ขณะที่เย่จื่อเฟิงสังหารผู้คนในโลกมายา เหล่ายอดฝีมือที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลงานชุมนุมบันไดสวรรค์ ต่างตกตะลึงใจกับความเร็วของเย่จื่อเฟิง
"เย่จื่อเฟิงผู้นี้เป็นใครกันแน่! ภายนอกดูอ้อนแอ้นราวบัณฑิตเสมือนไก่อ่อนไร้ประสบการณ์ แต่เวลาสังหารกลับเด็ดขาดไร้ปรานี เขาไม่ได้สูญเสียจิตใจไปกับภาพมายาแม้แต่น้อย อนาคตเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องรุ่งโรจน์อย่างไร้สิ้นสุดเป็นแน่"
"ใช่แล้ว ในตอนที่เขาขึ้นมาถึงขั้นยี่สิบ เขาตามหลังอยู่หลายคน แต่ตอนนี้เขากลับขึ้นมานําเป็นอันดับสามแล้ว! ดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องประเมินเจ้าหนูนี่ใหม่เสียแล้ว! "
"การที่ตระกูลเย่มีผู้สืบสายเลือดเช่นนี้ ดูท่าพวกเขาคงจะกลับมาผงาดขึ้นอีกครั้ง"
เมื่อได้ยินคําชมจากบรรดาผู้อาวุโส ผู้อาวุโสจ้าวก็มีสีหน้าน่าเกลียดอย่างมาก
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาไม่เคยคิดว่าคนอย่างเย่จื่อเฟิงจะสามารถขึ้นมาอยู่ในสิบอันดับแรกได้ ดังนั้นจึงไม่จําเป็นต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือตระกูลเซียว แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้มาถึงจุดที่เขาจําเป็นจะต้องยื่นมือเข้าไปแทรกแล้ว
"ท่านผู้อาวุโสจ้าว ข้ารู้สึกว่าสีหน้าของท่านดูซีดเซียวไม่สู้ดีเลย หรือเป็นเพราะยังไม่ชินกับสภาพอากาศของที่นี่? " หนึ่งในสามผู้อาวุโสใหญ่ของสํานักนามว่าเสิ่นลี่ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของผู้อาวุโสจ้าว ก็ระเบิดเสียงออกมา
ผู้อาวุโสจ้าวยิ้มเจื่อนๆ แล้วกล่าวว่า " อาจเป็นเพราะหลายวันมานี้ข้าเร่งรีบเดินทางมาจากเมืองเต๋าสวรรค์ จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้พักเลยรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย"
"งั้นรึ? เช่นนั้นท่านก็ควรจะออกไปพักผ่อนเสียหน่อย"
"นั่น... "
เสิ่นลี่มองไปยังผู้อาวุโสจ้าวด้วยสายตาลึกล้ำ
ผู้อาวุโสจ้าวตกใจแล้วรีบตอบกลับ "เช่นนั้นข้าคงต้องขอเสียมารยาท..."
เสิ่นลี่หันไปยิ้มให้ทุกคนแล้วกล่าวว่า "ทุกคนโปรดรักษาค่ายกลไว้ให้ดี ข้าจะพาท่านผู้อาวุโสจ้าวออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกเสียหน่อย แล้วจะรีบกลับมา"
เสิ่นลี่ถือเป็นหนึ่งในสามผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพที่สุดในสํานัก ดังนั้นผู้อาวุโสคนอื่นจึงไม่กล้าเสียมารยาทคัดค้านการตัดสินใจของเขา
เสิ่นลี่ดึงผู้อาวุโสจ้าวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบว่า "เอาล่ะ ตอนนี้ท่านบอกข้ามาตามตรงดีกว่า เป็นตระกูลเซียว ตระกูลหรง หรือตระกูลหวางกันแน่? "
ผู้อาวุโสจ้าวตัวสั่นเทา "ท่านผู้อาวุโสเสิ่น ข้าไม่รู้ว่าท่านกําลังพูดเรื่องอันใด"
เสิ่นลี่ยิ้มอย่างเย็นชา "ท่านรู้อยู่แก่ใจว่าข้าหมายถึงเรื่องอันใด อย่ามาทําไขสือต่อหน้าข้า"
ผู้อาวุโสจ้าวตระหนักถึงสิ่งที่เสิ่นลี่พูดก่อนหน้านี้ได้ “อย่าบอกนะว่าท่านผู้อาวุโสเสิ่นเองก็...."
" ใช่แล้ว ตระกูลหวางขอให้ข้าช่วยเหลือ พวกเราต้องป้องกันไม่ให้เย่จื่อเฟิงเข้าไปอยู่ในสิบอันดับแรกให้ได้ พวกเราไม่อาจปล่อยให้ตระกูลเย่กอบกู้ชื่อเสียงได้อีก! " เสิ่นลี่มีสายตาที่แน่วแน่
ผู้อาวุโสจ้าวเปล่งประกาย เขาคิดว่าตนเองจะต้องทํางานคนเดียว จึงกลัวว่าจะมีคนมาพบการกระทําของเขา แต่ว่าตอนนี้เขามีหนึ่งในผู้อาวุโสใหญ่ของสํานักเป็นพวกพ้องร่วมอุดมการณ์ ทําให้ภารกิจของเขาง่ายขึ้นมาก กล่าวได้ด้วยว่าพวกเขาเสมือนสวรรค์คอยช่วยเหลือ
" ถ้าเช่นนั้นข้าจะเปิดเผยต่ออาวุโสเสิ่นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องปิดบังอันใดอีก ตระกูลเซียวขอให้ข้าจัดการกับเย่จื่อเฟิง"
"ดี! ในเมื่อพวกเรามีเป้าหมายเดียวกัน ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น" เสิ่นลี่ยิ้มแล้วพยักหน้า " เมื่อเย่จื่อเฟิงขึ้นถึงขั้นที่สี่สิบกายใจของมันก็คงจะอ่อนล้ามาก ช่วงเวลาที่มันกำลังเจ็บปวด พวกเราก็จะอาศัยจังหวะนี้กระตุ้นค่ายกลให้ภาพมายารุนแรงขึ้น ข้าไม่เชื่อว่ามันจะสามารถทนได้! "
...
หลังจากเผชิญกับภาพลวงตาทั้งหมดแล้ว เย่จื่อเฟิงก็ลืมตาขึ้นแล้วพบว่าตัวเองได้อยู่ที่ขั้นสามสิบเก้าแล้ว เขาหันหลังกลับไปมอง แต่ก็พบเพียงหมอกควันเท่านั้น เขาไม่สามารถมองเห็นเย่เสวี่ยอี๋หรือผู้เข้าร่วมงานคนอื่นๆได้เลยแม้แต่น้อย
แต่เมื่อเขามองไปรอบๆ ก็เห็นสตรีผู้หนึ่งกําลังยืนอยู่บนขั้นนี้เหมือนกัน ดูเหมือนว่านางกําลังรอใครบางคนอยู่ จึงไม่ขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่น้อย
" แม่นางมาจากตระกูลหวางใช่หรือไหม? " เย่จื่อเฟิงเอ่ยปากถามแล้วยิ้มเบาๆ
สีหน้าของสตรีผู้นี้เต็มไปด้วยความตกตะลึง " เราไม่เคยรู้จักกัน...แล้วเหตุใดเจ้าถึงรู้ว่าข้ามาจากตระกูลหวาง? "
สตรีผู้นี้มีนามว่าหวางเมิ่งซี เป็นน้องสาวคนที่สามของหวางเทียนจื้อ แล้วก็เป็นพี่สาวคนที่สามของหวางหลินเช่นกัน ด้วยหน้าตาอยู่ในระดับกลางๆไม่ได้สะสวยอะไรมากมาย
ตอนที่นางเอ่ยปากออกไปว่าพวกเราไม่เคยรู้จักกัน นั่นหมายความว่าเย่จื่อเฟิงไม่น่าจะรู้จักนาง แต่อีกด้านหนึ่งคือนางรู้จักเย่จื่อเฟิง หรือให้พูดอีกอย่างก็คือ ไม่มีคนหนุ่มสาวคนไหนในเมืองเหลยโจวที่ไม่รู้จักเย่จื่อเฟิง
"ข้าพอเดาได้" เย่จื่อเฟิงตอบด้วยท่าทางสงบสุขุม
"เดาเนี่ยนะ? " หวางเมิ่งซีไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่กล่าวแม้แต่น้อย
" แต่ข้าก็มิได้เดาสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นกัน สามตระกูลใหญ่ในเมืองเหลยโจวที่ยังเหลืออยู่ก็มีตระกูลหวางกับตระกูลหลิวแต่ครั้งนี้ตระกูลหลิวหาได้ร่วมเข้าแข่งในงานชุมนุมนี้ด้วยไม่ เมื่อประเมินจากระยะเวลาที่ออกมาก่อนข้า ถ้าไม่ใช่ตระกูลหวางแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก ส่วนตอนนี้เจ้าก็คงกำลังรอคนในตระกูลอยู่ใช่หรือไม่? "
เมื่อได้ยินดังนั้นหวางเมิ่งซีก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า " ไม่เลวนี่... เจ้าพูดถูก ข้าคือหวางเมิ่งซีแห่งตระกูลหวาง ข้าเคยได้ยินว่าเย่จื่อเฟิงเป็นคนโง่เง่าปอดแหก ดูเหมือนว่าข้าจะเข้าใจผิดไปเยอะเลยทีเดียว"
"คนพวกนั้นอยากจะเรียกข้าว่าอะไรก็เรียกไป แต่วันหนึ่งพวกนั้นจะต้องเสียใจ ส่วนคนที่ทําร้ายข้า ข้าเย่จื่อเฟิงจะจดจําพวกมันเอาไว้ และจะให้พวกมันชดใช้กลับคืนเป็นสิบเท่า! "
เย่จื่อเฟิงจ้องไปที่หวางเมิ่งซีด้วยสายตาที่ดุร้าย ในตอนที่เขาได้แก้แค้น จะไม่มีการเลือกปฏิบัติ ตราบใดที่พวกมันหาเรื่องเขา ต่อให้เป็นชายหรือหญิง สวยหรือขี้เหร่เขาจะต้องทวงแค้นอย่างแน่นอน
"เจ้า...."
เย่จื่อเฟิงเป็นบุรุษ ไหนเลยเขาจะไม่เข้าใจความคิดคนโง่เขลา สำหรับ หวางหลิน วันๆมันใช้ชีวิตเหลวไหลไร้ประโยชน์
หวางเมิ่งซีเริ่มมีเหงื่อไหลพราก คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ดูไม่เหมือนกับผู้เยาว์ระดับกำเนิดปราณแต่อย่างใด แต่ดูราวกับเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่
หลังจากเย่จื่อเฟิงพูดคุยเล็กน้อยเขาก็ส่ายศีรษะ หลังจากนั้นก็เตรียมที่จะปีนบันไดขึ้นไปต่อ เมื่อหวางเมิ่งซีเห็นเขากำลังจะจากไป นางก็กัดริมฝีปากแล้วกลั้นใจกล่าวขึ้นว่า " ช้าก่อนเย่จื่อเฟิง! "
"มีอะไรอีก? อย่ามาทําให้ข้าเสียเวลาปีนบันไดสวรรค์"เย่จื่อเฟิงเลิกคิ้วแล้วหันกลับมามอง
หวางเมิ่งซีบุ้ยปากแล้วพูดต่อว่า "หยุดรออยู่ตรงนี้กับข้า อย่าได้ก้าวขึ้นไป ข้างบนนั้นอันตรายมาก หลังจากหนึ่งชั่วยามผ่านไปจะมีคนที่สามารถขึ้นมาถึงขั้นที่สามสิบเก้าได้ไม่เกินสิบห้าคน หากเจ้าสามารถเข้าไปอยู่สิบห้าอันดับแรกได้ เช่นนั้นตระกูลเย่ก็น่าจะได้ชื่อเสียงเพิ่มขึ้นมาบ้าง"
"น่าเสียดาย แต่ข้าไม่พอใจกับสิบห้าอันดับแรกสักเท่าไหร่"เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วส่ายหัว
"เจ้า...ควรฟังคําเตือนของข้าจะดีกว่า! "
เย่จื่อเฟิงรู้ว่านี่เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ค่ายกลของบันไดสวรรค์ไม่ได้มีอันตรายอันใดแม้แต่น้อย แต่อันตรายที่แท้จริงนั้นเห็นจะเป็นคนที่รักษาค่ายกลต่างหาก เขารู้ดีว่าหวางเมิ่งซีเองก็รู้ว่ามีผู้ตัดสินบางคนต้องการจะขัดขวางไม่ให้เขาปีนขึ้นไปต่อ
"ดูเหมือนเจ้าจะแตกต่างจากน้องชายของเจ้า หวางหลิน อย่างสิ้นเชิง... " เย่จื่อเฟิงหัวเราะ
"เจ้าหมายความว่าไง? " หวางเมิ่งซีอึ้งกับคําพูดของเย่จื่อเฟิง
"ข้ากําลังชมเจ้าไง...."
หลังจากพูดแบบนั้น เย่จื่อเฟิงก็กระโดดขึ้นไปบนขั้นสี่สิบ
แต่ในตอนที่เท้าของเขาแตะพื้น เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่กดทับลงมาจากด้านบน นั่นทําให้เขาหายใจได้อย่างติดขัด
"เส้นทางแห่งความเจ็บปวดงั้นรึ? " เย่จื่อเฟิงตกตะลึง
"อ๊ากกกกก" ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด รู้สึกราวกับทั่วทุกอณูในร่างกําลังถูกแมลงตัวเล็กๆ นับล้านชอนไช ถ้าไม่ใช่เพราะเขาได้เตรียมตัวก่อนจะขึ้นมาบนขั้นสี่สิบแล้วล่ะก็ เขาคงจะสลบแล้วพลัดตกบันไดอย่างแน่นอน! ตอนนี้เย่จื่อเฟิงกําลังคุกเข่าลงพื้น พยายามอดทนอดกลั้นอย่างเงียบๆ
หลังจากออกจากโลกมายาขั้นก่อน แล้วเดินเข้าไปยังเส้นทางแห่งความเจ็บปวด ผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นต้องเผชิญกับบททดสอบจิตใจอันยิ่งใหญ่
ถึงแม้เย่จื่อเฟิงจะรู้ว่าความเจ็บปวดนี้เป็นเพียงสิ่งจอมปลอม มันจะหายไปหลังจากที่เขาออกจากเส้นทางแห่งความเจ็บปวดก็ตาม แต่เขาก็ยังได้รับผลกระทบจากมันเป็นอย่างมากอยู่ดี
แต่ว่าของแค่นี้ไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่เขาเคยเผชิญในชาติก่อน เมื่อครั้งที่เขาใช้ตัวเองเป็นหนูลองยา กินยาทั้งร้อยชนิดจนร่างแทบระเบิด ในเมื่อเขาสามารถทนกับเรื่องนั้นได้ ความเจ็บปวดจอมปลอมเพียงแค่นี้ไม่คณามือของเขาหรอก!
"มาเลย! " เย่จื่อเฟิงตะโกนพร้อมกับยันตัวขึ้นยืน เขาเริ่มปีนบันไดสวรรค์อย่างช้าๆขั้นที่สี่สิบเอ็ด!
ขั้นที่สี่สิบสอง! ... ขั้นที่ห้าสิบ เขายังคงมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าที่ดูเจ็บปวด การที่สามารถยิ้มออกมาได้ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็สามารถจะทําได้
เมื่อเห็นรอยยิ้มนี้ บรรดาผู้อาวุโสกับยอดฝีมือจากเมืองเต๋าสวรรค์ต่างก็แสดงท่าทางตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
"เย่จื่อเฟิง...เขา เขาอยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่จริงๆน่ะหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าร่วมงานชุมนุมบันไดสวรรค์แน่ใช่หรือไม่? "
"การที่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดขนาดนั้นได้ ทั้งๆที่เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่ ความแข็งแกร่งทางจิตใจกับความใจสู้ของเขาจะต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ขนาดในเมืองเต๋าสวรรค์เอง ก็มีคนหนุ่มสาวไม่มากที่จะมีจิตใจเข้มแข็งเช่นดั่งกับเขา"
ผู้ที่ตกใจที่สุดในยามนี้คือผู้อาวุโสเสิ่นกับผู้อาวุโสจ้าว พวกเขาแอบเข้าไปยุ่งกับค่ายกล เพื่อให้เย่จื่อเฟิงต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมากกว่าปกติถึงสองเท่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทําไมเย่จื่อเฟิงถึงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันในตอนแรกที่เขาขึ้นมาบนขั้นที่สี่สิบ แต่ใครจะไปคิดว่าเย่จื่อเฟิงจะสามารถลุกขึ้นยืนแล้วปีนบันไดสวรรค์ต่อได้ จนดูเหมือนว่า ต่อให้ผู้อาวุโสจะเข้าไปยุ่งกับข่ายมนต์อีกมากเท่าไหร่ เย่จื่อเฟิงก็ยังคงปีนขึ้นไปต่อได้อยู่ดี
หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้แต่หวางเทียนจื้อที่อยู่ชั้นห้าสิบห้าก็อาจจะไม่สามารถไล่ตามเย่จื่อเฟิงได้ทัน
ผู้อาวุโสเสิ่นจ้องไปที่ผู้อาวุโสจ้าว พวกเขาแค่ใช้สายตาก็สามารถบ่งบอกความตั้งใจของตนเองได้ ดูเหมือนตอนนี้จะมีเพียงตัวเลือกเดียว นั่นคือการโจมตีวิญญาณการที่สามารถบังคับให้ยอดฝีมือระดับผู้ใช้ยุทธ์ขั้นสูงสุด
สองคนต้องใช้การโจมตีวิญญาณใส่เย่จื่อเฟิง ซึ่งเป็นเจ้าหนูระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่ หากไปพูดให้ใครฟัง ก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่พวกเขาเองก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน หากพวกเขาไม่ทํา แม้ว่าเขาจะหยุดลงที่ขั้นนี้ แต่เขาก็ยังอยู่ในสิบอันดับแรก หรือบางทีอาจจะอยู่ในสามอันดับแรกด้วยซ้ำ ซึ่งนี่จะทําให้ตระกูลเย่ได้รับชื่อเสียงอย่างมาก
"ข้าจะรักษาค่ายกลแทนท่านเอง ท่านไปก่อน" ผู้อาวุโสเสิ่นมองไปที่ผู้อาวุโสจ้าวแล้วกระซิบ
"แต่..." ผู้อาวุโสจ้าวเริ่มรู้สึกกดดันและกังวลเป็นอย่างมาก
"ไม่มีแต่ หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ชื่อเสียงของพวกเรามีหวังได้มัวหมอง หากเราไม่สามารถหยุดยั้งผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่ได้ เช่นนั้นพวกเราก็คงจะต้องเสียหน้า ส่วนตระกูลเย่ก็จะกลับขึ้นมาผงาดอีกครั้ง! " ดวงตาของผู้อาวุโสเสิ่นเป็นประกาย เต่าขึ้นด้วยพูดด้วยน้ำเสียงเข้มงวดเย็นเยียบ มันคือคำพูดที่อีกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้
"ดี! "
ผู้อาวุโสจ้าวสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วส่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตนเข้าไปในค่ายกลบันไดสวรรค์...
ในเวลานั้นเอง เย่จื่อเฟิงก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของค่ายกลบันไดสวรรค์ ใจของเขาเต้นระรัวพร้อมกับรอยยิ้มที่เจ็บปวดได้แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย
"หึ ในที่สุดพวกเจ้าก็จะมาจัดการกับข้าแล้วสินะ ข้ากําลังรออยู่เลย..."
จบตอน