ที่ห้องสมุดในเวลานี้...
แฮ็มกะแป็งกำลังจะเปิดดูสมุดข่อยโบราณเล่มนั้น แต่ยังไม่ทันจะพลิกขึ้นมา พลันได้ยินเสียงออดบอกการสิ้นสุดของการประชุม จึงรีบเอาสมุดเล่มนั้นห่อกลับเหมือนเดิม และเก็บกลับคืนชั้นวางนั้นอย่างระมัดระวัง
“ไปกันเถอะพวกเรา เสียงออดเลิกประชุมอาจารย์แล้ว เดี๋ยวเขาจะปิดโรงเรียนแล้ว” แฮ็มกะแป็งบอก
บุ๋นกับอาเธอร์ต่างปิดหนังสือแล้ววางไว้ที่ชั้นหนังสือดังเดิม บุ๋นพูดว่า “วันจันทร์ตอนเช้ามาดูต่อดีกว่า ยังอ่านไม่เสร็จ”
“ขออาจารย์เอากลับบ้านก็ได้นี่บุ๋น?” แฮ็มกะแป็งเสนอ
บุ๋นปฏิเสธ “ไม่อ่ะ ที่บ้านมีอะไรต้องทำเยอะ หนักเปล่าๆ ไม่ได้อ่านหรอกเสาร์อาทิตย์นี้ ไปกันเหอะ”
ว่าแล้วบุ๋นก็เดินนำออกไปจากห้องสมุดเป็นคนแรก ตามด้วยอาเธอร์ แฮ็มกะแป็งเดินออกเป็นคนสุดท้าย ทันใดนั้นก็ชะงัก หันหลังกลับไปเงยขึ้นดูที่บันไดแคบ ๆ เชื่อมต่อไปยังห้องเก็บหนังสือที่อยู่ด้านบนชั้นสาม กำลังคิดถึงเด็กผู้หญิงกลุ่มนั้นว่ามีสี่คนหรือห้าคนกันแน่ เอ แล้วอีกคนหนึ่งไปวิ่งเล่นที่ไหน?
“แฮ็มกะแป็ง ไปเร็วสิ เดี๋ยวลุงคมปิดประตูโรงเรียน ออกไม่ได้กันพอดี” เสียงบุ๋นเร่ง
“แต่...”
แฮ็มกะแป็งอยากเดินย้อนขึ้นไปบนหอคอย พอหันกลับไปเห็นห้องสมุดเงียบเชียบ ไม่มีคน ยิ่งส่วนเชิงบันไดตรงนั้นเป็นสีน้ำตาลทำด้วยไม้เก่าสมัย 70-80 ปีก่อน ดูขลังดูลึกลับและดูน่าขนลุก จนสุดท้ายก็กลัวไม่กล้าย้อนกลับไปดู ได้แต่เดินตามเพื่อนๆ ออกจากห้องสมุดไป
พ่อแม่ของอาเธอร์มารอรับอาเธอร์อยู่ อาเธอร์วิ่งไปหาพ่อแม่ แล้วหันมาโบกมือให้เพื่อนทั้งสอง บุ๋นกับแฮ็มกะแป็งโบกมือตอบ แล้วเดินคู่กันออกจากโรงเรียน
“ไปแวะกินข้าวกันก่อนกลับบ้านไหมแฮ็มกะแป็ง?” บุ๋นชวน
แฮ็มกะแป็งสั่นหัว “ขอกลับบ้านดีกว่าบุ๋น มีการบ้านต้องทำ แล้วต้องไปเรียนพิเศษอีก”
บุ๋นตบไปที่ไหล่ “กูก็ต้องไปเรียนเหมือนกัน ยังไงก็ต้องกินข้าว แต่ตามใจมึงก็แล้วกัน งั้นกูกลับล่ะ เจอกันวันจันทร์นะ” แล้วบุ๋นก็เดินข้ามถนนไป
แฮ็มกะแป็งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เดินไปดูบ้านคุณยายของหวัน ซึ่งเป็นบ้านที่หวันพักอาศัยช่วงวันธรรมดา อันที่จริงแล้ว เขาเคยเดินมาแอบดูก่อนหน้านี้หลายครั้ง แต่ก็ต้องคอยหลบ เพราะแถวนี้มีคนรู้จักเยอะ เกิดเจอใครมาพบเห็นว่าเขาแอบมองบ้านสาวอยู่ คงจะไม่เป็นการดีแน่
แม้ว่าวันเสาร์อาทิตย์ หวันจะกลับไปอยู่ที่บ้านพ่อแม่ แต่การที่ได้เห็นหลังคาบ้านของคนที่เขาแอบรัก ก็ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจไม่น้อย พอนึกขึ้นได้ ก็รีบเรียกบุ๋น
“เอ่อ เฮ้ย บุ๋น รอเดี๋ยว” แฮ็มกะแป็งส่งเสียงดังขึ้น
บุ๋นเกือบจะเดินข้ามถนนไปแล้ว พอได้ยินเสียงเพื่อนเรียก ก็เบรกขาทันที หันกลับมาถามว่า “มีอะไรหรือ แฮ็มกะแป็ง?”
แฮ็มกะแป็งเดินเข้ามา “เมื่อกี้ที่ห้องสมุด มึงคิดว่าพวกเด็กกลุ่มนั้นลงมาครบหรือยัง มีใครยังแอบอยู่หรือเปล่า?”
ไม่รู้ว่าคำถามนี้ออกจากปากแฮ็มกะแป็งได้อย่างไร ทั้งๆ ที่จะพยายามหาเรื่องชวนคุยเรื่องอื่น เพื่อจะอำพรางหาเหตุที่จะเดินตามบุ๋นข้ามถนนไปแอบมองหลังคาบ้านของหวัน
“ออกมาหมดแล้ว กูไม่เห็นมีใครเหลืออยู่ที่ชั้น 3 สักคน มึงนี่คิดมาก ย้ำคิดย้ำพูดอยู่ได้”
“เออ กูเดินไปส่งมึงที่บ้านก็แล้วกัน มีเรื่องคุย” แฮ็มกะแป็งจบดื้อๆ ว่าแล้วก็เดินคล้องคอบุ๋น ดูรถซ้ายขวา แล้วข้ามถนนไป
แฮ็มกะแป็งเดินไปตามทางที่คิดว่าหวันต้องเดินผ่านทุกวันหลังเลิกเรียน พลางเอ่ยปากถามบุ๋นว่า
“มึงไปเยี่ยมคุณย่าที่บ้านบ่อยไหมวะ?” แฮ็มกะแป็งหาเรื่องคุยถึงบ้านคุณยายของหวัน
“ไปทุกเย็นวันศุกร์ มีกินข้าวเย็นทั้งครอบครัวด้วยกัน” บุ๋นบอก
“แล้วมึงกลับบ้านพร้อมหวันบ่อยไหมวะ?”
“ก็ไม่ค่อยพร้อมกัน ส่วนใหญ่ก็ออกจากโรงเรียนพร้อมมึงกับอาเธอร์” แล้วบุ๋นก็ทำปากจิ๊กจั๊ก “ถามทำไมวะ? มึงก็รู้อยู่”
แฮ็มกะแป็งยิ้มแห้ง เพราะชวนคุยไปงั้น ๆ ส่วนความตั้งใจนั้นจดจ่ออยู่ที่พื้นถนนที่ทอดยาวไปถึงบ้านหวัน ทั้งสองคนเดินไปได้สักพักหนึ่งก็ผ่านบ้านคุณยายของหวัน หน้าบ้านเห็นต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ดอกสวยหวานบานฉ่ำเป็นแนวอยู่ด้านหน้าสวนสวย มองเข้าไปเห็นบ้านทาสีขาวทันสมัยตัดกับหลังคากระเบื้องสีแดง ภาพวิวสวยๆ ของสาวน้อยในฝันยิ่งทำให้หัวใจแฮ็มกะแป็งเบ่งบานสดชื่น
“เอ้านี่ผ่านบ้านคุณย่าแล้ว” บุ๋นเดินไปพูดไป
“เดินอีกห้านาทีก็ถึงบ้านมึงแล้ว งั้นก็แยกทางกันเลยก็แล้วกัน” แฮ็มกะแป็งบอกลาบุ๋นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“กลับแล้วหรือ? แล้วไหนมึงบอกมีอะไรจะคุย เรื่องอะไรล่ะ?” บุ๋นหยุดเดิน หันมาถาม
“ไว้คุยวันจันทร์ก็แล้วกัน มึงรีบกลับบ้านไปกินข้าวเถอะ” แฮ็มกะแป็งรู้ใจ
“เออจริง กูโคตรหิวเลยตอนนี้ วันนี้แม่ทำไข่พะโล้หมูสามชั้นไว้ด้วย ไปกินด้วยกันไหมล่ะ?” บุ๋นชวน
“ไม่ล่ะ ขอบใจนะ ไว้วันหลังดีกว่า เดี๋ยวกูจะรีบกลับบ้านแล้วเหมือนกัน พ่อแม่กูจะโทรมาตามแล้ว” ว่าแล้วก็โบกมือลาบุ๋น ก่อนที่จะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม
พอบุ๋นเดินลับตาไป แฮ็มกะแป็งก็หยุดยืนมองไปที่บ้านคุณยายของหวันอีกครั้ง นึกยินดีกับหวันที่ได้อยู่ในบ้านสวยงามราวสวนสวรรค์เช่นนี้
ภาพหวันผมซอยสั้นดูกระฉับกระเฉง สูงโปร่งได้รูป ในชุดนักเรียนขาวสะอาด กระโปรงสีน้ำเงินยาวคลุมเข่า สะพายกระเป๋าหนังสีชมพู อีกทั้งสีหน้ายิ้มแย้มด้วยจิตใจที่งดงาม ฉลาดน่ารัก มีน้ำใจ แถมมีความรักความเมตตาให้ไปทั่ว ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์
เคยได้ยินเขาพูดว่า เวลาคนเราหลงรักใคร ก็มองแต่เฉพาะด้านดีของเขา ด้านมืดหรือข้อด้อยเหมือนถูกฝังกลบไปหมด นี่แหละที่เขาเรียกว่าความรักทำให้คนตาบอด แต่แฮ็มกะแป็งเห็นแต่ข้อดีของหวันจริงๆ นะ ไม่ได้ถูกความรักความหลงทำให้ตาบอดอย่างที่เขาว่ากัน เอาวะ ถ้ามันมีความสุขใจอย่างนี้ แล้วตามันจะบอดสีมองไม่เห็นแสงแห่งความจริง ก็ยอมวะ แฮ็มกะแป็งพูดกับตัวเองไปเรื่อยเปื่อย
แฮ็มกะแป็งเดินฝันหวานไปจนลืมเลี้ยวซ้ายออกไปทางถนนใหญ่ ไม่ตั้งใจเผลอเดินข้ามถนนเล็ก ๆ ซึ่งเป็นทางไปบ้านสวัสดิการของโรงเรียน พอเห็นแนวบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์บ้านติดกันเจ็ดหลัง ก็นึกขึ้นได้ว่าเดินเลยมาแล้ว ก็เดินหันกลับตั้งใจไปทางถนนใหญ่ ทันใดนั้น ก็เห็นลุงคมสันต์เดินหลังไว ๆ อยู่ข้างหน้า กำลังมุ่งตรงไปยังบ้านสวัสดิการ ลุงคมสันต์เดินอย่างรีบๆ จึงไม่ทันเห็นแฮ็มกะแป็งที่เดินมาอีกด้านหนึ่ง
“เอ๊ะ ลุงคมก็ได้สิทธิ์มีบ้านที่นี่ด้วยหรือ? โชคดีจัง เดินไปทักแกหน่อยดีกว่า”
แฮ็มกะแป็งนึกในใจ แล้วรีบเดินไปให้ทันลุงคมสันต์ แต่แฮ็มกะแป็งอยู่ไกลเกินไป จึงเดินไม่ทัน ได้แต่เห็นลุงคมสันต์เลี้ยวเข้าบ้านตัวเอง ดังนั้น แฮ็มกะแป็งจึงเปลี่ยนใจเดินกลับ พลางนึกสงสัยต่อ
“เอ ลุงคมสันต์คงทำงานนานจนได้สิทธิ์ซื้อบ้านสวัสดิการ แต่เงินเดือนภารโรงมีพอที่จะซื้อบ้านขนาดนี้ได้เลยหรือ หรือว่าลูกสาวลุงคมสันต์ช่วยทำงานหาเงินนะ? แต่ว่า ในเมื่อแกมีบ้านอยู่ที่นี่แล้วทำไมยังต้องนอนที่โรงเรียนทุกวันล่ะ?” แฮ็มกะแป็งคุยกับตัวเอง เต็มไปด้วยความสงสัย
แต่เมื่อหาคำตอบอะไรไม่ได้ แฮ็มกะแป็งก็นึกหัวเราะตัวเองที่วุ่นวายกับเรื่องคนอื่นจนปวดหัว จึงหยุดคิดอยู่แค่นั้น เดินไปที่ป้ายรถเพื่อกลับบ้านตนเอง