จิ่งเยี่ยนกุยเพียงแค่ยกยิ้ม ไม่โต้ตอบกับลู่เฉียวตง แต่เขากลับพูดอีกว่า “ฉันชินกับท่าทางก้าวร้าวของเธอแล้ว ตอนนี้กลับมาแบบสงบเสงี่ยมเจียมตัวแบบนี้ ฉันยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่”
จิ่งเยี่ยนกุยคลี่ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณชายลู่พูดเล่นแล้ว ฉันก็เป็นแบบนี้มาตลอด เพียงแต่ว่าเวลาเจอคนไม่ดีถึงจะแสดงออกมากไปหน่อย”
“นี่เธอแอบด่าว่าฉันเป็นคนไม่ดีหรือยังไง?” ลู่เฉียวตงเหลือบมองเธอเล็กน้อยแล้วแค่นเสียง “ฉันว่าเธอเหมือนหมากัดหลี่ว์ตงปิน ไม่รู้จักบุญคุณ”
จิ่งเยี่ยนกุยลุกขึ้นโค้งคำนับให้เขาอย่างนอบน้อม “ขอบคุณในความหวังดีของคุณชายลู่นะคะ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยอะไรฉัน แถมยังทำให้ฉันตกใจ แต่ฉันรู้ว่าคุณมีเจตนาดี เรื่องนี้เราจะปล่อยผ่านไปได้ไหมคะ?”
ลู่เฉียวตงได้ยินเธอพูดอย่างนั้นก็หัวเราะ แล้วหันไปพูดกับเยวี่ยฉิงจ้าวว่า “แม่ เห็นไหม หล่อนปากจัดแบบนี้แหละ!”
แต่เยวี่ยฉิงจ้าวกลับเม้มริมฝีปากแล้วหัวเราะเบาๆ “ในที่สุดแม่ก็รู้แล้วว่าทำไมลูกถึงยังหาเมียไม่ได้สักที!”
ลู่เฉียวตง “…แม่ มีคนอื่นอยู่นะ อย่ามาแฉกันได้ไหม?”
คนในบ้านก็พากันหัวเราะกันอีกครั้ง
จิ่งเยี่ยนกุยฟังพวกเขาพูดกันสองสามประโยค ก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นดีมากๆ ในใจก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าลู่เฉียวตงปกติจะทำตัวเย็นชาต่อหน้าคนอื่น แต่ไม่รู้ทำไม พออยู่ต่อหน้าจิ่งเยี่ยนกุยเขากลับไม่เสแสร้งแกล้งทำ
หลังจากที่พูดคุยเล่นกันได้สองสามคำ ลู่เฉียวตงก็พูดกับจิ่งเยี่ยนกุยอีกว่า “ครั้งนี้ฉันพาแม่มาพักผ่อนที่เมืองหยางเฉิง เธอคุ้นเคยที่นี่ดี ถ้าช่วงนี้เธอว่างก็พาแม่ฉันไปเดินเล่นหน่อยสิ”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มแล้วพูดว่า “ได้เลย ยินดีอย่างยิ่งค่ะ”
เยวี่ยฉิงจ้าวพูดอย่างอ่อนโยนว่า “งั้นอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็รบกวนเธอแล้วนะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรีบพูดขึ้นว่า “คุณน้าเยวี่ยไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะ หนูรู้สึกสนิทสนมกับคุณน้าตั้งแต่แรกเห็นเลย ยินดีที่จะอยู่กับคุณน้าค่ะ”
คำพูดของเธอไม่ได้เป็นเพียงคำพูดสุภาพ แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากใจจริง เหมือนกับว่าพวกเขารู้จักกันมานานแล้ว ความรู้สึกแบบนี้มันแปลกจริงๆ
เยวี่ยฉิงจ้าวก็มีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน จึงยิ้มออกมาเล็กน้อย
ที่จริงแล้วครั้งนี้เธอไม่ได้อยากมาเมืองหยางเฉิงกับลู่เฉียวตง แต่เขาคะยั้นคะยอ เธอจึงตามใจเขาเพราะกลัวว่าเขาจะเป็นห่วง
ก่อนที่จะเดินทางออกจากเมืองหลวง เธอก็รู้สึกเศร้าเสียใจ แต่ตอนอยู่บนเครื่องบินก็แกล้งทำเป็นมีความสุข เพราะกลัวว่าลู่เฉียวตงจะกังวล แต่พอมาเจอจิ่งเยี่ยนกุยในตอนนี้ เธอกลับรู้สึกมีความสุขจริงๆ เหมือนกับว่าความเศร้าก่อนหน้านี้ได้จางหายไปหมดแล้ว
ซูไป่ชิงเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คุณชายลู่และคุณนายลู่เดินทางมาไกล คงจะเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวผมพาพวกคุณไปพักผ่อนก่อนดีกว่า!”
พูดจบก็ถามทั้งสองคนว่าทานข้าวกันมารึยัง และมีอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบบ้าง
เขาเป็นคนรอบคอบและใจดีเสมอ ลู่เฉียวตงถ้ามาคนเดียวก็จะสบายๆ แต่เยวี่ยฉิงจ้าวสุขภาพไม่ดี ก็ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ในที่สุดซูไป่ชิงก็พาพวกเขาทั้งสองคนไปพักที่โรงแรมของเมือง เพราะวันนี้ดึกมากแล้ว ไม่ว่าอะไรก็ต้องรอพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน
ปกติเยวี่ยฉิงจ้าวไม่ค่อยพูดมาก ดูเป็นคนเงียบๆ อย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่ว่าเธอจะคอยเหลือบมองจิ่งเยี่ยนกุยเป็นระยะๆ
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย จึงชวนคุยเรื่องต่างๆ นานา แนะนำวัฒนธรรมประเพณีของเมืองหยางเฉิง เยวี่ยฉิงจ้าวก็ตั้งใจฟังเงียบๆ และพยักหน้ายิ้มเป็นครั้งคราว
ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยส่งเธอถึงห้องพัก เยวี่ยฉิงจ้าวก็ได้รู้ว่าเธอเพิ่งซื้อบ้านในเมือง จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่าพรุ่งนี้จะไปนั่งเล่นที่บ้านของเธอ จิ่งเยี่ยนกุยก็แย้มยิ้มตอบรับ
แต่หลังจากที่แยกกับสองแม่ลูกแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยก็ให้ซูไป่ชิงรีบส่งเธอกลับบ้านทันที เพราะที่บ้านยังรกอยู่มาก!
ลู่เฉียวตงยังต้องมาดูเธอปรุงยาอีก ของพวกนี้ก็ต้องเตรียมให้พร้อม ถ้าเกิดเขาเห็นสมุนไพรที่กองระเกะระกะแล้วโกรธขึ้นมาจนยกเลิกคำสั่งซื้อ เธอคงจะร้องไห้ไม่ออกเสียแล้ว
ซูไป่ชิงก็รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญมาก จึงพูดทันทีว่าเขาไปช่วยได้ จิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่เกรงใจ ดึงเขาไปจัดการเก็บสมุนไพรทันที
หยางหว่านซิ่วกับอาหญิงเล็กจิ่งช่วยเก็บกวาดบ้านให้สะอาดได้ แต่เรื่องสมุนไพร พวกเธอช่วยไม่ได้ จำต้องเป็นจิ่งเยี่ยนกุยทำเองเท่านั้น
จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าลู่เฉียวตงคงจะมาในอีกสองสามวัน เลยยังมีเวลาค่อยๆ จัดเก็บ แต่ไม่คิดว่าเขาจะมาเร็วกว่าที่คิด!
แถมพรุ่งนี้พวกเขายังจะมาที่นี่อีก ดังนั้นเธอจึงไม่มีเวลาแล้ว ต้องรีบจัดสมุนไพรทั้งหมดให้เสร็จภายในคืนนี้
สมุนไพรที่จิ่งเยี่ยนกุยใช้ในการปรุงยาครั้งนี้มีสิบกว่าชนิด ต้องจัดเก็บเป็นลำดับแรก ส่วนสมุนไพรที่ยังไม่ได้ใช้ ก็ต้องเก็บเอาไว้ก่อน แล้วค่อยมาจัดเมื่อมีเวลา
การเก็บสมุนไพรเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก จิ่งเยี่ยนกุยกับซูไป่ชิงจึงวุ่นวายกันจนถึงตีสาม
สาเหตุที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ก็เพราะว่า เสี่ยวจ๋ายจ๋ายเพิ่งย้ายมาที่ใหม่ จึงตื่นเต้นมาก คอยวิ่งเข้ามาดมๆ คลอเคลียแล้วก็ส่ายหางขอให้เธออุ้ม และขอให้เล่นด้วย
จิ่งเยี่ยนกุยบอกให้มันไปพักผ่อนอยู่ข้างๆ มันก็ทำตามที่เธอพูด แต่ไม่ถึงสามนาที มันก็วิ่งกลับมาส่ายหางให้เธออีก
จิ่งเยี่ยนกุยกำลังจัดสมุนไพรอยู่ก็เลยไม่มีเวลาลูบหัวให้มัน ทำได้แค่พูดกับมันด้วยเสียงอ่อนโยน มันเกิดรู้สึกน้อยใจมาก เจ้าของสนใจแต่สมุนไพรแล้วก็ไม่กอดมันอีกเลย มันน่าสงสารมาก!
ซูไป่ชิงเห็นปฏิสัมพันธ์ของทั้งสอง ก็หัวเราะจนท้องแข็ง แล้วก็พบว่าเสี่ยวจ๋ายจ๋ายฉลาดมาก เหมือนกับว่ามันฟังสิ่งที่จิ่งเยี่ยนกุยพูดรู้เรื่องจริงๆ
เขาก็เลยพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เยี่ยนกุย เสี่ยวจ๋ายจ๋ายบ้านเธอฉลาดแล้วก็น่ารักมากๆ เลย ถ้ามันโตแล้วมีลูก เธอจะแบ่งให้ฉันสักตัวได้ไหม!”
พอเสี่ยวจ๋ายจ๋ายได้ยินเข้าก็รีบวิ่งไปกัดชายกางเกงของซูไป่ชิง แล้วก็ส่ายหาง เหมือนกับจะบอกว่าเขาตาถึงจริงๆ
ซูไป่ชิงรู้สึกทึ่งมาก บนโลกนี้ยังมีหมาที่ฉลาดขนาดนี้ด้วยเหรอ “เยี่ยนกุย เสี่ยวจ๋ายจ๋ายบ้านเธอคงจะฟังคนพูดรู้เรื่องจริงๆ ใช่ไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยส่ายหัว “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่ามันไม่เหมือนหมาทั่วไป แล้วก็คงไม่ได้ฟังรู้เรื่องทั้งหมด คงจะฟังออกแค่บางส่วนมั้ง!”
ถึงอย่างไรเสี่ยวจ๋ายจ๋ายก็เป็นลูกหมาที่เกิดในมิติ แม้ว่าจะไม่รู้สายพันธุ์ แต่ก็มีความพิเศษอยู่บ้าง
เธอรู้สึกจากใจจริงว่า เสี่ยวจ๋ายจ๋ายเป็นผลผลิตที่ดีที่สุดของมิติที่ชอบขุดหลุมพรางฝังคน เพราะมันน่ารักมากจริงๆ
แถมมันยังโตเร็วอีกด้วย เพียงแค่สองเดือน ก็โตกว่าหมาบ้านทั่วไปแล้ว อีกทั้งตอนนี้ยังมีกำลังต่อสู้พอสมควร สามารถดูแลบ้านได้
ซูไป่ชิงก็ยิ่งชอบเสี่ยวจ๋ายจ๋ายมากขึ้นกว่าเดิม พอจัดสมุนไพรเสร็จ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปกอดเสี่ยวจ๋ายจ๋าย แล้วสัญญาว่าพรุ่งนี้จะเอาเนื้อมาให้มันกิน
พอเสี่ยวจ๋ายจ๋ายได้ยินดังนั้น หางเล็กๆ ที่มีขนปุยก็ส่ายเร็วขึ้นกว่าเดิม มันตัดสินใจว่าถ้ามีโอกาสมันจะบอกเจ้าของให้รู้ถึงสิ่งที่มันชอบ แล้วทางที่ดีที่สุดก็จะบอกให้เธอเปลี่ยนคนรักด้วย