สำนักฌานสมุนไพร
“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ขอรบกวนเจ้าแล้ว” หวังเฉินพูด เขาไม่สนใจที่จะถามว่าสำนักฌานสมุนไพรเป็นยังไง เพราะสิ่งที่เขาสนใจมีเพียงจะได้สมุนไพรที่ต้องการหรือไม่ได้เท่านั้น
จางเหว่ยเห็นว่าหวังเฉินไม่ได้ถามถึงสำนักฌานสมุนไพร เขาก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่คิดอะไรมาก คิดว่าบางทีอีกฝ่ายคงจะรู้จักสำนักฌานสมุนไพรอยู่แล้ว
สำนักฌานสมุนไพร แค่เพียงชื่อก็บ่งบอกแล้วว่าเป็นสำนักที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรแน่นอน จากคำพูดของจางเหว่ย สำนักนี้ขายสมุนไพร
“ไม่มีปัญหา เจ้าติดตามข้ามาได้เลย” จางเหว่ยกระตือรือร้นเป็นพิเศษที่จะเป็นคนพาหวังเฉินไปแนะนำให้รู้จักกับคนของสำนักฌานสมุนไพร
ตามปกติ เขาแน่นอนจะไม่กระตือรือร้นเช่นนี้ แต่นี่ย่อมเป็นเพราะหวังเฉินเป็นอัจฉริยะในสายตาของเขา การผูกมิตรกับอัจฉริยะ ไม่มีอะไรเสียหาย กลับกัน มันเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำไป
หลังจากพูดจบคำ จางเหว่ยบังคับดาบบินมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งในทันที หวังเฉินติดตามไปด้วยสีหน้าราบเรียบ เขาได้แต่คิดว่าขอให้สำนักฌานสมุนไพรอะไรนี่ มีสมุนไพรที่เขาต้องการด้วยเถอะ
ใช้เวลาขี่ดาบบินตามจางเหว่ยมาอยู่ไม่นานนัก หวังเฉินก็เห็นอีกฝ่ายบังคับดาบบินลงไปด้านล่าง
ด้านล่างเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่หลังหนึ่ง รอบด้านมีอาณาเขตกว้างขวาง แม้แต่รั้วคฤหาสน์ก็ยังอยู่ห่างจากตัวคฤหาสน์มากถึงหนึ่งร้อยเมตร หวังเฉินได้แต่ติดตามลงไป
“ที่นี่แหละ” เมื่อลงถึงพื้น จางเหว่ยพูด
หวังเฉินถือดาบบินไว้ในมือ ขณะก้าวเดินตรงไปยังประตูบ้านพร้อมกับจางเหว่ยที่ถือดาบบินไว้ในมือเช่นเดียวกัน
พอเดินมาถึงหน้าประตูบานใหญ่ของคฤหาสน์ จางเหว่ยเคาะประตูสามครั้ง
รออยู่ไม่นานก็มีน้ำเสียงที่เข้มขึงดังออกมาจากบานประตู “ปลาอะไรอร่อยที่สุด?”
จางเหว่ยตอบในทันที “ปลาอบสมุนไพร”
อีกฝ่ายถามอีก “สมุนไพรชื่อว่า?”
“ฌาน” จางเหว่ยเองก็ตอบอีก
หวังเฉินที่ยืนอยู่ข้างหลัง รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่คือการใช้รหัสลับ แต่รหัสลับเช่นนี้ออกจะตลกไปบ้าง
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา ก่อนจะปิดประตูลง
ชายวัยกลางคนผู้นี้มีใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม มีหนวดเล็กน้อย สวมใส่ชุดจีนสีเขียว ทั่วร่างมีกลิ่นอายของสมุนไพรโชยออกมา
กลิ่นอายสมุนไพรจากชายวัยกลางคนผู้นี้มีหลากหลายชนิด จนยากที่จะแยกแยะว่ามีกลิ่นสมุนไพรใดบ้างที่โชยกระจายออกมาจากร่างกายของชายวัยกลางคน
“ผู้อาวุโสหลี่” เห็นชายวัยกลางคน จางเหว่ยยิ้มประสานมือทักทาย
ชายวัยกลางคนมีชื่อว่าหลี่คุน เป็นผู้อาวุโสที่ประจำการณ์ของสำนักฌานสมุนไพรสาขาปักกิ่ง
“นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็ลูกศิษย์ของเฒ่าจ้าน” หลี่คุนเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าค่อยๆ เผยรอยยิ้มเล็กน้อย “เฒ่าจ้านสบายดีกระมัง”
“ท่านอาจารย์สบายดีขอรับ ตอนนี้ก็กำลังจัดการธุระอยู่ในปักกิ่ง” จางเหว่ยตอบ ความสัมพันธ์ของหลี่คุนกับอาจารย์ของเขาจ้านผิ่งค่อนข้างดี
“โอ้ว เฒ่าจ้านมาปักกิ่งด้วยตัวเอง คงเป็นธุระที่สำคัญน่าดู” หลี่คุนพูดถึงเรื่องนี้ ก่อนถามเข้าประเด็น “เจ้ามาที่นี่คงเพราะต้องการสมุนไพรบางชนิดใช่หรือไม่?”
พอถามถึงเรื่องนี้แล้ว สายตาของหลี่คุนก็มองไปที่หวังเฉิน เขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้น่าจะเป็นผู้ติดตามของจางเหว่ย แต่พอเหลือบเห็นดาบบินในมือของหวังเฉิน ใจของเขาก็สะท้าน ดวงตาเบิกกว้างขึ้น ความคิดที่ไม่น่าเชื่อวาบเข้ามาในหัวของเขา
‘ผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาหรือ?!’
มองเห็นท่าทีของหลี่คุน จางเหว่ยไม่แปลกใจ รีบแนะนำหวังเฉินอย่างรวดเร็ว “ผู้อาวุโสหลี่ นี่หวังเฉิน สหายของข้า ที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ เป็นเพราะเขาต้องการซื้อสมุนไพรบางชนิด”
หลี่คุนปรับอารมณ์ให้สงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขามองจางเหว่ย “ระดับเทียบนภา?”
จางเหว่ยหัวเราะ พลางพยักหน้าเป็นคำตอบ
ได้รับรู้คำตอบ หลี่คุนอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก พึมพำกับตัวเอง “อัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาดชัดๆ”
“ผู้อาวุโสหลี่” เมื่อจางเหว่ยแนะนำตัวเองต่อหลี่คุนแล้ว หวังเฉินประสานมือทักทายตามแบบฉบับผู้ฝึกตน ถึงแม้หลี่คุนจะมีอายุที่น้อยกว่าเขาหลายพันปี แต่การเรียกหาอีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโส ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
เนื่องจากในตอนนี้อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเขา ผู้แข็งแกร่งควรได้รับการเคารพ ไม่ว่ายุคสมัยใด
ส่วนคำพูดของอีกฝ่ายเขาไม่ได้สนใจเลยสักนิด อัจฉิยะระดับสัตว์ประหลาด? เรื่องตลกชัดๆ ในตอนนี้เขาแค่ผู้ฝึกตนระดับแรกเริ่มขั้นกลาง แต่ในอนาคตมันก็ไม่แน่
ด้วยที่เคยเป็นถึงเซียนอมตะ เขาเชื่อว่าภายในระยะเวลาไม่นาน เขาก็คงจะมาถึงระดับเทียบนภาได้ และเมื่อไหร่ที่เขามาถึงระดับเทียบนภาได้ เมื่อนั้นจะเป็นวันตายของหวังเฉียน!
ถ้าหากตาเฒ่าผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ขั้นต้นที่อยู่เบื้องหลังตระกูลหวังกล้าขวาง เขาแน่นอนจะจัดการอีกฝ่ายด้วย
หลี่คุนประสานมือตอบ เขาย่อมอยากผูกมิตรกับอัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาดในสายตาของเขา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ทราบว่าน้องชายหวังเฉินต้องการสมุนไพรชนิดใด สำนักฌานสมุนไพรของข้ามีสมุนไพรมากมาย ลองบอกมาดู ข้าจะให้ราคาอย่างเป็นกันเอง”
หวังเฉินพยักหน้ารับ “ไม่ทราบว่ผู้อาวุโสหลี่มีปากกากับกระดาษหรือไม่ ข้าจะจดรายชื่อสมุนไพรให้ ข้าต้องการหลายชนิด”
“แน่นอน” หลี่คุนพลิกมือวูบหนึ่ง ก็นำปากกากับสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมา
หวังเฉินมองเห็นประกายแสงวาบหนึ่งจากแหวนวงหนึ่งบนนิ้วมือของอีกฝ่ายได้
‘แหวนมิติ?’ เขาหรี่ตาลง คิดเอาไว้แล้วว่าในโลกนี้ต้องมีอยู่เหมือนกัน แหวนมิติ แหวนที่มีมิติภายในตัว สามารถเก็บสิ่งของไว้ภายในได้ ส่วนจะมีขนาดกี่มากน้อยนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับระดับของมัน
แหวนมิติในมือของหลี่คุน เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเพียงแค่ระดับหนึ่ง ซึ่งแหวนมิติจัดอยู่ในหมวดหมู่สมบัติวิเศษ
จางเหว่ยที่ยืนอยู่อดตาลุกวาวไม่ได้ที่มองเห็นแหวนมิติ เขาอยากได้ใจแทบขาด แต่น่าเสียดายแหวนมิติมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ผู้ที่มีสิทธิ์ครอบครองมันล้วนเป็นชนชั้นระดับผู้อาวุโสของสำนักทั้งนั้น
หวังเฉินพลันรับปากกากับสมุดบันทึกมาจากมือของหลี่คุน แม้ว่าเขาเองก็อยากจะได้แหวนมิติมาใช้เช่นกัน แต่เขาไม่คิดว่าจะได้มันมาง่ายนัก เพราะดูจากสายตาของจางเหว่ยแล้ว ชัดเจนเลยว่าแหวนมิติเป็นของหายาก
หวังเฉินเริ่มจดรายชื่อสมุนไพรที่ต้องการให้กับหลี่คุน เขาจดรายชื่อสมุนไพรที่เขาต้องการจำนวนมาก ส่วนราคานั้น เขาไม่สนใจเลย ขอแค่มันมีก็พอ เพราะตอนนี้ เขาไม่ได้ขาดเงิน เขามีเงินมากกว่าเก้าร้อยล้านหยวน เกือบๆ หนึ่งพันล้านหยวนด้วยซ้ำ เงินที่ได้มาจากหวังฉู่ เขายังใช้มันไปไม่เท่าไหร่เอง
หวังเฉินจดชื่อสมุนไพรที่ตัวเองต้องการอยู่สักพักก็เสร็จ เขายื่นส่งมันให้กับหลี่คุนในทันที
หลี่คุนรับมา กวาดสายตามองชื่อของสมุนไพรแต่ละชื่อด้วยคิ้วที่ค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน บ้างงุนงง บ้างเข้าใจต่อรายชื่อสมุนไพรบนหน้ากระดาษของสมุดบันทึก
จบบทที่ 12