ที่ดินสี่หมู่ของบ้านสกุลเฉิงต้องพลิกหน้าดินใหม่เพื่อเตรียมทำการเพาะปลูก จางเฟยอีจึงมาปรึกษากับท่านปู่จางอู่เกินและท่านลุง เพื่อให้พวกเขาช่วยแนะนำคนงานที่ขยันขันแข็งและไว้ใจได้มาช่วยงานของนาง
"ข้าวสาลีอีกไม่นานก็จะเก็บเกี่ยวแล้ว งานในทุ่งนาไม่มีอะไรต้องกังวลมากในช่วงนี้ ก็มีข้าลุงสองคนของเจ้า จื่อฉี จื่อเจี้ยน ลี่จิ่น 6 คน แบ่งไปช่วยทางเจ้าได้ จ้างชาวบ้านเพิ่มอีกสัก 6 คน ราวสี่วันก็แล้วเสร็จ ที่นาบ้านใหญ่มีสะใภ้ใหญ่กัยจื่อเหมย บ้านรองก็ให้สะใภ้รองกับลี่หมิงดูกันลำพังไปไม่กี่วันก็น่าจะได้" ท่านปู่แนะนำ
“ค่าแรงคิดกันอย่างไรหรือเจ้าคะท่านปู่”
“ค่าแรงหาบน้ำนั่นวันละ 10 อีแปะ แต่หากเป็นงานพลิกหน้าดินทำแปลงผักก็วันละ 20 อีแปะ ใช้คนมากหน่อยจะได้ไม่ต้องทำกันหลายวันข้าว่า 12 คนกำลังเหมาะแล้วล่ะ”จางต้าฉวนเป็นฝ่ายตอบ
“ท่านลุงใหญ่ท่านลองช่วยถามชาวบ้านดู หากข้าจ่ายวันละ 15 อีแปะ แล้วเลี้ยงอาหารเป็นข้าวสวย กับหัวไชเท้าตุ๋นถั่วลิสงทุกวัน วันละหนึ่งมื้อ ดูว่าจะมีคนเต็มใจมาทำหรือไม่เจ้าคะ” จางเฟยอีต่อรอง เงินนางหายาก แต่อาหารน่ะนางมีไม่ขาดแน่นอน
“ข้าว่าก็ดีนะ ได้ทั้งเงินได้ทั้งอาหาร จะมีชาวบ้านมาแย่งกันทำล่ะสิไม่ว่า แต่ค่าแรงส่วนของทางพวกเราครั้งนี้เจ้าก็อย่ามาจ่ายให้อีกเลย เอาเป็นว่าเจ้าเตรียมอาหารให้พวกเราสองมื้อ ค่าแรงพวกเราไม่คิดหรอกเอาผักของเจ้ามาขายคราวก่อนพวกเรามีเงินติดบ้านกันไม่น้อยแล้ว งานในนาก็ไม่ได้ยุ่งอะไรไม่ต้องจ้างคนมาช่วยเพิ่ม ครั้งนี้เจ้าก็อย่าปฏิเสธพวกเราเลยเฟยอี”
จางต้าฉวนรีบตัดบท เขาละอายจะแย่อยู่แล้ว ภรรยาของเขาเคยคิดไม่ซื่อสัตย์ต่อหลานสาว แต่หลานสาวกลับช่วยเหลือทั้งสองครอบครัวอย่างเต็มใจ จ่ายเงินให้พวกเขาแต่ละครั้งหางตาไม่เคยกระตุก มีอะไรดีๆ ก็ให้พวกเขาก่อน แต่หากจะยืนกรานไปช่วยโดยไม่รับเงิน นางย่อมไม่ยินยอมเช่นเคย ฉะนั้นให้นางเตรียมอาหารให้ก็พอจะช่วยให้นางประหยัดเงินไปได้อีกสักหน่อย
จางต้าหลางก็พยักหน้าเห็นดีเห็นงามกับพี่ชายคนโตอยู่ใกล้ ๆ แต่แน่นอนว่าสะใภ้รองไป๋ซื่อย่อมใช้สมองอย่างรวดเร็วเพื่อหาผลประโยชน์สูงสุดให้กับตน
“จะสะดวกง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า คนงาน 12 คน บ้านเจ้าก็ต้องเลี้ยงเด็กอีก 4 คน เจ้าทำอาหารคนเดียวจะไปไหวได้อย่างไร เอาอย่างนี้ข้าจะจ้างคนดูที่นาเอง แล้วจะไปช่วยหลานสาวทำอาหารให้ลี่หมิง ลี่เจี๋ย ลี่หลินไปด้วยกันทั้งหมดนั่นล่ะ ค่าแรงข้าไม่คิดพวกเราสามคนไปกินข้าวบ้านเจ้าก็พอแล้ว”
นางไป๋ซื่อทำท่าตัดอกตัดใจ ราวกับอยากจะให้จางเฟยอีขอบใจนางที่มีน้ำใจไปช่วยงานไม่เอาค่าแรง
นางไม่โง่หรอกนะทำอาหารบ้านหลานสาวนางจะได้ตักให้สามีและลี่จิ่นของตนมากหน่อย ตัวเองและลี่หมิงกับบุตรสาวคนเล็กอีกสองคนก็ไปกินอยู่ที่นั่น คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เหตุใดนางจะไม่ไปช่วยงานกันเล่า
จางเฟยอีรู้ทันป้าสะใภ้รองไป๋ซื่อ แต่นางก็ไม่ได้คิดจะเปิดโปง อย่างไรเสียอาหารของนางก็ได้เปล่ามาอยู่แล้ว นางอยากกินเท่าใดก็กินไป อีกทั้งมีป้าสะใภ้รองมาคอยควบคุมคนงาน คงไม่มีใครกล้าอู้งานเป็นแน่
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านป้าสะใภ้ วันนี้ท่านก็ไปดูหม้อไห ของที่ต้องใช้ที่บ้านข้าเสียก่อน หากไม่พออย่างไรข้าจะรบกวนขอยืมจากท่านป้าทั้งสองด้วยเลย ท่านลุงคิดว่าจะเริ่มงานได้พรุ่งนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ”
“ได้ๆ ข้าจะไปบอกสหายที่สนิทสนมกันหน่อย คนที่ข้าเลือกรับรองว่าทำงานให้เจ้าได้เต็มที่อย่างแน่นอน เจ้ากลับไปรอที่บ้านได้เลย เรื่องนี้ข้ากับลุงรองเจ้าจะจัดการให้เอง"
……….
จางเฟยอีเห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ นางจึงตัดสินใจไปในเมืองเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ผักอีกครั้ง แม้จะปวดใจที่ต้องจ่ายเงินซื้อสิ่งที่นางมีอยู่ในมิติอยู่แล้ว แต่ก็จำต้องยอมมิเช่นนั้นอยู่ดีๆ นางจะหาเมล็ดพันธุ์มาจากไหนได้เล่า ยังดีที่ซื้อมาเพียงเล็กน้อยแล้วแอบเติมของจากในมิติไปเพิ่มขึ้นก็ใช้ได้
เถ้าแก่ร้านธัญพืชจดจำจางเฟยอีได้เป็นอย่างดี เวลานี้น้อยคนนักที่จะมาหาซื้อต้นกล้าผัก แต่แม่นางน้อยผู้นี้ซื้อกลับไปหลายชนิดและยังซื้อไปไม่น้อยเลยทีเดียว
“โอ…โอ.. แม่นางน้อย วันนี้อยากได้ต้นกล้าอะไรเพิ่มอีกบ้างเล่า เจ้ามาได้พอเหมาะจริงๆ เวลานี้ข้าเหลือไม่มากแล้วนา”
“ครั้งนี้ข้าอยากได้เมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูกเองเจ้าค่ะเถ้าแก่ ต้นกล้ารอบก่อนที่ซื้อจากท่านไปแข็งแรงดีมากเลยเจ้าค่ะ ข้านำไปปลูกได้หลายวันแล้วไม่มีตายเลยสักต้น”
ระหว่างที่จางเฟยอีกำลังพูดคุยทักทายอยู่กับเถ้าแก่ บุรุษอีกคนที่เพิ่งจะสั่งซื้อถั่วเหลืองและกำลังรอรับสินค้าอยู่ก็หันมาเห็นนาง เขาจำได้ว่าสตรีผู้นี้คือสตรีที่เขาเคยพบที่ร้านผ้า นางคิดคำนวณตัวเลขได้รวดเร็วแม่นยำจนสะกิดความสนใจของเขาขึ้นมาได้ เวลานี้ได้ยินว่าสตรีผู้นี้ทำการเพาะปลูกผัก และดูเหมือนจะปลูกไม่น้อยเลยด้วยก็ยิ่งสนใจ
“ขออภัย เถ้าแก่ไห่ ท่านจะแนะนำให้ข้าได้รู้จักแม่นางผู้นี้ได้หรือไม่ ข้ามีกิจการร้านอาหารได้ยินว่ามีคนเพาะปลูกผักย่อมอยากจะรู้จักให้มากหน่อย” เยี่ยหมิงเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“โอ..คุณชายสามเยี่ย ข้าเองก็เพิ่งทำการค้ากับแม่นางผู้นี้ไม่นาน ยังไม่ทันได้ถามชื่อแซ่กันเลย จริงสิแม่นางเจ้าพอจะบอกกล่าวชื่อแซ่กับพวกเราได้หรือไม่เล่า คุณชายสามเยี่ยผู้นี้เป็นเจ้าของภัตตาคารจินหลง หากเจ้ามีผักที่โตเต็มที่ก็สามารถนำไปขายให้คุณชายสามได้เลยนะ” เถ้าแก่ไห่สาธยายพร้อมแนะนำการค้าให้ทั้งสองฝ่ายเสร็จสรรพ
“ข้าแซ่จางนามว่าเฟยอี บ้านข้าอยู่ที่หมู่บ้านน่าหลางเจ้าค่ะ หากเถ้าแก่ไห่ไม่บอกข้าก็คิดจะถามอยู่เช่นกันเวลานี้ข้าเริ่มเพาะปลูกผักไปบ้างแล้ว และเร็วๆ นี้ก็กำลังทำสวนผักเพิ่มอีกสี่หมู่ ข้าต้องหาลู่ทางจำหน่ายผักออกไปเช่นกัน ได้รู้จักกับคุณชายสามครั้งนี้ก็เป็นโชคของข้าแล้ว” จางเฟยอีค้อมศีรษะเบาๆ ให้เยี่ยหมิง
“บ้านเจ้ามีน้ำเพียงพอที่จะเพาะปลูกอย่างนั้นรึ” เยี่ยหมิงยังสงสัย
“มีเจ้าค่ะ บ้านข้ามีบ่อน้ำ ปลูกผักครั้งนี้ก็คงจะทำได้เพียงสองรุ่นก่อนที่หิมะจะตก น้ำมีใช้สำหรับเพาะปลูกได้เพียงพอเจ้าค่ะ ชุดแรกที่เพาะปลูกไปแล้วมีไม่มากนักคาดว่าอีก 30 วันก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ แต่ชุดใหม่นี่ต้องรออีกราว 50 วันเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น หากผักชุดแรกเก็บเกี่ยวได้แล้ว ข้าขอสั่งจองกับแม่นางจางไว้ได้หรือไม่ เวลานี้ในภัตตาคารจินหลงของข้าหาผักสดมาทำอาหารได้ยากนัก และหากเป็นไปได้ข้าก็อยากทำสัญญาซื้อขายกับแม่นางไว้เลย”
เยี่ยหมิงถามอย่างตื่นเต้น หากมีผักร้านของเขาก็จะสามารถขายอาหารได้หลากหลายมากขึ้น และถ้านางยินยอมทำสัญญานั่นหมายถึงเขามีสิทธิ์ที่จะได้รับผักจากนางต่อไปอย่างแน่นอน
“ไม่ปิดบังคุณชาย ผักรอบแรกนั้นบ้านข้ามีคนมากยังต้องเก็บไว้กินเอง และขายให้คนในหมู่บ้านก่อน แต่หากเก็บเกี่ยวได้มากพอ ข้าจะให้ท่านลุงของข้านำมาขายให้ท่านที่ภัตตาคารจินหลงก่อนผู้ใดแน่นอนเจ้าค่ะ”
จางเฟยอีตอบกลับไปนางยังไม่คิดจะทำสัญญาผูกมัดกับผู้ใด แต่คุณชายสามผู้นี้ท่าทางสุภาพจริงใจ นางก็ต้องเลือกรับไมตรีเขาเอาไว้ด้วย ไว้ลองค้าขายกันสักพักค่อยตัดสินใจก็ยังทัน
เยี่ยหมิงเห็นนางฉลาดคิด แม้จะไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธก็ยิ่งพอใจ หากนางรีบร้อนทำสัญญาทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันเห็นผลผลิต เขาอาจจะลังเลที่จะคบค้ากับนางอยู่บ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้คิดอ่านรอบคอบ เมื่อเห็นว่าเขาเป็นถึงเจ้าของภัตตาคารใหญ่โตแต่นางก็ไม่คิดละโมบ รีบร้อนผูกสัมพันธ์กับเขา
“ได้ ขอเพียงแม่นางไม่ลืมข้าผู้นี้ ข้าก็พร้อมจะรอ” เยี่ยหมิงกล่าวพร้อมสบสายตาจางเฟยอีด้วยประกายตาแวววาวแฝงความพึงพอใจ