ยามเฝ้าประตูระดับพระเจ้า

    สำนักเฝ้าประตู

    เมื่อเย่ฟานทะยานร่างกลับเข้ามาทางหน้าต่างโรงเตี๊ยมมังกรทะยาน สิ่งแรกที่เขาเห็นคือตะเกียบของ หลี่หมิง ที่กำลังจะคีบหมูสามชั้นชิ้นสุดท้ายในจานของเขาเข้าปาก เย่ฟานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงกระแอมเบา ๆ

    "ข้ากลับมาแล้วท่านอาจารย์"

    หลี่หมิงชะงักตะเกียบแล้วตีหน้านิ่งพลางวางหมูชิ้นนั้นลงที่เดิมอย่างเสียดาย "อ้าว กลับมาแล้วรึ... พอดีแม่นางหลิวเห็นเจ้าไปนาน นางบอกว่าเจ้าคงไม่หิวแล้วและไม่อยากให้ทิ้งอาหารให้เสียเปล่า ข้าเลยว่าจะช่วยสงเคราะห์จัดการให้"

    หลิวรั่วเฉิน ที่กำลังจิบชาอยู่ถึงกับสำลัก นางหันมามองหลี่หมิงตาโต 'ข้าพูดตอนไหน! ข้าเป็นคนห้ามท่านไม่ให้กินของเย่ฟานแท้ ๆ!' นางคิดในใจด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็ไม่ได้ท้วงออกมาเพราะรู้ดีว่าต่อปากต่อคำกับหลี่หมิงไปก็มีแต่จะเสียเวลา

    เย่ฟานยิ้มแห้ง ๆ "ขอบคุณครับอาจารย์ที่เป็นห่วงอาหารของข้า... ข้าจัดการเรื่องที่จวนเสร็จแล้วครับ พรุ่งนี้ข้าจะไปสมัครเข้าร่วมงานประลองยุทธ์" เย่ฟานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามคำถามสำคัญ "ว่าแต่อาจารย์... ในใบสมัครข้าต้องระบุชื่อสำนัก ข้าควรจะบอกว่าพวกเรามาจากสำนักอะไรดี?"

    หลี่หมิงหยุดเคี้ยว เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง ภาพในอดีตตอนที่เขาเป็นทหารยามชั้นผู้น้อยเฝ้าประตูเมืองหลวงต้าเฉียนผุดขึ้นมาในหัว เขาหันไปหาหลิวรั่วเฉินเผื่อนางจะคิดอะไรออก แต่นางก็ส่ายหน้าเพราะนางเองก็แค่ติดตามเขามาเฉย ๆ

    "อืม..." หลี่หมิงเกาหัว "ในเมื่อพวกเราเน้นความสงบและเรียบง่าย... งั้นเอาเป็น 'สำนักเฝ้าประตู' ก็แล้วกัน"

    "สำนัก... เฝ้าประตู?" เย่ฟานและหลิวรั่วเฉินพูดออกมาพร้อมกันพลางปากกระตุก สำนักอะไรชื่อสิ้นคิดขนาดนี้! ประตูอะไร? ประตูเมือง? ประตูสวรรค์? หรือแค่ประตูหน้าบ้าน?

    เย่ฟานถอนหายใจยาว แต่อาจารย์ว่าอย่างไรเขาก็ว่าตามนั้น "ครับ... สำนักเฝ้าประตู แล้วข้าจะปลอมตัวอย่างไรดีเพื่อไม่ให้คนจำได้ทันที?"

    หลี่หมิงล้วงเข้าไปในระบบแล้วหยิบของออกมาส่งให้ "นี่... หน้ากากลายเรียบ ๆ กับ ชุดคลุมลายเมฆสีแดง แค่นี้น่าจะพอให้พวกนั้นงงเล่นแล้วล่ะ"

     

    เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวเรื่องการตายอย่างปริศนาของ เย่กู่ และศิษย์สำนักกระบี่เมฆาครามภายในจวนตระกูลเย่แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงดุจไฟลามปุ่ง ศพของคนทรยศถูกพบในสภาพที่ไร้ร่องรอยการต่อสู้ ราวกับถูกยมทูตมาพรากวิญญาณไปในความเงียบ

    ณ ตำหนักรับรองของสำนักกระบี่เมฆาคราม ซ่งฉือ ทุบโต๊ะจนแหลกเป็นผง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความแค้น แม้ร่างกายของเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากยันต์ระเบิดในป่า (เพราะเขาใช้สมบัติวิเศษราคาแพงในการป้องกันและรักษาตัวจนหายทัน) แต่ความอัปยศที่เขาได้รับกลับฝังลึก

    "สารเลว! ใครมันกล้าข้ามหน้าข้ามตาสำนักกระบี่เมฆาคราม!" ซ่งฉือคำราม "เย่กู่ตายไปข้าไม่เสียดาย แต่มันทำให้แผนการทำลายตระกูลเย่ของข้าต้องชะงัก! แถมไอ้คนลึกลับที่ใช้ยันต์ระเบิดนั่น... มันต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่!"

    เขาสูญเสียทั้งลูกน้องฝีมือดีอย่างมู่หรง และเบี้ยล่างอย่างเย่กู่ไปในเวลาไล่เลี่ยกัน "ไปสืบมา! ใครก็ตามที่มาสมัครงานประลองยุทธ์วันนี้แล้วมีท่าทางน่าสงสัย จงจับตามองมันไว้ให้ดี!"

     

    ณ ลานกว้างหน้าพระราชวังหลวง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก อัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั่วแคว้นต่างมารวมตัวกันเพื่อลงทะเบียน เย่ฟานในชุดคลุมลายเมฆสีแดงและหน้ากากครึ่งหน้าที่ปิดบังตัวตนก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง โดยมีหลี่หมิงและหลิวรั่วเฉินเดินตามมาห่าง ๆ

    หลี่หมิงเดินผ่านประตูทางเข้าลานประลองพลางเปิดระบบลงชื่อในใจ

    [ติ๊ง! ท่านเดินทางถึงลานประลองยุทธ์แคว้นจ้าว... ท่านต้องการลงชื่อหรือไม่?] 'ลงชื่อ'

    [ติ๊ง! ลงชื่อสำเร็จ! ท่านได้รับรางวัลระดับมหาตำนาน: The World] 

    หลี่หมิงชะงักไปครู่หนึ่ง พลังนี้มัน... เกินเบอร์ไปมาก เขาจินตนาการถึงการหยุดเวลาแล้วเดินไปหยิบไก่ย่างของคนอื่นมากินได้โดยไม่มีใครรู้ 'หึหึ ของดีจริง ๆ' หลี่หมิงยิ้มกริ่มอย่างพอใจ

     

    ในขณะที่เย่ฟานกำลังยืนต่อแถวสมัคร แสงสีครามที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นที่อีกด้านของลาน กลุ่มศิษย์สำนักกระบี่เมฆานำโดย ซ่งฉือ เดินเข้ามาด้วยท่าทางโอหัง ซ่งฉือพยายามกวาดสายตาหาใครบางคน และในที่สุดเขาก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นกลุ่มสตรีในชุดสีฟ้าอ่อนที่เดินเข้ามาจากอีกทิศทางหนึ่ง

    นั่นคือ ชิงเสวี่ย และเหล่าศิษย์หอคอยวารีเร้นลับ

    ชิงเสวี่ยเดินมาด้วยท่าทางสง่างาม แต่ใบหน้าของนางดูมีความกังวลแฝงอยู่ นางหันไปมองรอบ ๆ ลานประลอง ราวกับกำลังมองหาใครบางคนที่นางไม่ได้เห็นมานาน เย่ฟานมองเห็นคู่หมั้นของเขาอยู่ไกล ๆ หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นชั่วขณะ แต่เขาก็ข่มมันไว้

     

    เมื่อเย่ฟานเดินเข้าไปถึงโต๊ะลงทะเบียน ทุกสายตาในบริเวณนั้นพลันจดจ้องมาที่เขา ชุดคลุมสีดำยาวลวดลายเมฆสีแดงเพลิงที่ดูน่าเกรงขามและลึกลับ ผสมกับหน้ากากที่ปกปิดใบหน้า ทำให้ผู้คนเริ่มซุบซิบ

    "ดูนั่นสิ ชุดเท่เป็นบ้า! ลายเมฆสีแดงนั่น... หรือจะเป็นสำนัก 'เมฆาอัคคี' หรือสำนัก 'นพเก้าเมฆาแดง' ที่เป็นสำนักเร้นลับในตำนาน?" "ต้องเป็นชื่อสำนักที่ฟังดูยิ่งใหญ่และดุดันแน่ ๆ ดูรังสีที่แผ่ออกมาสิ!" แม้แต่ซ่งฉือยังแอบเงี่ยหูฟังด้วยความระแวง

    ทหารที่รับสมัครเงยหน้าขึ้นมองเย่ฟานด้วยความเกรงใจในรูปลักษณ์ "เจ้าชื่ออะไร? และมาจากสำนักไหน?"

    เย่ฟานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ดัดให้เปลี่ยนไป "ข้าชื่อ 'นิรนาม'... มาจาก 'สำนักเฝ้าประตู'"

    ความเงียบเข้าปกคลุมลานประลองไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสำลักน้ำลายและเสียงไอคอกแคกของผู้คนที่รอฟังอยู่รอบ ๆ บางคนถึงกับทำถ้วยชาหลุดมือ

    "สำนัก... เฝ้าประตู?!" ซ่งฉือที่กำลังเก๊กท่าหล่อถึงกับหลุดขำออกมา "ข้าก็นึกว่าจะชื่อสำนักเมฆาพิฆาตหรืออะไรที่มันยิ่งใหญ่กว่านี้ ที่ไหนได้... สำนักเฝ้าประตู? นี่เจ้าเป็นพวกคนเฝ้าประตูเมืองหลวงที่อยากลองดีรึไง? ชุดคลุมนั่นมันไม่ได้เข้ากับชื่อสำนักเจ้าเลยสักนิด!"

    เย่ฟานไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงรับป้ายหมายเลขผู้สมัครมาแล้วเดินผ่านหน้าซ่งฉือไปอย่างเฉยเมย แววตาภายใต้หน้ากากจ้องมองซ่งฉือครู่หนึ่ง... มันเป็นแววตาของพยัคฆ์ที่กำลังจ้องมองเหยื่อ

     

    คล้ายกับเรื่องยามเฝ้าประตูระดับพระเจ้า ที่คุณอ่าน