่ทันได้ตกใจ...

            ทันใดนั้นก็มีแถบแสงสีขาวที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนปรากฏขึ้นมาเขาถูกปกคลุมท่ามกลางแสงสว่างทั้งร่างความรู้สึกนี้เหมือนตอนที่ฆ่ามอนสเตอร์แล้วเลเวลอัพแต่แถบแสงสีขาวนั่นพลังอำนาจเทียบไม่ได้กับที่ปรากฏตอนนี้ ความรู้สึกของซุนเฟยเหมือนถูกลอกออกไปเหลือเพียงแต่เสียงทรงอำนาจเย็นชาดังสะท้อนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในหัว

            “พระเจ้าสูงสุดวันเดือนปีที่ไม่มีที่สิ้นสุด พื้นที่ไม่มีที่สิ้นสุด ช่วงเวลานิรันดร์...ตามที่บรรพบุรุษแผ่นดินโร้กได้ให้สัตย์สาบานไว้ มนุษย์น้อยผู้อ่อนแอ ซุนเฟย เจ้าได้สังหารแอนเดเรีย หนึ่งในสี่ยักษ์แห่งนรก ได้รับเป็นทักษะพระเจ้าประการทักษะทั้งสามของพระเจ้าก็คือ 'เรียนรู้' 'ให้' และ 'อัญเชิญ' ...มนุษย์เตรียมรับของขวัญจากพระเจ้า!”

            สิ้นเสียงทรงอำนาจเย็นชานี้แถบแสงสีขาวก็เริ่มชำระล้างร่างของซุนเฟยระหว่างกระบวนการชะล้างนี้เหมือนอยู่ในการผ่าตัดและถูกให้ดมยาระงับความรู้สึกจำนวนมากไม่เจ็บไม่ปวดแต่ซุนเฟยกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเซลล์ทุกส่วนในร่างของตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อ...

            ……

            ด้านล่างแท่นบูชา

            “ท่านอาคาร่า...นายท่านซุนเฟยเขา...จะเกิดเหตุสุดวิสัยหรือเปล่า? ผ่านไปตั้งสามชั่วโมงกว่าแล้ว...”มองไปที่แท่นบูชาขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสีขาวกำลังปกคลุมใบหน้าของเอเลน่าก็เผยสีหน้าเป็นห่วงขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะถามแม่ชีอาคาร่า

            “เอเลน่า ลูกข้าเจ้าไม่ต้องใจร้อน...นี่เป็นเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษและพระเจ้า”

            อาคาร่ามองไปที่ 'ดอกไม้โร้ก' ที่นั่งไม่เป็นสุขอยู่ข้างๆ ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมานางกำลังแสดงท่าทางอ่อนโยนที่ซุนเฟยไม่เคยเห็นปลอบโยนเอเลน่า“ในตำนานโบราณของแผ่นดินโร้ก 'ดอกไม้โร้ก' ทุกคนจะต้องบูชาบรรพบุรุษที่สามารถเปลี่ยนแปลงนาง แอนเดเรียได้พบเดียโบล (จอมปีศาจ) และเจ้าได้พบซุนเฟย นี่คือโชคชะตาที่ได้กำหนดให้เจ้ามานานแล้ว เอเลน่าลูกข้าคาดเดาอนาคตของเจ้าได้ ทุกสิ่งที่เจ้า...”

            ตูม!!!

            อาคาร่าที่เพิ่งพูดถึงตรงนี้ หูก็ได้ยินเสียงดังสนั่นนางหยุดพูดและเงยหน้าขึ้นไปมองพร้อมกับทุกคนเห็นเพียงแสงสีขาวที่ปกคลุมแท่นบูชาบรรพบุรุษก่อนหน้านั้นค่อยๆ สลายไปในที่สุดพวกนางก็สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างบนแท่นบูชาได้อย่างชัดเจน บนบันไดหินแคบๆ ซุนเฟยที่ได้เสร็จสิ้นกระบวนการพิธีบูชาก็ค่อยๆ เดินลงมาทีละก้าว

            สีหน้าของเอเลน่าเผยอาการดีใจ รีบวิ่งไปต้อนรับนางกวาดสายตามองขึ้นลงสำรวจร่างของซุนเฟย เห็นว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรหัวใจที่เต้นโครมครามในที่สุดก็ค่อยๆ สงบลงพลางถอนหายใจออกมา เผยรอยยิ้มไร้เดียงสาจางๆ ขึ้นบนใบหน้าหยกขาว

            “ข้าไม่เป็นไร เจ้าวางใจเถอะ”

            ซุนเฟยรับรู้ได้ถึงความกังวลของสาวน้อยจึงหัวเราะออกมาก่อนสัมผัสมือน้อยๆ ที่เย็นเฉียบของเธอ

            เอเลน่าประหม่าอาย ใบหน้าแดงก่ำขณะที่บิดมือออกจากมือหนา พลางก้มหน้าต่ำเดินไปหากลุ่มเพื่อน

            ……

            จากนั้นก็ใช้เส้นทางเดิมกลับออกไปนอกเต็นท์เวลาในเกมเหลือน้อยกว่าครึ่งชั่วโมง ซุนเฟยไม่ได้ออกไปไล่ล่าสังหารมอนสเตอร์แต่กลับอยู่สนทนากับสองผู้นำ 'ค่ายโร้ก' และเฒ่าเคนเป็นเวลานาน

            ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาพูดอะไร ไม่มีใครรู้ว่าทักษะพระเจ้าสามประการที่ซุนเฟยได้รับจากแท่นบูชาบรรพบุรุษเป็นอย่างไรกันแน่หลังจากที่ซุนเฟยได้ออกจากโลก Diablo ทุกคนในค่ายก็เห็นใบหน้าแม่ชีอาคาร่าเผยท่าทางผ่อนคลายที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

            ------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน