เหล่าเพื่อน ๆ ได้มายืนเรียงตรงหน้าเพื่อให้ซึฮากิชี้ตัว
“ฟราน เซน คานะ แคทเทอรีน...” เขาเหลือบมองหน้าทีโอน่าเป็นเหมือนการถามอ้อม ๆ ว่าจะตามไปด้วยหรือไม่
พอเห็นทีโอน่าพยักหน้าเบา ๆ ซึฮากิจึงพูดต่อ “แล้วก็ทีโอน่า”
“แค่หกคนเองเหรอ?” เซนถามต่อทันทีด้วยความสงสัย
“ใช่ การเดินทางทางทะเลค่อนข้างลำบากแถมยังอันตรายกว่าบนบก ฉันจึงต้องคัดเลือกเฉพาะคนที่มีฝีมือและเอาตัวรอดเองได้”
“แล้วเธอคนนั้นจะไหวเหรอ?” เซนเดินเข้ามากระซิบพูดถึงทีโอน่าโดยที่เธอเองก็รู้ว่ากำลังโดนนินทาอยู่
“ไม่ต้องห่วง เห็นอย่างนั้นเธอก็อยู่เลเวลแปดและยังมีเวทมนตร์สร้างโกเลมอีก ดังนั้นประสบการณ์และความสามารถถือว่ามากพอให้ร่วมเดินทางด้วย”
“แต่แขนเธอด้วนทั้งสองข้างเลยนะ จะไม่เป็นภาระเรื่องอื่นเหรอ?”
“เรื่องนั้นฉันก็มีวิธีแก้แล้วแต่เอาไว้ตอนออกเรือก่อนค่อยทำ”
หลังจากฉลองการนำเรือแล่นลงทะเลเสร็จ พวกเขาก็แยกย้ายกลับไปทำงานของตนเอง
“น่าเสียดายจังที่ไม่ได้ถูกเลือก” ยูกิยิ้มฉีกกว้างดีใจออกนอกหน้า
“แหม ! ยิ้มระรื่นเชียวนะ” เซนตะโกนสวนกลับแต่ยูกิก็ไม่สนใจและมุ่งหน้ากลับเมืองทันที
เหล่าผู้ถูกเลือกใช้เรือเล็กเพื่อไปขึ้นเรือใหญ่อีกที ด้วยขนาดของเรือทำให้ต้องมีระบบจัดการหลายอย่างซึ่งจำเป็นต้องใช้ลูกเรือจำนวนมากแต่พวกเขาต้องทำทั้งหมดนั่นด้วยคนเพียงหกคน
“แล้ว...เราจะคุมเรือยังไงล่ะเนี่ย ต่อให้เป็นเรือทันสมัยก็เถอะแต่ก็ต้องมีคนคอยควบคุมแต่ละส่วนอีกนี่” เซนเดินไปรอบ ๆ ดูความสวยงามในความเรียบง่ายของมันพลางจินตนาการตอนที่ตนเองได้เป็นลูกเรือ
“ไม่เห็นยาก” ซึฮากิสร้างร่างโคลนขึ้นมาหลายสิบร่าง
“โห่...” ทั้งเซนและคานะต่างก็ยืนอึ้งเพราะรู้เหตุผลแล้วว่าทำไมถึงไม่มีลูกเรือคนอื่นเลย
“ส่วนคุณทีโอน่า” ซึฮากิเดินไปหาแม่สาวสองคนที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ จากนั้นก็ใช้เวทมนตร์ปรับเปลี่ยนสร้างแขนใหม่ให้
“เดี๋ยวนะมนตร์ดำทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?” แคทเทอรีนตกใจตาโตเมื่อได้เห็นแขนใหม่ของทีโอน่า
“ได้สิ ขนาดมังกรยังเปลี่ยนเป็นมนุษย์ได้เลย กะอีแค่สร้างแขนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันก็ยังเป็นแค่แขนปลอมเท่านั้น หากโดนมานารบกวนมาก ๆ หรือไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่มันก็จะคืนสภาพเอง”
“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ” น้ำเสียงอันอ่อนน้อมกล่าวคำขอบคุณด้วยความรู้สึกจากใจจริง ระหว่างนั้นทั้งเซนและแคทเทอรีนก็เข้ามาลูบคลำด้วยความสงสัยว่ามันใช้งานได้จริง ๆ หรือเปล่า
ซึฮากิพาเดินชมรอบ ๆ เรือเพื่อให้รู้จักส่วนต่าง ๆ เผื่อในกรณีที่ต้องช่วยงานแทนร่างโคลน
“ว่าแต่กิจังจะสร้างลานด้านบนไว้ทำไมเหรอ? ปกติลานกว้าง ๆ แบบนี้มันใช้สำหรับบรรทุกเครื่องบินนี่”
“ก็ถูกอย่างที่เธอพูด”
ฟรานขมวดคิ้วสงสัยเมื่อได้ยินเช่นนั้น “หรือว่า...”
ทันใดนั้นก็มีเครื่องบินรบขนาดเล็กนับสิบลำบินวนอยู่เหนือหัว
“หลบออกไปก่อนจะดีกว่า” ซึฮากิพาทุกคนไปที่ห้องควบคุมหลักซึ่งจะเห็นตอนที่เครื่องบินรบลงจอดได้พอดี ระหว่างนั้นซึฮากิก็จะสื่อสารกับคนบนเครื่องบินเพื่อเอาเครื่องลงได้อย่างปลอดภัยไม่ชนกันเอง
คนขับทั้งหมดคือร่างโคลนของซึฮากิ พวกเขาเหล่านั้นเดินเรียงกันขึ้นมาที่ห้องควบคุม
“เครื่องบินไม่มีปัญหา ส่วนอาวุธก็ทดลองที่ทะเลทรายแล้วซึ่งสามารถหวังผลได้”
“ดี ทุกคนไปประจำการที่ของตนเอง” ร่างโคลนทุกคนแยกย้ายกันออกไปในห้องทำงานของเรือไม่ว่าจะเป็นห้องสมอ ห้องถือท้ายแต่การควบคุมส่วนใหญ่ก็จะมาจากห้องควบคุมที่ซึฮากิและเพื่อน ๆ ประจำอยู่
“พวกเธอไปพักที่ห้องโถงก็ได้นะ ถ้าจัดเตรียมอะไรหลาย ๆ อย่างเสร็จฉันจะบอกอีกที” พอพูดจบซึฮากิก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองที่แผงควบคุมต่อไป
“ห้องโถงสินะ งั้นเราไปกันเถอะ” เซนวิ่งหน้าตั้งออกไปทันทีเหมือนเด็กตัวน้อยได้มาเดินเที่ยวในเรือสำราญ
“เตรียมตัวออกเรือ” ซึฮากิคุยกับร่างโคลนผ่านวิทยุสื่อสารในเรือ
ตอนนี้ยังไม่มีพวกมนุษย์เงือกมาเกาะแกะ ท่าจะเจรจาก็ต้องส่งสัญญาณอ้อม ๆ ว่าไม่ได้มาร้ายซึ่งสิ่งเดียวที่พอจะสื่อสารกับพวกมันได้ก็คงเป็นตัวเราเนี่ยแหละ ถ้าหากพวกมันจู่โจมเรือแล้วเห็นว่าเรือยังแข็งแรงอยู่ก็อาจจะคิดว่าสร้างมาเพื่อต่อต้าน
พอออกเรือมาได้สักพักก็มีสัญญาณสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ปลาปรากฏในโซน่า พอเห็นเช่นนั้นซึฮากิก็สั่งให้ร่างโคลนลงไปใต้ท้องเรือเพื่อรับแรงปะทะแทน
จากคลื่นโซน่าจะเห็นว่าอีกฝั่งพยายามจู่โจมเรือทันทีโดยไม่รอการพูดคุยใด ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงคุยกันไม่รู้เรื่องแน่ ๆ
“ใช้แผนสำรอง ส่งเครื่องบรรณาการไป”
ซึฮากิวิทยุบอกร่างโคลนที่เตรียมพร้อมรออยู่แล้วและเมื่อได้สัญญาณจึงพุ่งลงไปในน้ำทันที
ดูจากสัญญาณโซน่าคงจะได้ผลสินะ พวกเขาหยุดพุ่งใส่แล้วแต่ก็ยังเว้นระยะห่างโดยมีคนคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง
ไม่นานเกินรอร่างโคลนทั้งสองก็กลับขึ้นมาบนเรือโดยมีมนุษย์เงือกคนหนึ่งตามมาด้วย
“พวกแกต้องการอะไร?” มนุษย์เงือกคนนั้นถามขณะที่ยังหวาดระแวงกวาดสายตามองรอบ ๆ
“พวกเราต้องการพูดคุยกับผู้มีอำนาจของฝั่งนั้น” ร่างโคลนตอบ
“เพื่ออะไร? หรืออยากจะใช้ทะเลเป็นเส้นทางขนส่งอีก”
“ใช่ นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ”
“คงเป็นไปได้ยาก เพราะการจะให้พวกมนุษย์ใช้ทะเลได้อีกครั้งมันเหมือนเป็นการกลับคำ พวกเขาคงรู้สึกเสียหน้าแน่ ๆ ถ้าจะเจรจาเรื่องนั้น” ระหว่างที่อธิบายเขาก็จ้องมองเครื่องบรรณาการอีกชุดหนึ่งที่วางไว้ใกล้ ๆ
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ขอแค่ทางเราได้เจรจาเราจะโน้มน้าวพวกเขาให้ดีที่สุด อย่างผักผลไม้พวกนี้ก็ถือว่าเป็นของโปรดของพวกคุณเลยนี่ พอต้องตัดความสัมพันธ์กับมนุษย์ทำให้ไม่ได้ลิ้มลองรสชาติของมันอีกโดยเฉพาะหญ้ารอน”
“อืม...ก็จริงของพวกนาย ถึงพวกเรามนุษย์เงือกจะได้ของจากชาวสมุทรอยู่บ้างแต่ของที่ได้ก็น้อยจนมีแต่คนใหญ่คนโตเท่านั้นที่ได้กินมัน”
“ลึก ๆ ในใจพวกนายก็คงอยากให้เป็นเหมือนเดิมสินะ คงไม่เสียหายอะไรถ้าให้เราไปคุยกับจ้าวทะเลสักครั้ง” ร่างโคลนพยายามหว่านล้อมจูงใจให้เขายอมทำตามและยังยื่นเครื่องบรรณาการให้อีกหนึ่งชุด
“ต่อให้อยากติดต่อให้ก็เถอะแต่พวกเราก็เป็นแค่ยามเฝ้าผิวน้ำ อำนาจที่จะเรียกหรือขอคุยกับจ้าวทะเลคงไม่มีหรอก” ขณะที่กล่าวเช่นนั้นเขาก็ได้ลองหยิบผลไม้กิน ไม่นานนักเพื่อน ๆ ของเขาก็ว่ายขึ้นมาเพื่อชิมเครื่องบรรณาการเหล่านั้น
แววตาของพวกเขาเป็นประกายหลังจากได้ลองผักผลไม้ที่ปลูกด้วยวิธีทันสมัย มีการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจนทั้งรสชาติ รูปลักษณ์และกลิ่นเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
“ความหวานนี่มันอะไรกัน ไม่ว่าจะรสสัมผัสที่นุ่มพอดีไม่เละเกินไปและกลิ่นหอมที่น่าดึงดูดชวนให้อยากกินอีกสักคำ”
“นั่นคือผลไม้ที่ปลูกในสวนของเอลโฟเรีย และแน่นอนว่ายังมีอย่างอื่นอีกมากมายให้พวกนายได้ลิ้มลองรสชาติหากการเจรจาครั้งนี้สำเร็จ” ร่างโคลนค่อย ๆ ใส่เหตุผลเข้าไปในจังหวะที่เหมาะสม
“อืม...ถึงพวกเราอยากจะทำแบบนั้นก็เถอะ แต่ท่านเคนค่อนข้างมีนิสัยแปลก ๆ ก็เลยไม่มีใครกล้าไปหาเลยจนกว่าเขาจะเป็นคนออกมาจากบ้านเอง”
“ถ้างั้นพวกเราจะขอแล่นเรืออยู่บนน่านน้ำนี้ไปก่อน แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเราจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่สร้างความเดือดร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ระหว่างนั้นฉันก็ฝากเรื่องจ้าวทะเลให้พวกนายจัดการแล้วกัน”
“หา? เมื่อกี้เราก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าเราก็แค่ยามผิวน้ำ ขนาดพวกลูกน้องคนสนิทยังไม่กล้าไปเรียกเขาถึงบ้านเลย” เขาตอบกลับด้วยท่าทางร้อนรนจนไม่รู้ว่าหยดน้ำบนใบหน้าคือน้ำทะเลหรือเหงื่อกันแน่
“เพื่ออนาคต เพื่อของดี ๆ ที่จะได้กิน สิ่งที่พวกนายต้องทำก็คือส่งเครื่องบรรณาการของเราให้กับเขา จะวางไว้หน้าบ้านหรือส่งให้ถึงมือก็ได้และไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ไม่เกี่ยง ขอแค่ให้เขาได้ลองผักผลไม้ที่เราปลูกก่อนอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”
มนุษย์เงือกทั้งสามคนมองหน้ากันและกันจากนั้นก็พากันไปคุยไกล ๆ
“เอาไงดีลูกพี่ ของพวกนั้นมันอร่อยมากเลยนะแถมหญ้ารอนก็ดีกว่าเมื่อสิบปีก่อนอีก”
“ผมก็เห็นด้วยเหมือนกัน เราไม่ได้กินของดี ๆ แบบนั้นมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้”
ทั้งสองผสานมืออ้อนวอนด้วยแววตากลมโตเหมือนลูกแมว
“ให้ตายสิ อย่างนี้ฉันก็ยิ่งลังเลเข้าไปใหญ่” เขานึกถึงตอนที่กำลังกินผักผลไม้ก่อนหน้านี้ทำเอาน้ำลายไหลอีกรอบ
“เอาก็เอาวะ อย่างน้อยก็โดนแค่ขังคุกนั่นแหละ”
พอตกลงกันเสร็จสรรพยอมทำตามแผนที่ร่างโคลนบอกไว้ พวกเขาดำดิ่งลงไปหาจ้าวทะเลที่ปกครองอาณาเขตนี้เพื่อมอบเครื่องบรรณาการที่ใส่อุปกรณ์ป้องกันไว้อย่างดีเพื่อให้มันทนแรงดันน้ำได้ก่อนจะไปถึงดินแดนของพวกเขา
“โดนขังจริง ๆ ด้วย” พวกเขาทั้งสามไม่ทันได้ไปถึงบ้านของจ้าวทะเลเลยด้วยซ้ำแต่ดันมาโดนจับขังคุกเสียได้
“ก็นะ พวกทหารก็คงไม่ปล่อยเราเข้าไปด้านในอยู่แล้วแถมพอจะให้เครื่องบรรณาการก็ดันคิดว่าเป็นของน่าสงสัยเลยยึดไปด้วย” เขากอดอกคิดไม่ตกว่าตนเองจะเป็นอย่างไรต่อไป
ขณะที่กำลังนอนรออยู่ในคุกก็มีทหารเดินมาทักทาย
“ตอนนี้ท่านเคนไม่อยู่ ถ้าพวกนายมีเรื่องอะไรก็ฝากไว้ได้ถ้ามันไม่ไร้สาระนะ”
“พวกเราแค่ต้องการมอบสิ่งนั้นให้ท่านเคนเท่านั้น”
“หมายถึงเจ้านี่เหรอ?” ทหารคนนั้นยกเครื่องบรรณาการขึ้นมาให้เห็น
“ใช่ ๆ เราแค่จะเอาสิ่งนั้นมาให้”
ทหารคนนั้นไม่มีท่าทีจะยอมปล่อยพวกเขาไปเลยแม้แต่น้อย
“ไปเอาของพวกนี้มาจากไหน ดู ๆ แล้วไม่น่าใช่ของพวกเราชาวมนุษย์เงือกเลยสักนิดหรือจะเป็น...” เขาถลึงตามองเริ่มทำการสอบสวน
“เราจะตอบยังไงดี?” ทั้งสามคนกระซิบคุยกันครู่หนึ่งแต่นั่นยิ่งทำให้ทหารสงสัยเข้าไปใหญ่
“จับพวกมันไปทรมาน” ทหารคนนั้นยกมือเรียกลูกน้องให้ลากตัวทั้งสามคนออกไปที่อื่น
“ได้โปรดคิดดูอีกทีเถอะครับ” พวกเขาพยายามขอร้องอ้อนวอนด้วยสีหน้าบูดเบี้ยวร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุด
“ลากพวกมันไปซะอย่าไปสนใจ”
ทันใดนั้นก็มีสัญญาณประตูทางเข้าดังขึ้น
“ท่านเคนกลับมาแล้ว !” ทหารจำนวนมากว่ายเรียงกันเป็นเส้นทางต้อนรับการกลับมาของนายเหนือหัวของที่แห่งนี้
เมื่อประตูดินแดนเปิดออกจึงเผยให้เห็นร่างของเคนหนึ่งในจ้าวทะเลที่ปกครองมหาสมุทรซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนคนแต่ก็มีหนวดเหมือนหมึก หนวดทั้งแปดเส้นงอกออกมาจากหัวสองเส้น แขนสี่เส้น หน้าท้องกับแผ่นหลังจุดละเส้นและส่วนเท้าอีกสี่เส้น
“ฉันสัมผัสได้ว่ามีของแปลกปลอมเข้ามาในดินแดนของเรา” เขาพุ่งไปหาเหล่าทหารที่กำลังกดตัวนักโทษไว้ จากนั้นก็ดึงตัวทั้งสามคนด้วยหนวดยาว ๆ นุ่มลื่นนั่น
“คะ...ครับ พวกเรามีของมาให้ครับแต่โดนทหารยึดไปแล้ว” ลูกพี่เป็นคนออกหน้าพูดกับท่านเคนเอง แม้แววตาจะดูหวาดหวั่นแต่ก็ยังยืนหยัดต่อหน้านายเหนือหัวเพื่อพูดในที่สิ่งที่ต้องพูด
“ของเหรอ? เอามาดูสิ” เขายอมปล่อยทั้งสามลงก่อนจะส่งสายตาให้กับทหารที่ยึดของไป
ไม่นานนักพวกทหารก็เอาของที่ยึดไปมาให้ซึ่งท่านเคนก็ได้จับคลำพลิกไปมาเพื่อดูว่ามันคืออะไร
“อืม ฉันจะรับไว้ก็แล้วกัน” พูดจบเขาก็ตรงกลับบ้านทันทีไม่สนใจใคร
แววตาเย็นชาของเคนที่มองเหล่าทหารเหมือนเป็นแค่คนนอกไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ความรู้สึกอันหนาวเหน็บที่สัมผัสได้เพียงแค่มองมันทำให้ไม่มีใครกล้าพูดขัดเลยสักคำ
“น่าเบื่อจริง ๆ ที่ต้องมาคอยประชุมอะไรก็ไม่รู้” เขาเอนหลังนอนบนเตียงส่วนตัวที่ทำจากปะการังและตกแต่งด้วยอัญมณี
“แต่ก่อนอื่นก็ต้องเปิดเจ้านี่ให้ได้” เคนพยายามแงะเครื่องบรรณาการออกจากเครื่องป้องกัน เขาใช้หนวดนุ่มลื่นเหล่านั้นลูบคลำหาจุดที่พอจะเปิดได้จนไปเจอปุ่มที่นูนขึ้นมา
“อา...” เขากดปุ่มปลดล็อกได้สำเร็จ กลิ่นของผักผลไม้ตีเข้าจมูกเล่นเอาตั้งตัวไม่ทัน
สีหน้าเคลิบเคลิ้มของเขาช่างแตกต่างกับภาพจำของคนอื่นเสียเหลือเกิน รอยยิ้มสดใสที่เหมือนเด็กตัวน้อยได้ไอศกรีมที่อยากกินกำลังมองดูผักผลไม้เหล่านั้นตาไม่กะพริบ
“แค่เห็นก็รู้เลยว่าอร่อยกว่าของชาวสมุทรแน่ ๆ ของดี ๆ แบบนี้คงมาจากพวกชาวแผ่นดินแน่แต่พวกเรายื่นข้อตกลงไม่ให้ใช้ทะเลแล้วนี่นา”
เขาเดินไปรอบ ๆ คุยกับตนเองเหมือนคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกำแพงบ้านหรือพื้นต่างก็มีผลงานทางศิลปะประดับไว้อย่างการตัดแต่งปะการังหรือการเรียงอัญมณีให้เป็นรูปร่างสวยงาม
“หวาน...หอม...นุ่มละมุน...หวาน...หอม...นุ่มละมุน” ระหว่างที่กินเขาก็ยังฮัมเพลงด้วยสีหน้าเบิกบานยิ้มแป้นยิ่งกว่าตอนได้ของขวัญวันเกิด
“สุดยอด...จริง ๆ”
พอกินเสร็จเขาก็เก็บเปลือกและเศษซากทั้งหมดไว้ไม่ให้ใครเห็น จากนั้นก็รีบออกไปข้างนอกเพื่อตามหายามผิวน้ำที่เอาเครื่องบรรณาการมาให้
มนุษย์เงือกคนหนึ่งถอนหายใจ “ให้ตายสิ นึกว่าจะโดนทรมานซะแล้ว”
“อืม กลัวจะลามไปถึงการประหารด้วยเนี่ยสิ”
ขณะเดียวกันลูกพี่ก็ตบบ่าของทั้งสองเพื่อเป็นการให้กำลังใจ “อย่างน้อยภารกิจของเราก็สำเร็จลุล่วง”
แม้จะยังมีความกังวลใจแต่พวกเขาก็ยังยิ้มสนุกไปกับชีวิตที่เหลือได้
“ภารกิจอะไรเหรอ?”
เสียงเคร่งขรึมกล่าวจากด้านหลังทำเอาสะดุ้งตกใจเกือบฟาดด้วยหอกเสียแล้ว
“ทะท่านเคน !” ทั้งสามอุทานออกมาพร้อมกันเหมือนนัดกันมาและยังกระโดดถอยห่างพร้อมกับก้มตัวโค้งคำนับกล่าวทักทาย
“ใครเป็นคนส่งมาให้?”
ทั้งสามหันกลับไปกระซิบคุยกันซึ่งดูมีพิรุธสุด ๆ “ถามแบบนั้นหมายถึงจะลงโทษเราที่ติดต่อกับชาวแผ่นดินหรืออยากเจรจากับพวกเขากันแน่”
“โห่เราก็ไม่รู้ ท่านเคนยิ่งชอบทำหน้าบึ้งอยู่ตลอดเลยเดาอารมณ์ไม่ถูกเลย”
“ใช่ ๆ ถ้าบอกเขาตรง ๆ มีหวังโดนเก็บแน่”
พวกเขาไม่รู้เลยว่าที่กระซิบกันเคนก็ได้ยินทั้งหมดแล้ว วินาทีที่หันหลังกลับมาจะให้คำตอบก็ดันเห็นใบหน้าของท่านเคนในระยะประชิดแทบจะชนกันอยู่แล้ว นั่นทำให้พวกเขารู้ตัวว่าตนเองถูกดักฟังอยู่
“เป็นอย่างนั้นสินะ ถ้างั้น...” หนวดยึกยือเหล่านั้นได้วางลงบนบ่าของพวกเขาทั้งสามคนแทบจะหยุดหายใจด้วยซ้ำ
“พวกเรายอมทุกอย่างแต่อย่าทำอะไรพวกเราเลยครับ” ลูกพี่ของพวกเขาออกหน้าตอบโต้กับท่านเคนด้วยตนเอง
“เหอะ ฝากไปบอกเจ้านั่นด้วยว่าให้เตรียมของมาเยอะกว่านี้ จนกว่าฉันจะพอใจ”
“คะครับ” ทั้งสามตอบรับทันทีทันใด
“ฉันจะบอกทหารไว้ว่าให้เอาของมาวางไว้หน้าบ้านได้ แต่ห้ามเข้าไปด้านในเด็ดขาด” ก่อนจะไปเขาก็ยังหันมาถลึงตามองจนทั้งสามคนตัวสั่นระริก
อีกด้านหนึ่งบนเรือลำยักษ์ก็มีการเอาเครื่องบินขึ้นบินเพื่อสอดแนมและทำแผนที่คร่าว ๆ ให้พอเดินทางได้
แต่เดิมก็มีแผนที่ที่พวกเรือสินค้าใช้กันอยู่แล้ว แต่เส้นทางส่วนใหญ่ก็มีแค่เส้นทางเดิม ๆ ที่ทางมนุษย์เงือกจัดไว้ให้ซึ่งมีการเลี่ยงจุดสำคัญที่อาจส่งผลกระทบได้ และจากรายงานที่หาได้จึงจะสรุปได้ว่าการยกเลิกการเดินเรือมาจากปัญหาที่พวกมนุษย์ก่อ ทั้งมลพิษและขยะมากมายถูกทิ้งลงทะเล แม้จะมีการเตือนแล้วแต่ด้วยจำนวนเรือสินค้าหลายพันลำทำให้ควบคุมได้ไม่หมด
“กิเขานั่งเขียนอะไรไม่รู้มาพักหนึ่งแล้วนะ” เซนและเพื่อน ๆ แง้มประตูแอบมองซึฮากิทำงาน
“อย่าไปกวนเขาเลย ตอนนี้เรารีบไปพักผ่อนให้สบายก่อนจะยุ่งดีกว่า” คานะลูบผมเซนไปด้วยขณะที่พูดเหมือนลูบแมวที่นอนบนตักไม่มีผิด
“นั่นสิ พอถึงเวลายุ่งทีไรมันก็หนักหน่วงทุกทีเลย” พวกเขากลับไปที่ห้องโถงซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบขัน
เซนสับไพ่และแจกให้กับทั้งสี่คนพากันเล่นไพ่สลาฟ
“แบบนี้ก็สวยสิ” คานะได้ลงไพ่สามดอกจิกก่อน
“ว่าแต่พวกคุณเล่นไพ่แบบนี้เป็นไหมคะ?” ฟรานเอ่ยถามพวกแคทเทอรีน
“ไม่ แต่ก็พอจะเดาได้” หญิงสาวผมขาววางไพ่เลขสิบต่อจากคานะทันที จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะในลำคอจากเซน
“ไม่มีอะไร...เล่นต่อได้เลย” เซนตอบกลับเสียงสูงขณะที่นั่งมองทั้งสี่คนเล่นไพ่ด้วยกัน
“ทำไมถึงต้องนับสามเป็นเลขต่ำสุดและสองเป็นเลขสูงสุดด้วยล่ะ?” ทีโอน่าวางไพ่คิงขณะที่ถามไปด้วย
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” คานะตอบพลางมองไพ่ที่ฟรานลงตามลงมา
“เหรอ...แล้วคิงกับสลาฟมันคืออะไร?” ทีโอน่ายังถามต่อ
“คิงแปลว่าราชา ส่วนสลาฟแปลว่าทาส ปกติจะเล่นสองรอบซึ่งคนที่หมดก่อนจะได้เป็นราชาและต่อด้วยราชินี รองสลาฟและสลาฟตามลำดับ...” ฟรานช่วยอธิบายกฎให้พวกเธอเข้าใจแต่เรื่องประสบการณ์และเทคนิคคงสอนกันยาก
“แล้วถ้าชนะจะได้อะไรล่ะ? หรือแพ้แล้วจะโดนลงโทษอะไรไหม?” แคทเทอรีนยิ้มอย่างมีเลศนัยถามแล้วก็ลงไพ่เลขสองโพดำที่ใหญ่ที่สุดทำให้เธอเหลือไพ่แค่ใบเดียว
“นั่นสินะ เอาเป็นคนชนะจะสั่งคนแพ้ได้หนึ่งอย่าง” คานะยิ้มเลศนัยตอบกลับและลงตองห้าสวนกลับทำให้แคทเทอรีนหน้าเสียไปเลย และถ้าคานะได้ลงไพ่อีกใบก็จะชนะแล้ว
“แบบนั้นก็ดีนะ” ทีโอน่าที่เก็บไพ่ไว้ล้นมือลงตองเอ
พอไม่มีใครสู้ต่อเธอจึงลงไพ่คู่ทำให้แคทเทอรีนและคานะลงไพ่ต่อไม่ได้
“นั่นเป็นแผนของเธอเหรอ?” ฟรานลงคู่ต่อได้เพราะเธอก็ยังมีไพ่เต็มมือเหมือนกัน
“ไม่รู้สินะ”
ทั้งสองประชันด้วยไพ่คู่กันอย่างดุเดือดจนกระทั่งหมดมือ
“แย่จริง ถ้ามีไพ่คู่ที่สูงกว่านี้ฉันคงชนะไปแล้ว” ทีโอน่าถือไพ่สองใบสุดท้ายไว้โดยที่ฟรานได้ลงคู่สองมาทำให้ต้องยอมผ่าน
“อย่าหวงเลยยังไงเธอก็ได้ลง” พอไม่มีใครสู้ได้ฟรานจึงลงไพ่คู่สุดท้ายซึ่งเป็นคู่สี่ทำให้ทีโอน่าลงไพ่ต่อได้และได้เป็นราชินี
จนแล้วจนเล่าแคทเทอรีนก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้และได้เป็นสลาฟไป
“อย่าพึ่งถอดใจเพราะต้องเล่นกันสองรอบถึงจะรู้ผล” เซนเก็บไพ่และสับแจกให้ใหม่
สุดท้ายแคทเทอรีนก็ยังเป็นสลาฟอยู่ดี จากสีหน้ายิ้มเยาะตอนแรกกลับกลายเป็นแววตาเศร้าสร้อยเหมือนลูกหมาโดนทิ้ง
“สั่งอะไรดีนะ?” ฟรานยิ้มชอบใจที่ได้เห็นปฏิกิริยาเหล่านั้น
“ขอแค่อย่าทำอะไรที่มันน่าอายก็พอ” แคทเทอรีนกล่าว
พอฟรานได้ยินเช่นนั้นจึงนึกอะไรสนุก ๆ ขึ้นมาได้ “งั้นเอาเป็น...” เธอพาแคทเทอรีนไปคุยกันที่อื่นไม่อยากให้ใครได้ยิน
“เมื่อกี้เธอขออะไรเหรอ?” เซนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นหลังจากเห็นฟรานกลับมา
“ไม่บอกหรอกเพราะอีกเดี๋ยวก็จะได้เห็นแล้ว” ฟรานเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งเรียงกันเป็นแถว
แคทเทอรีนที่เดินหายไปกลับมาพร้อมกับเครื่องเล่นเสียงรุ่นใหม่ซึ่งมีเพลงหลากหลายกว่ารุ่นก่อน
“พร้อมนะคะ” ฟรานเป็นคนเลือกเพลงและเปิดให้แคทเทอรีนยืนเต้นต่อหน้า
เพลงแนวป๊อปดังขึ้นเป็นจังหวะและยังมีเสียงร้องสร้างความเพลิดเพลิน จะฟังเฉย ๆ ก็ดีจะลุกขึ้นไปเต้นตามจังหวะก็ไม่แย่แต่เพราะคำสั่งทำให้แคทเทอรีนต้องเต้นมั่ว ๆ ไปตามจังหวะ
ระหว่างที่พวกเขากำลังสนุกกันก็มีแค่ซึฮากิและเหล่าร่างโคลนที่ทำงานกันอย่างหนักหน่วง
“พวกแกสองตัวก็ยังทะเลาะกันไม่เลิกสักทีนะ” ซึฮากิขมวดคิ้วมองดูปุยและแฟรงค์ตีกันไปมาแต่ก็ไม่ได้รุนแรงนัก
พวกมันส่งเสียงตอบกลับเหมือนกำลังฟ้องกันและกัน
“เอาน่ายังไงพวกนายก็เป็นสัตว์อสูรเหมือนกันก็สนิทกันไว้สิ”
ทันใดนั้นก็มีสัญญาณจากโซน่าดังขึ้นซึ่งเป็นมนุษย์เงือกสามคนนั้น พวกเขาขึ้นมารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
“ท่านเคนบอกว่าอยากได้เยอะกว่านี้ บางทีเขาอาจจะรู้จุดประสงค์ของพวกนายอยู่แล้วก็ได้” ลูกพี่ของพวกเขารายงาน
“ใช่ ๆ เขาเป็นคนที่น่าทึ่งมากเลยนะ ในบรรดาจ้าวทะเลเขาก็เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว แต่เพราะอย่างนั้นทุก ๆ คนเลยค่อนข้างหวาดกลัวเขา” มนุษย์เงือกคนข้าง ๆ พูดเสริม
“เพราะเขาเป็นคนที่น่าทึ่ง บางทีน่าจะรู้แผนของพวกนายแบบทะลุหมดเปลือกแล้วก็ได้” มนุษย์เงือกอีกคนพูดเสริมต่อ
“ก็น่าสนุกดีนี่” ร่างโคลนยิ้มบางตอบกลับเหมือนกำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง