หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 4 บทที่ 96 ข้ารับเจ้าไว้

    บทที่ 96 ข้ารับเจ้าไว้

            ฉินชูหันไปหาเฉียนหลิงอู่ “มีเรื่องบางเรื่องที่พูดไม่ได้”

            “มีอะไรที่พูดไม่ได้” เฉียนหลิงอู่ถามอย่างไม่เข้าใจ แต่ตัวเองก็พอจะรู้แล้ว เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป

            ฉินชูนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง “ทุกคนล้วนมีความลับของตัวเอง หากพูดกับเจ้า มันจะไม่เท่ากับเปิดเผยความลับส่วนตัวให้เจ้ารับรู้หรอกหรือ หลังจากที่ผู้หญิงอย่างเจ้ารู้จุดอ่อนข้าแล้ว ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจ้าจะทำอะไรกับข้า”

            เฉียนหลิงอู่ส่ายหน้า “ข้ารับปากแล้วว่าจะไม่ลงมือกับสำนักชิงหยุน และจะไม่ลงมือกับเจ้าด้วย พูดออกมาเถอะ”

            นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ฉินชูก็เอ่ยปากพูด “เรื่องบางเรื่องข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้ามีเลือดศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แต่ข้าไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหน ข้าถูกคนใจดีคนหนึ่งเลี้ยงดูมา หลังจากเขาแยกตัวไป ข้าก็มาที่สำนักชิงหยุน ฟังถึงตอนนี้ เจ้าสมเพชที่ข้าไร้ที่พึ่งใช่หรือไม่”

            “เจ้าไม่รู้ภูมิหลังของตัวเองงั้นหรือ?” ดวงตาของเฉียนหลิงอู่สะท้อนแววแปลกใจ

            ฉินชูเงยหน้าถอนหายใจ “ใช่แล้ว ข้าไม่รู้ ข้ามาสำนักชิงหยุนเพียงแค่อยากแข็งแกร่งขึ้น และต้องการให้ท่านผู้เฒ่าโม่ใช้วิชาย้อนนิมิตสืบที่มาที่ไปของข้าให้”

            “ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง แต่พรสวรรค์เจ้าขนาดนี้ ทำไมต้องเป็นศิษย์รับใช้ด้วย” เฉียนหลิงอู่ถามจุดที่ตัวเองไม่เข้าใจต่อ

            “เจ้าคิดว่าข้าอยากเป็นงั้นหรือ ตอนที่ข้ามา ข้ามาสายและพลาดพิธีรับศิษย์หน้าใหม่ ตอนนั้นข้าต้องมีที่พัก ต้องมีข้าวกิน ดังนั้นต้องมาอยู่หอศิษย์รับใช้เพื่อเป็นศิษย์รับใช้” ฉินชูคลี่ยิ้ม

            “แต่สำนักชิงหยุนก็เกินไป ตอนนี้เจ้าเก่งขนาดนี้ ทำไมยังให้เจ้าเป็นศิษย์รับใช้ต่อ เจ้ากลับไปกลับข้าดีกว่า คนเรามีชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่ควรอยู่อย่างต่ำต้อย” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู

            “ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ให้ข้าเลื่อนขั้น แต่ข้ารู้สึกว่าไม่จำเป็น สำหรับข้า การเป็นศิษย์รับใช้หรือศิษย์สายในก็ไม่ต่างกัน ทำแค่หน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ” ฉินชูพูดขึ้น

            สำนักชิงหยุนปฏิบัติกับตัวเองอย่างไร ในใจของฉินชูรู้ดี จงฮั่น ซูซานเหอ จางจี้และพวกคนอื่นๆ จากยอดเขาทำไม่ดีกับเขาไว้มาก แต่พวกเขาไม่ใช่คนของสำนักชิงหยุน พวกโม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อ หลัวเจิน และลู่หยวนต่างหากที่ปฏิบัติกับเขาอย่างดีมาตลอด

            “อืม คนที่นิสัยอย่างเจ้าหายากมาก หากหลังจากนี้มีอะไรติดขัดที่สำนักชิงหยุน มาหาข้าที่เมืองหลวงต้าเฉียนก็แล้วกัน ข้าจะรับเจ้าเอาไว้เอง” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพลางเอ่ย

            ฉินชูมองหน้าเฉียนหลิงอู่แล้วยิ้ม “ไปหาเจ้า แล้วเจ้าจะไม่ทำร้ายข้างั้นหรือ”

            “ไม่ ข้าไม่ได้เป็นคนอย่างที่เจ้าคิด” เฉียนหลิงอู่ส่ายหน้า

            “เจ้าแสดงความบ้าคลั่งดีเดือดของเจ้าต่อหน้าข้างั้นหรือ?” หลังจากเงียบสักพัก ฉินชูก็เอ่ยปากถาม

            เงียบลงไปสักพัก เฉียนหลิงอู่ก็พยักหน้า “เหมือนจะใช่ ที่ผ่านมาข้าไม่เคยโกรธใคร มีอารมณ์หน่อยก็แค่สู้”

            ฝนยังคงตก ภายในกระท่อมไม้ ฉินชูกับเฉียนหลิงอู่ยังคงพูดคุยกัน

            อุณหภูมิภายในกระท่อมไม้ลดลง ฉินชูจุดถ่านกองหนึ่ง จากนั้นก็นั่งคุยกับเฉียนหลิงอู่ต่อ

            ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เข้ากันไม่ได้ แค่เริ่มพูดก็ทะเลาะกันแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แบบนั้น ในครั้งนี้ฉินชูยอมพูดคุยกับเฉียนหลิงอู่ในหลายๆ เรื่อง เฉียนหลิงอู่ถามเรื่องราวในอดีตของเขา ตัวเขาก็ตอบ เฉียนหลิงอู่เองก็ยินดีที่จะเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง นางเป็นบุตรีของจักรพรรดิเฉียนองค์ก่อน อันที่จริงนางมีโอกาสสูงที่จะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดินีผู้ปกครองราชวงศ์เฉียนแต่เพียงผู้เดียว แต่นางเลือกที่จะสละสิทธิ์ไป นางไม่ได้กระหายในอำนาจ นางแค่อยากแข็งแกร่ง เป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถควบคุมชะตากรรมของตัวเองได้

            “วิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงมีความสำคัญกับข้ามาก มันสามารถเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับข้าได้” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู

            ฉินชูพยักหน้า “หากต้องการเข้าถึงสภาวะวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง จำเป็นต้องมีการรับรู้ที่เฉียบคมและละเอียดอ่อน ข้าทำได้แค่แสดงให้เจ้าดู แต่อย่างอื่นข้าช่วยเจ้าไม่ได้”

            เฉียนหลิงอู่ไม่พูดอะไรต่อ ในฐานะผู้ฝึกตนขั้นที่หกหวางเจ่อ นางเข้าใจเรื่องบางเรื่องเป็นอย่างดี เข้าใจว่าหากต้องการเข้าถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง จำเป็นต้องมีการรับรู้ที่เฉียบคม นางต้องการพลังนี้มาก ดังนั้นถึงได้มาหาฉินชูเพื่อถามความเข้าใจ

            กลางดึก 

            ฝนเริ่มเบาบางลง แต่ฉินชูยังไม่ออกห่างจากเตียง เขานั่งเข้าฌานอยู่ที่ปลายเตียงตลอดทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งสาง เขาถึงได้ออกห่าง

            เขาตักน้ำล้างหน้า โดยตักไปให้เฉียนหลิงอู่ด้วย แม้เฉียนหลิงอู่จะไม่ได้แย่งจากเขาไปอีก แต่เขาในฐานะผู้ชายก็ควรมีความสุภาพบุรุษหน่อย

            จัดการตัวเองเสร็จ ก็กินข้าวเช้า ส่วนเฉียนหลิงอู่ก็กินคำเดียวพอเป็นพิธี จากนั้นทั้งสองก็เริ่มฝึกต่อสู้กันอย่างจริงจัง

            เมื่อค้นพบจุดบอดของเฉียนหลิงอู่ เขาก็จะหยุดและไม่ทำการโจมตีใดๆ ต่อ

            ตกดึก 

            ฉินชูหยิบเบาะอาสนะออกมา ขณะกำลังจะเข้าฌานอยู่ด้านนอกกระท่อม เฉียนหลิงอู่ก็ตะโกนเรียกเขาเข้าไปข้างใน “ตอนนี้ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว น้ำค้างลงหนัก เจ้าเข้ามาเข้าฌานข้างในก็ได้”

            ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ฉินชูก็ลงไปที่พื้น เขาวางเบาะอาสนะลงและเริ่มเข้าฌานต่อ

            ฉินชูกับเฉียนหลิงอู่เริ่มเข้ากันได้เรื่อยๆ ไม่มีเรื่องที่ทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันแล้ว ทำเอาพวกโม่เต้าจื่อไม่เข้าใจ พวกเขาคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นได้ พวกเขารู้จักนิสัยของฉินชูเป็นอย่างดี ฉินชูไม่มีทางเข้ากับเฉียนหลิงอู่ได้แน่ ส่วนเฉียนหลิงอู่ก็เป็นถึงหนึ่งในสองผู้ฝึกตนขั้นที่หกหวางเจ่อในเขตนี้ นางหยิ่งผยองแค่ไหน พวกเขาล้วนรู้ดี

            เพื่อป้องกันไม่ให้เฉียนหลิงอู่เกิดความรู้สึกเป็นปรปักษ์ พวกโม่เต้าจื่อจึงไม่เข้าใกล้ผาหินตัดบริเวณหอศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋ พวกเขทำได้แค่เรียกไป๋อวี้กับเอ้อพั่งมารายงานสถานการณ์

            หลังจากเข้าใจสถานการณ์ พวกโม่เต้าจื่อก็ยิ่งไม่เข้าใจ

            ‘พวกเขาทั้งสองเข้ากันได้เป็นอย่างดี’

            นี่มันอะไรกันแน่?

            “ศิษย์พี่ หรือว่าฉินชูถูกข่มขู่จนขัดขืนไม่ได้กัน” หลิงหยุนจื่อเอ่ยถามโม่เต้าจื่อ

            “เป็นไปไม่ได้ ตอนที่ถูกเฉียนหลิงอู่จับตัวไปครั้งที่แล้ว ฉินชูไม่ได้ตกเป็นรองนาง ในเมื่อเฉียนหลิงอู่บอกว่าจะไม่ลงมือ ดังนั้นนางจึงลงมือกับฉินชูไม่ได้ ในสถานการณ์แบบนี้ มีความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น คือเฉียนหลิงอู่ยอมอ่อนข้อให้ อ่อนข้อในระดับที่ฉินชูยอมรับได้ เป็นเหตุให้ทั้งสองเข้ากันได้เป็นอย่างดี” โม่เต้าจื่อเอ่ยปากพูดขึ้น

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ ปล่อยให้เฉียนหลิงอู่อยู่ที่สำนักชิงหยุนของพวกเราแบบนี้ต่อไปคงไม่เหมาะสม ฉินชูสู้นางไม่ได้ เพราะประสบการณ์การยังน้อยอยู่” หลัวเจินเป็นกังวล

            “คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หากสู้ขึ้นมา พวกเรารู้จักนิสัยของฉินชูดี เขาไม่มีทางยอมแพ้หรือยอมเสียเปรียบแน่นอน ส่วนเฉียนหลิงอู่ หากนางต้องการจะอยู่ที่นี่ก็ปล่อยให้นางอยู่ไป” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

            ลู่หยวนถอนหายใจ “สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างยุ่งเหยิง สำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์ล้วนกำลังเคลื่อนไหว ราชวงศ์เฉียนก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน สุดท้ายการเคลื่อนไหวของทุกฝ่ายครั้งนี้จะต้องเพ่งเล็งไปที่ผลประโยชน์ที่หุบเขาเทียนเซียงแน่นอน”

            “สำคัญกับพวกเราด้วยหรือ พวกเราจะไม่ยุ่งกับศึกสงคราม แต่พวกเราจะเข้าร่วมการประลองยุทธิ์สี่สำนักมหาอำนาจ หากพวกเราชนะ พวกนั้นจะได้ประโยชน์ที่หุบเขาเทียนเซียงหรือ หากพวกเขาคิดจะสอดมือเข้าไปก็ลองดู เพราะถึงอย่างไร ผู้แข็งแกร่งคนนั้นก็เป็นคนรู้จักของฉินชูอยู่ดี” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน