“ฉันไม่กลัวเหนื่อยค่ะ!”ซุนอวี้แสดงจุดยืน “ขอแค่ได้เรียนรู้งานจากสวีจือชิง ฉันก็พอใจมากแล้วค่ะ”
เจี่ยงหานพยักหน้าตอบรับ
“อีกอย่างฉันจะกำหนดช่วงทดลองงานเป็นเวลาสามเดือนระหว่างนี้ฉันจะคอยสังเกตพฤติกรรมการทำงานของพวกเธอ หากไม่ตรงกับความต้องการของฉันฉันจะบอกให้พวกเธอปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้ายังทำเรื่องผิดพลาดซ้ำเป็นครั้งที่สองพวกเธอก็เตรียมโบกมือลาได้เลย”
“สามเดือนให้หลังฉันจะทำการทดสอบพวกเธอสองคนอีกหนึ่งครั้ง พวกเธอสองคนอาจจะได้อยู่ต่อทั้งคู่หรืออาจจะเหลือแค่คนเดียว หรือไม่ก็ไม่ผ่านเลยสักคนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรคงต้องดูจากผลงานของพวกเธอแล้ว”
“วางใจได้ค่ะสวีจือชิงฉันจะทำให้เต็มที่ค่ะ”
สวีหว่านหนิงแค่พยักหน้าเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดตอบ
มนุษย์เหมือนกันทุกคนเมื่อโอกาสลอยอยู่ตรงหน้ามักจะพยายามพูดจาให้น่าฟัง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี
แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรคงต้องดูจากความเป็นจริง
หลังพูดคุยกับทั้งสองคนเสร็จสวีหว่านหนิงก็กลับมาที่บ้าน
ตามคาดตอนนี้บ้านหลินถูกล้อมจนแทบหาช่องว่างแทรกเข้าไปไม่ได้
ไต้เหว่ยไปทำงานสร้างโรงงานแล้วในบ้านเหลือแค่แม่หลินกับหลินเฉวียนที่เป็นผู้ใหญ่
พวกเขาสองคนกลัวพวกชาวบ้านจะบุกเข้ามาจึงพยายามเอาตัวปกป้องเด็กสี่คนไว้ด้านหลัง
เห็นกลุ่มคนแล้วสวีหว่านหนิงรู้สึกปวดหัว
“พวกคุณมายืนล้อมบ้านฉันทำไมคะ”
“สวีจือชิงกลับมาแล้ว!”
ไม่ทันไรศีรษะของทุกคนก็หันมาก่อนจะเดินมาล้อมตัวสวีหว่านหนิงเอาไว้
“สวีจือชิง เธอจะคัดเลือกพนักงานของโรงงานเมื่อไรคิดว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง”
“สวีจือชิงบ้านฉันมีกันหลายคน ลงชื่อสมัครได้ทุกคนเลยหรือเปล่า”
“สวีจือชิงทำไมถึงต้องการคนแค่ยี่สิบคนเล่า หมู่บ้านเรามีวัยแรงงานอยู่ตั้งหลายร้อยคนแค่ยี่สิบตำแหน่งคงจะมาไม่ถึงพวกเรา...”
“สวีจือชิง...”
สวีหว่านหนิงรู้สึกเหมือนถูกฝูงยุงรุมตอมข้างหูเธอมีแต่เสียงอื้ออึง
เธอสาบานได้เลยว่าเธอไม่อยากได้ยินคำว่า ‘สวีจือชิง’ ไปอีกเป็นครึ่งปี
สวีหว่านหนิงเห็นคนกลุ่มนี้ยังพูดไม่ยอมหยุดในที่สุดก็หมดความอดทน
เธอตะโกนเสียงดังว่า“เงียบให้หมด แล้วฟังฉัน!”
ทุกคนปิดปากสนิททันทีพลางมองสวีหว่านหนิงตาปริบๆ
“ตำแหน่งงานยี่สิบตำแหน่งเป็นแค่ชั่วคราวถ้าผลไม้กระป๋องของพวกเราขายดีจะต้องมีการขยับขยายขนาดโรงงานถึงตอนนั้นก็จะรับคนเพิ่ม อีกอย่าง คนที่ต้องการเข้าทำงานในโรงงานพรุ่งนี้ให้ไปรายงานตัวกับทางฝ่ายคณะใหญ่ หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆจะทำการคัดเลือกรอบแรก คนที่คุณสมบัติไม่ถึงจะไม่ผ่านเข้ารอบ”
“ตอนนี้พวกคุณออกไปจากบ้านฉันได้หรือยัง”
เมื่อเห็นแววตากรุ่นโกรธของสวีหว่านหนิงแล้วพวกเขาไม่กล้าชักช้าเพราะกลัวเธอจะโกรธไปมากกว่านี้ว่าแล้วจึงพากันแยกย้ายกลับบ้าน
อากาศบริสุทธิ์สักที
หลินเฉวียนมองใบหน้าซีดขาวของสวีหว่านหนิงแล้วยื่นน้ำใส่น้ำตาลทรายขาวให้กับเธอ
สวีหว่านหนิงดื่มมันลงไปแล้วเกือบอาเจียนออกมา
ความปรารถนาดีของหลินเฉวียนปรากฏให้เห็นผ่านน้ำแก้วนี้เพราะมันหวานจนแสบคอ
สวีหว่านหนิงฝืนกลืนน้ำลงไปก่อนจะเทน้ำลงในแก้วกระเบื้องเคลือบแล้วเติมน้ำเปล่าเพิ่มอีกหน่อย จากนั้นจึงแบ่งมันให้เด็กสี่คนดื่มด้วย
หลินเฉวียนรอเธอแบ่งน้ำเสร็จแล้วถึงถามว่า“พี่สะใภ้ พี่ว่าฉันพอจะทำงานที่โรงงานได้ไหมคะ”
“ได้สิวางใจเถอะ ฉันเตรียมตำแหน่งงานให้เธอแล้ว”
เธอบอกเรื่องตำแหน่งงานของหลิวเฉวียนกับพวกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ตั้งแต่แรกและไม่มีใครคัดค้าน
แน่นอนว่าเป็นเพราะไม่มีใครกล้าคัดค้านเธอ
การสร้างโรงงานสาขาที่หมู่บ้านต้าเจียงได้อานิสงค์มาจากสวีหว่านหนิงเธอก็แค่อยากขอตำแหน่งงานให้กับญาติหนึ่งตำแหน่ง ทำไมจะไม่ได้ล่ะ
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้”หลินเฉวียนน้ำตาคลอ “ฉันรู้ว่าพี่ไม่ชอบการใช้เส้นสาย แต่สุดท้ายกลับยอมทำเพื่อฉันฉันไม่รู้จะขอบคุณพี่อย่างไรดี”
สวีหว่านหนิงอยากบอกว่าไม่จำเป็นต้องพูดแบบนั้น
เธอให้ตำแหน่งงานกับหลินเฉวียนเพราะเรื่องส่วนตัวเธออยากช่วยหลินเฉวียน แต่นอกเหนือจากนั้นคือ หลินเฉวียนยังเป็นคนรักความสะอาดทำงานคล่องแคล่ว ทำอาหารอร่อย และที่สำคัญที่สุดคือนิสัยดี
คุณสมบัติของเธอผ่านมาตรฐานทุกข้อแล้วทำไมจะรับเข้าทำงานไม่ได้
“ขอเพียงเธอกับไต้เหว่ยมีชีวิตที่ดีขึ้นทุกวันไม่ทำให้แม่กับหลินอันเป็นห่วงก็พอแล้ว”
“พี่สะใภ้พี่เป็นคนดีจริงๆ” หลินเฉวียนสูดน้ำมูกพลางกล่าวเสียงสะอื้น“ก่อนหน้านี้ฉันเคยคิดว่าพี่ไม่น่าเข้าใกล้ ที่แท้ฉันคิดผิดเองโชคดีที่พี่ไม่ถือสา”
ไม่เธอไม่ผิด ร่างเดิมไม่น่าเข้าใกล้จริงๆ
แต่ตอนนี้เธอเข้ามายึดร่างนี้แล้วดังนั้นเธอจะทำทุกอย่างตามความต้องการของตัวเองเท่านั้น
แม่หลินเห็นสวีหว่านหนิงกับหลินเฉวียนคุยกันไม่ยอมจบสักทีจึงจับหน้าของสวีหว่านหนิงให้หันมามองตัวเอง
“อาหนิงดูสิว่าแม่ไปทำงานที่โรงงานด้วยได้หรือเปล่า”
“คิดอะไรอยู่คะแม่”สวีหว่านหนิงหัวเราะ “นอกจากแม่จะอายุเยอะแล้ว งานหนักแบบนั้นจะให้แม่ทำได้อย่างไรตอนนี้ไต้เหว่ยออกไปทำงานแล้ว ฉันกับหลินเฉวียนก็ต้องไปทำงานที่โรงงานถ้าแม่ออกไปทำงานอีกคน แล้วเด็กสี่คนที่บ้านจะทำยังไงคะ”
“ก็จริง”แม่หลินถอนหายใจ “แม่ก็อยากหาเงินได้เหมือนกัน พวกลูกจะได้สบายขึ้น”
สวีหว่านหนิงรู้ความคิดที่แท้จริงของแม่หลิน
แม่หลินอยากหาเงินเองได้แม้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่หลินกับเธอจะใกล้ชิดกันมากกว่าเมื่อก่อนแต่อย่างไรก็ยังมีกำแพงบางๆ ขวางกั้นอยู่ ทำให้แม่หลินอดระวังตัวไม่ได้
แต่ถ้าหาเงินเองได้ไม่ว่าจะหาได้มากหรือน้อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องแบมือขอเงินลูกสะใภ้!
“ใครบอกว่าแม่หาเงินไม่ได้คะ”
“ฉันน่าจะได้เงินเดือนเดือนละยี่สิบสี่หยวนฉันจะแบ่งให้แม่ครึ่งหนึ่ง แม่ช่วยฉันดูแลต้าชุนกับเยาเม่ยทีนะคะ ถ้าแม่ไม่ช่วยฉันฉันคงต้องแบ่งความสนใจมาคอยเป็นห่วงอาหารสามมื้อของพวกเขาจนไม่มีสมาธิทำงานที่โรงงานแน่ๆ”
แม่หลินค้อนใส่สวีหว่านหนิง“ดูพูดเข้า ต้าชุนกับเยาเม่ยเป็นหลานของแม่ คนเป็นย่าสมควรดูแลพวกเขาอยู่แล้วจะรับเงินจากลูกได้อย่างไร”
“บนโลกนี้มีเรื่องแบบนั้นที่ไหนกันคะแม่เลี้ยงหลินอันจนเติบใหญ่ ถือว่าทำภารกิจของคนเป็นแม่เรียบร้อยแล้วการดูแลหลานไม่ใช่หน้าที่ของแม่เลยค่ะ”
“ปกติแม่ช่วยดูแลพวกเขาสองคนให้ฉันเพราะแม่รักพวกเขาในฐานะย่า ฉันยินดีน้อมรับเอาไว้แต่ตอนนี้ฉันจะต้องออกไปทำงานหาเงิน จึงอยากฝากแม่ให้ช่วยดูแลพวกเขาความหมายมันไม่เหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้นเงินนี้แม่จะต้องรับไว้นะคะ”
สวีหว่านหนิงพูดวกวนไปมาในที่สุดก็เกลี้ยกล่อมแม่หลินสำเร็จ
เธอไม่เคยเห็นบ้านไหนเลี้ยงหลานแล้วได้เงินเป็นค่าตอบแทนมาก่อน
แต่ที่อาหนิงพูดมาก็เหมือนจะมีเหตุผล
ถ้าเธอไม่รับเงินเอาไว้อาหนิงจะทำงานอย่างไม่สบายใจใช่หรือเปล่า?
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ได้แต่เงินสิบสองหยวนมันมากเกินไป ให้แม่แค่สองหยวนก็พอ”
เงินสองหยวนซื้ออะไรได้ตั้งมากมาย