เมืองซีเหอไม่ใหญ่โต แต่มีชีวิต พื้นถนนปูด้วยหินเรียบ ๆที่ผ่านการขัดมาเป็เวลานาน โคมกระดาษแขวนเรียงเป็เส้นทอดยาว แสงอ่อนอบอุ่นสาดลงบนหน้าร้านชามและกลิ่นขนมปังกรอบปะปนกับควันจากเตาอุ่น ๆ ของแม่ค้าท้องถิ่น
เจียงฟานเดินเรื่อย ๆ พร้อมหลินเทียนและซูเม่ยผ่านซุ้มขายสมุนไพรและแผงขายผลไม้ เขามองหน้ากระดาษสมุดบัญชีในมือ — ตัวเลขที่ค่อยๆ เล็กลงในสมุดทำให้หัวใจเขาเริ่มบีบ
เขาสะกิดหลินเทียนเบา ๆ ขณะเดินผ่านร้านขนมปังหนึ่งแผง“นี่พวกเราอยู่ไกลแค่ไหนจากรายได้จริง ๆ นะ?” เขาพูดติดตลกแต่ความกังวลอยู่ในน้ำเสียง
หลินเทียนหัวเราะจนหน้าแดง “ท่านอาจารย์ จงนิ่งไว้ —่นี้เป็เวลาที่ประชาชนกำลังสงบ ทางการเงินของอาณาจักรต้องพึ่งพาการแบ่งปันของปุถุชนและการไหลเวียนของปราณ”
ซูเม่ยตามมาเสริมด้วยหน้าตาจริงจัง “ท่านอาจารย์!ท่านกำลังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ‘การหมุนเวียนทรัพยากร’!เราควรเริ่มระบบแลกเปลี่ยนแบบ 'พลังปราณต่อสินค้า' เพื่อสร้างความยั่งยืน!”
เจียงฟานหันมามองหน้าเธอ “มึงจะทำให้มันซับซ้อนทุกอย่างไปไหม —ฉันแค่้าร้านกาแฟสักร้าน มีขนมปังอร่อย ๆ ขายแล้วคนจ่ายเงินให้ฉันพอจะอยู่ได้นั่นแหละ!”
คืนแรกที่พักฟรีที่โรงเตี๊ยมเ้าหนึ่ง มีห้องไม้เรียบ ๆกลิ่นตะเกียงและผ้าห่มอุ่น ๆ เจียงฟานนั่งลงกับโต๊ะเล็ก กางสมุดบัญชีออกมาจดเลขเพื่อคำนวณค่าใช้จ่าย แสงจากตะเกียงส่องบนหน้ากระดาษเป็แผ่นเงินเงา
เ้าของโรงเตี๊ยมเป็ชายกลางคนชื่อ ป้าเหลียง (จริง ๆเป็นายหลี่) ท่าทางใจดีเดินเข้ามาเติมชาร้อนให้เขา ขณะเดียวกันก็เอ่ยเบา ๆ ว่า“ท่านปรมาจารย์ ถ้าท่านคิดทำธุรกิจในเมืองนี้ อย่าลืมเื่ 'ค่าส่วย' เล็กน้อยกับสภาเมือง —พวกเราต้องดูแลถนนและน้ำเพื่อพวกท่านด้วยนะ”
เจียงฟานยกยิ้มอย่างฝืน “ค่าส่วย…เท่าไหร่ล่ะ?”
“แค่ส่วนแบ่ง จากรายได้ 5 เหรียญทองแดงต่อเดือนสำหรับร้านขนาดเล็ก”ป้าเหลียงตอบ
เจียงฟานเปิดสมุดและคำนวณในใจ — ตัวเลขไม่ค่อยสวย“โอเค…ถ้าขายขนมปังหนึ่งชิ้นได้ 2 เหรียญทองแดง ขาย 30ชิ้นต่อวัน ก็น่าจะพอ แต่ต้องหาต้นทุนให้ต่ำ”
ป้าเหลียงพยักหน้า “และอย่าลืม บางครั้งจะมีเทศกาล —พวกขุนนางอาจมาขอจัดที่หน้าร้านของท่าน ท่านอาจได้กำไรพิเศษจากการปรุงโอสถแบบโชว์”
เจียงฟานอมยิ้ม แต่คิดในใจว่า “โอสถโชว์อีกแล้วสินะ” —แต่ก็จดรายการค่าใช้จ่าย เตา ต้นทุนแป้งและพูดคุยกับป้าเหลียงเื่แม่ครัวท้องถิ่น
คืนดึก เจียงฟานนั่งครุ่นคิด เขาเปิด Qi Web ปราณเพื่อหา “สูตรขนมปัง” แบบง่าย ๆ แล้วเริ่มจด
เมนูที่เขาคิดไว้:
· ขนมปังแผ่น (จานธรรมดา) —ต้นทุนแป้ง น้ำ และไฟ
· ขนมปังไส้ไข่(ไข่ิญญาทองคำผสมเครื่องเทศเล็กน้อย) — ต้นทุนสูงขึ้น
· ขนมปังกรอบทานกับชา —เป็เซ็ตพิเศษสำหรับผู้ผ่านมาแวะ
เขาพิจารณาต้นทุน: แป้งที่ได้จากข้าวบด, น้ำมันหมูเล็กน้อยเป็'น้ำมันิญญา', ไข่พื้นบ้านหมดค่าใช้จ่ายพอประมาณและแรงงาน — เขาคำนวณกำไรคร่าว ๆ แล้วพูดว่า “ถ้าขายดีก็น่าจะพอจ่ายค่าส่วนและค่าใช้จ่ายได้เดือนหนึ่ง”
ซูเม่ยที่ยืนมองอยู่ยื่นมือมาช่วยวางแผน “ท่านอาจารย์เริ่มจากขนมปังยอดนิยมแบบพื้นบ้าน แล้วใช้สูตรง่าย ๆ ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม —พวกเขาจะได้รับงานและท่านก็ได้รายได้”
หลินเทียนผุดไอเดียเพิ่มเติม “เราสามารถให้คนที่มาเขียนคำแนะนำลงในสมุดเล็ก ๆ ที่ร้าน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ — นี่คือ ‘การลงทุนในความรู้’ที่ท่านอาจารย์พูดถึง!”
เจียงฟานยิ้มในใจเขารู้สึกว่าความคิดเื่ธุรกิจของเขาเริ่มมีรูปเป็ร่าง แม้จะมีคำอธิบายแบบเซียนตามมาเป็กิมมิกตลกๆ แต่ก็ช่วยให้ชาวบ้านสนใจ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนและซูเม่ยออกไประดมแรงสนับสนุนจากชาวเมือง โดยบอกว่า“ท่านปรมาจารย์้าช่วยสร้างงานให้เมืองซีเหอ” — แต่พวกเขาไม่ได้บอกรายละเอียดที่ชัดเจน
ผลลัพธ์ก็มาจากการตีความ:
· คนขายผักเสนอ “แลกผักสดหนึ่งตะกร้าเพื่อให้แม่ครัวใช้ทำขนมปังแห้ง” — เขาเชื่อว่าการให้ผักคือการถวายพลังชีวิต
· ช่างไม้เสนอแผ่นไม้เก่าที่ใช้ทำเตาอบ— เขาตีความว่าไม้คือ 'แก่นแท้แห่งความอบอุ่น'
· เด็กน้อยที่พึ่งได้งานจากการล้างชามเสนอที่จะช่วยโปรโมทร้านด้วยการร้องเพลงในตลาด — พวกเขาเรียกมันว่า“พิธีเปิดเชิงศรัทธา”
หลินเทียนนำสิ่งของเหล่านี้กลับมาเจียงฟานที่นั่งจดบัญชีพอเห็นรายการของบริจาค เจียงฟานอมยิ้มเขินและเริ่มหัวเราะ
“เอ่อ…ขอบคุณทุกคน แต่ฉันคิดว่าระบบเงินสดน่าจะช่วยได้มากกว่าแผ่นไม้ที่ใช้ตกแต่งเตา”
ซูเม่ยรีบอธิบาย “ท่านอาจารย์การให้สิ่งของคือการทำให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากร —พลังของมันจะไหลเวียนกลับไปสู่ชุมชน!” — เธอพูดด้วยความจริงจัง
เจียงฟานส่ายหน้า “โอเค…เราจะรับของ พวกนายช่วยจัดให้เป็รายการและเราจะแปลงเป็ต้นทุนที่ชัดเจนในบัญชี — เช่น ‘ไม้เตา: มูลค่า 10 เหรียญทองแดง’ แบบนี้จะได้รู้ว่าต้นทุนจริง ๆ เท่าไหร่”
ชาวบ้านงง ๆ แต่ก็พอเข้าใจเพราะการได้มูลค่าทางตัวเลขทำให้เขามั่นใจว่าตัวเองมีส่วนร่วมจริง ๆ
ข่าวว่า “ปรมาจารย์จะทำร้านชา/ร้านขนม” แพร่ไปทั่วเมืองรุ่งเช้าวันหนึ่งมีชาวบ้านมาขอสมัครเป็พนักงานกว่าสิบราย ทั้งที่ร้านยังไม่สร้าง
คำว่า “ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน” ถูกหลินเทียนอธิบายต่อว่า“คือการให้คนแลกเปลี่ยนสิ่งของ แลกความรู้ แลกแรงงาน และแลกพลังปราณ”ทำให้กลุ่มช่างฝีมือปรับเปลี่ยนการทำงานทันที — บางคนโยนคำว่า “หมุน” จริง ๆโดยเอาล้อเกวียนมาตั้งกลางถนนให้คนหมุนเล่น เพื่อเรียกโชคลาภ —เหตุการณ์นี้กลายเป็การละเล่นของเด็ก ๆ ในเมือง
เจียงฟานเห็นภาพแล้วหัวเราะสุดใจ“พวกเขาเอาล้อเกวียนมาหมุนกันจริง ๆ เหรอ?”
ซูเม่ยเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะ “นั่นคือสัญลักษณ์ของ‘วงจรการหมุนของทรัพยากร’ ท่านอาจารย์! ท่านเห็นไหมว่าผู้คนมีความตั้งใจจริง”
เมื่อร้านเริ่มขึ้นจริง เจียงฟานต้องตั้งราคาเขาเสนอขนมปังธรรมดา 2 เหรียญทองแดง ขนมปังไส้ไข่ 5 เหรียญทองแดง แต่หลินเทียนและกลุ่มศิษย์ตีความราคาเป็ค่าส่งพลังปราณ
“ราคา 5 เหรียญทองแดงต่อชิ้นหมายถึง…ท่านอาจารย์ต้องสละพลังปราณเทียบเท่า5 หน่วย!” หลินเทียนอธิบายเสียงดัง
ลูกค้าในตลาดบางคนจึงยกนิ้วถ้วนหน้าและยื่นก้อนหินสีเขียวเป็‘หน่วยพลัง’ แทนเงินสด ทำให้ประตูร้านในวันแรกกลายเป็เวทีแลกเปลี่ยนที่ส่วนผสมของเงินสดและก้อนหินิญญาปะปนกันอย่างประหลาด
เจียงฟานปวดหัว “ไม่เอา! เอาเหรียญทองแดงมาเลย ผมไม่เอาพลังนะผมจะใช้จ่ายเป็แป้ง!”
ท้ายที่สุดเขาต้องตั้งโต๊ะรับแลกก้อนหินิญญาเป็เงินสดโดยบอกว่า “ผมจะรับหิน ถ้าเอาเป็เหรียญผมคืนเงินให้เป็เหรียญ” —ซึ่งเป็การแปลงสกุลอย่างตรงไปตรงมา และทำให้แม่ค้าสมุนไพรได้เงินกลับไปมากมาย
วันเปิดร้านมีผู้คนมามุงมากกว่าที่คาด —หลินเทียนประกาศพิธีโดยเรียกชาวเมืองมาฟังคำสอนเล็ก ๆ ก่อน เจียงฟานยืนหน้าร้านเกรียมขนมปังกลิ่นหอมลอยฟุ้ง
พิธีเปิดแบ่งเป็สองส่วน:
1. พิธีชิม— เจียงฟานตักขนมปังให้ชาวเมืองชิม ฟรีหนึ่งชิ้นต่อคนเพื่อเรียกเสียงและทดลองตลาด
2. พิธีสอนสั้น— หลินเทียนกับซูเม่ยอธิบายความหมายเชิงเต๋าของขนมปัง เช่น“การอบคือการหลอมรวมหยินหยาง” — คนฟังหัวเราะและปรบมือ
ชาวเมืองที่ได้ชิมพูดเป็เสียงเดียวกันว่า “อร่อย!ทำไม่เหมือนขนมปังที่เคยกินมา” — พวกเขาชอบที่มันหอมและนุ่มแบบเรียบง่าย
ขณะเดียวกัน หลินเทียนประกาศว่าจะใช้ส่วนหนึ่งของรายได้มาสร้าง“หอรวมปราณ” — ห้องเล็ก ๆ ถัดจากร้าน เป็ที่แลกเปลี่ยนความรู้ ผู้คนสามารถมาพูดคุยเื่การฝึกหรือนำอาหารแลกกับการสอน — ระบบหมุนเวียนที่เจียงฟานไม่คาดคิดว่าจะเกิดผลดีเช่นนี้
อาหารหมดเร็วเกินคาดเจียงฟานนั่งนับเหรียญทองแดงที่เข้ากระเป๋ารวมกับจำนวนวัตถุดิบที่ได้รับเป็ของบริจาคเขาหยุดคิด — แม้วันแรกจะไม่ถึงล้าน แต่ก็เพียงพอให้เขายิ้มได้
“คนที่นี่น่ารัก” เขาพูดเบา ๆ กับหลินเทียนและซูเม่ย“พวกเขาไม่้าปรมาจารย์ แค่้าขนมปังอร่อย ๆ และที่ให้พูดคุยบ้าง”
หลินเทียนคุกเข่าลงด้วยความเคารพ “ท่านอาจารย์!นี่คือผลของคำชี้แนะของท่านที่กลายเป็ ‘ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน’ จริง ๆ!”
ซูเม่ยยิ้มและเอื้อมมือแตะมือเจียงฟานเบา ๆ“ข้าน้อยจะดูแลหอรวมปราณและร้านให้เป็สาธารณะ — คนจะมาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้”
เจียงฟานถอนหายใจด้วยความโล่งใจ “โอเค…ให้มันเป็แบบนี้ก็ได้แต่พรุ่งนี้นายต้องช่วยฉันจัดสูตรขนมปังที่คนชอบอีกนะ ฉันอยากได้เมนูใหม่ไม่ใช่เื่วิชาการ”
ทั้งสามคนนั่งดูดาวเหนือหลังคาเมืองซีเหอดูสงบและอบอุ่นเป็พิเศษ คืนวันนี้จบลงด้วยเสียงหัวเราะจากคนทำขนมและเสียงคุยกันเบา ๆ จากผู้ที่แวะมาดื่มชารอบเตา
— ในใจของเจียงฟาน แม้จะเหนื่อยและกำลังกังวลกับอนาคตแต่เขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำในวันนี้ มีการหมุนเวียนที่เขาไม่คาดคิด —จากเหรียญทองแดงเป็ขนม เป็งาน เป็การเรียนรู้และกลับเป็ความสงบที่เขา้าจริง ๆ