หลังจากที่การต่อสู้จบลง ยอดฝีมือขององค์กรแสงทมิฬถูกสังหารจนหมดสิ้น
สำหรับยอดฝีมือที่เหลือรอดอยู่ ตอนนี้พวกเขามองไปที่ตระกูลหนานด้วยความหวาดกลัวและเคารพนับถือ เนื่องจากพวกเขามีแม้กระทั้งยอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์อยู่ เห็นได้ชัดว่าถ้าหากตระกูลหนานเอาจริง เกรงว่าเส้นทางจิวหยางหรือเส้นทางอื่นๆคงถูกตระกูลหนานยึดครองไปนานแล้ว
ตอนนี้กองกำลังที่มาจากเส้นทางอื่น พวกเขาได้สูญเสียยอดฝีมือไปหลายคน ทำให้พวกเขาโกรธแค้นตระกูลหนานที่สังหารพวกเขา แต่ที่พวกเขาโกรธแค้นและไม่พอใจที่สุดก็คือองค์กรแสงทมิฬ ถ้าหากไม่ใช่เพราะพวกมัน พวกเขาคงไม่ต้องเปิดสงครามกับตระกูลหนานแบบนี้และทำให้สูญเสียยอดฝีมือระดับสูงไป
เฟิงเสวี้ยนเจามองไปยังหนานหมิงและถอนหายใจพร้อมกัับกล่าวว่า “ จบนี้แล้วพวกเรารีบกลับกันเถอะ ส่วนผู้อาวุโสสิบสองและสิบสามก็นำศพพวกเขากลับไปด้วย ข้าจะไปแจ้งเรื่องนี้กับท่านพ่อด้วยตัวเอง”
ผู้อาวุโสสิบสองและผู้อาวุโสสิบสามคือยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ที่ตระกูลเฟิงส่งมาเพื่อคุ้มครองเฟิงเสวี้ยนเจา ซึ่งทั้งสองเป็นยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง
นอกจากตระกูลเฟิงแล้ว กองกำลังอื่นๆที่สูญเสียยอดฝีมือระดับสูงพวกเขาก็ได้แต่ทำใจและคิดว่าตัวเองช่างโชคร้ายจริงๆ พร้อมกับรีบเดินทางกลับสู่บ้านเกิดของตัวเอง เพราะกลัวว่าถ้าหากพวกเขาอยู่นานกว่านี้ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้
สำหรับการแก้แค้นตระกูลหนาน?
ช่างเรื่องการแก้แค้นไปเถอะ จะเอาอะไรไปสู้กับยอดฝีมือของตระกูลหนานที่เป็นถึงเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์ ต่อให้พวกเขายกกองกำลังทั้งหมดของพวกเขามาก็ไม่สามารถทำอะไรตระกูลหนานได้เลย แค่ตระกูลหนานไม่คิดบัญชีกับพวกเขาก็นับว่าเป็นบุญอันใหญ่หลวงแล้ว
หลังจากที่หลู่เซียงจับกุมพวกยอดฝีมือขององค์กรแสงทมิฬแล้ว เขาก็นำตัวพวกมันไปสอบสวนทันที ส่วนหนานหมิงและคนอื่นๆยังอยู่ที่ยอดเขาเทียนเจียงเพื่อดูการแข่งขันของรุ่นเยาว์ต่อ
แน่นอนว่ามีผู้ชมจำนวนมากที่กลับไปแล้ว เพราะพวกเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจาการต่อสู้ หรือไม่พวกเขาก็กลัวว่าองค์กรแสงทมิฬจะกลับมาล้างแค้นพวกเขาอีก
ประมาณหนึ่งเค่อต่อมา ณ โรงน้ำชาแห่งความฝัน
ภายในห้องพักของกวนหยา
เวลานี้กวนหยากำลังนั่งถอนหายใจและมองไปยังยอดเขาเทียนเจียงด้วยแววตาลังเล
เมื่อไม่นานมานี้นางได้ติดต่อหาบิดาของนางที่เป็นผู้นำตระกูลกวนแล้ว และได้นางก็ต้องการคำแนะนำจากบิดาว่าจะขอความช่วยเหลือจากตระกูลหนานอย่างไร
แต่บิดาของนางปฏิเสธและบอกว่าแม้ว่าตระกูลหนานจะแข็งแกร่ง แต่ระยะทางของพวกเขานั้นห่างไกลเกินไป มันก็เหมือนกับน้ำไกลไม่สามารถดับไฟใกล้ได้
กวนหยาเองก็เห็นด้วยเพราะระยะห่างจากเส้นทางจิวหยางและเส้นทางเทียนเป่ยที่นางอยู่ต้องใช้เวลาเดินทางหลายเดือน ถ้าหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับตระกูลกวน ตระกูลหนานย่อมไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที
แต่ในขณะที่กวนหยากำลังจมอยู่กับความคิด จู่ๆอี๋หู๋เล่ยและผู้ดูแลป๋ายก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องพักของกวนหยา ทำให้กวนหยาที่กำลังจมอยู่กับความคิดต้องหันไปมองทั้งสองด้วยความไม่พอใจ
“ คุณหนูเกิดเรื่องใหญ่แล้ว ” ผู้ดูแลป๋ายกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
อี๋หู๋เล่ยเองก็แสดงสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“ เกิดอะไรขึ้น? ” กวนหยาถามขึ้นด้วยความสงสัย
อี๋หู๋เล่ยจึงรับหน้าที่ในการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่ยอดเขาเทียนเจียงให้กับกวนหยาฟัง
เมื่อกวนหยาฟังจนจบ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ
“ เจ้าจะบอกว่ายอดฝีมือของตระกูลหนานมีเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์ถึงสี่คน? ” กวนหยาถามขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ
สำหรับการต่อสู้ไม่ได้ทำให้กวนหยาตกใจแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่นางตกใจก็คือตระกูลหนานของคุณชายหนานมียอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์ถึงสี่คน ซึ่งนี้ไม่ใช่ยอดฝีมือทั้งหมดของตระกูลหนานอย่างแน่นอน อย่างน้อยๆตระกูลหนานจะต้องมียอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นกลางหรือขั้นปลายเป็นอย่างน้อย
เพราะการที่จะส่งยอดฝีมือระดับสูงมาคุ้มกันนายน้อยของพวกเขา ไม่จำเป็นต้องส่งยอดฝีมือระดับสูงมาทั้งหมด อย่างน้อยๆก็ต้องแบ่งยอดฝีมือบางส่วนเอาไว้ป้องกันตระกูลของตัวเอง และยอดฝีมือที่ส่งไปคุ้มกันจะไม่ใช่ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดแต่เป็นยอดฝีมือที่ใกล้เคียงกับยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูล
หรือก็คือจากความคิดที่กวนหยาคาดเดา ตระกูลหนานจะต้องมีเซียนอมตะอยู่และจะต้องมีมากกว่าหนึ่งคนและอย่างน้อยๆก็ต้องมีเซียนอมตะขั้นกลางขึ้นไปอยู่ด้วย
เพียงแค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งแค่ไหน เพียงแค่พวกเขาส่งยอดฝีมือมาคนหนึ่งก็สามารถช่วยเหลือตระกูลกวนได้แล้ว และถ้าหากตระกูลกวนได้รับความคุ้มครองจากตระกูลหนาน ตระกูลกวนก็จะไม่ถูกกองกำลังอื่นๆกลั่นแกล้งอีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดั่งนี้ กวนหยาจึงรีบติดต่อบิดาของนางอีกครั้งเพื่อที่จะบอกถึงความแข็งแกร่งของตระกูลหนานให้กับบิดาของนางฟัง
ไม่กี่ชั่วยามต่อมา
ชื่อเสียงของตระกูลหนานก็โด่งดังขึ้นเป็นอย่างมาก แม้กระทั้งกองกำลังระดับสูงของเส้นทางอื่นๆก็ต้องรับรู้ข่าวนี้
ว่ากันว่าตระกูลหนานเป็นตระกูลลึกลับที่เก็บซ่อนตัวอยู่เป็นระยะเวลานาน พวกเขามีแม้กระทั้งยอดฝีมือระดับเซียนอมตะอยู่ในกองกำลังด้วยซ้ำ ทำให้ตระกูลหนานกลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งในเส้นทางรอบๆเส้นทางจิวหยางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนทางด้านของยอดฝีมือทั้งหลายที่ถูกตระกูลหนานสังหาร กองกำลังเบื้องหลังของพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะโวยวายอะไร เพราะตระกูลหนานก็ไม่ได้ผิดอะไรด้วยซ้ำ พวกเขาถูกองค์กรแสงทมิฬบังคับให้ต้องลงมือกับตระกูลหนานเอง เพราะฉะนั้นแล้วกองกำลังที่แข็งแกร่งจำนวนมากจึงจดชื่อขององค์กรแสงทมิฬเป็นกองกำลังที่ต้องกำจัดเป็นอันดับหนึ่ง
สำหรับองค์กรแสงทมิฬเองก็โด่งดังเช่นกัน ในฐานะกองกำลังที่ชั่วร้ายและต้องการที่จะยึดครองเส้นทางอื่นๆ ทำให้กลายเป็นศัตรูของกองกำลังจำนวนมากทันที แถมความแข็งแกร่งของพวกมันก็เรียกได้ว่าทรงพลังอย่างมาก เพราะพวกมันมียอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์อยู่ด้วย และนี้ก็เป็นเพียงแค่ยอดน้ำแข็งที่พวกเขาเปิดเผยออกมา ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกมันมีความแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่ หรืออาจจะมีแม้กระทั้งยอดฝีมือระดับเซียนอมตะอยู่
ทำให้ตอนนี้ผู้ปกครองเส้นทางทั้งหลายที่ไม่ได้แข็งแกร่งต่างก็ตกใจและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนดีพวกองค์กรแสงทมิฬจะมาเคาะประตูหน้าบ้านพวกเขาเมื่อไหร่
จะมีก็แต่ตระกูลจิวเท่านั้นที่โล่งใจ เพราะพวกเขาไม่ได้สร้างปัญหากับตระกูลหนาน แถมตระกูลหนานก็ได้รับปากพวกเขาแล้วว่าจะจัดการกับพวกองค์กรแสงทมิฬให้อีกด้วย
เมื่อเป็นแบบนี้กองกำลังที่แข็งแกร่งจำนวนมากจึงมุ่งหน้ามายังเส้นทางจิวหยางเพื่อขอพบกับตระกูลหนาน ถ้าหากพวกเขาโชคดีก็อาจจะทำให้ตระกูลหนานยินดีที่จะปกป้องพวกเขา
ตอนนี้หนานหมิงยังไม่รู้เลยว่าเส้นทางทั้งหลายได้ปั่นป่วนเพราะความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมาในตอนที่จัดการกับพวกองค์กรแสงทมิฬ
ณ วิหารแสงทมิฬ ซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์กรแสงทมิฬ
เวลานี้ผู้ปกครององค์กรแสงทมิฬได้ทำการเรียกตัวผู้อาวุโสระดับสูงทั้งหมดมารวมตัวกันที่ห้องประชุมแล้ว
ผู้นำขององค์กรแสงทมิฬสวมชุดคลุมสีดำเข้ม มีลวดลายสีทองและยังมีตราสัญลักษณ์เป็นเทวฑูตสิบแปดปีก หน้ากากของเขาก็เป็นหน้ากากรูปลักษณ์ของปีศาจสีทอง ทุกๆคนในองค์กรเรียกผู้นำว่า ผู้นำปีศาจทองคำ
เมื่อผู้นำองค์กรแสงทมิฬเข้ามาในห้องประชุม เขาก็กวาดสายตามองดูรอบๆด้วยความจริงจัง
ในห้องประชุมนอกจากผู้อาวุโสระดับสูงสิบกว่าคนแล้ว ที่เหลือเป็นเพียงแค่ภาพโฮโลแกรมเท่านั้น
ซึ่งผู้อาวุโสระดับสูงขององค์กรแสงทมิฬก็นับว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยส่วนมากจะเป็นยอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์ขั้นสูงและเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์
แต่ถึงอย่างนั้นองค์กรแสงทมิฬก็ยังมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้อาวุโสระดับสูง ซึ่งพวกเขาถูกเรียกว่า สิบสามพิทักษ์ทมิฬ โดยพวกเขาทั้งสิบสามคนเป็นยอดฝีมือระดับเซียนอมตะขึ้นไป
เมื่อเห็นว่าทุกๆคนมาเกือบหมดแล้วเขาก็พยักหน้าและกล่าวว่า “ มากันเกือบครบแล้วใช่ไหม? ”
หน้ากากสิงโตทองก็กล่าวขึ้นว่า “ ก็เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นแหละ เจ้าจะเริ่มการประชุมเลยก็ได้ เพราะเจ้าพวกนั้นมันก็ไม่ค่อยได้เข้าประชุมสักเท่าไหร่ ”
หน้ากากคนอื่นๆเองก็เห็นด้วยเพราะพวกที่ไม่อยู่ที่นี้ก็ไม่ค่อยได้เข้าประชุมสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอาผิดพวกเขา เพราะคนที่ไม่ค่อยเข้าประชุมก็คือพวกสิบสามพิทักษ์ทมิฬ
สำหรับสิบสามผู้พิทักษ์ทมิฬพวกเขานับว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งและทรงพลัง เพราะฉะนั้นแล้วต่อให้เป็นผู้นำองค์กรแสงทมิฬบางครั้งก็อาจจะต้องหลับตาข้าง
แต่ในสถานการณ์ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน ผู้นำจึงได้หยิบเอาเครื่องมือสื่อสารและติดต่อไปหาพวกที่ไม่ยอมเข้าประชุมทันที
“ รอพวกมันสักหน่อยแล้วกัน ในใช่วงเวลานี้ก็อ่านข้อมูลที่จัดเตรียมให้ ” ผู้นำกล่าว
ทุกๆคนในห้องประชุมจึงได้อ่านข้อมูลที่่ผู้นำมอบให้มา
ไม่นานพวกเขาก็มองหน้ากันก่อนที่จะแสดงถึงความประหลาดใจออกมา
“ เส้นทางเล็กๆแบบนั้นจะมียอดฝีมือระดับนี้ได้อย่างไร? ”
“ นั้นสิ เส้นทางจิวหยางเป็นเพียงแค่เส้นทางเล็กๆ แต่ตระกูลหนานนั้นมียอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์หรือแม้กระทั้งเซียนอมตะอยู่ด้วย ”
“ แล้วแบบนี้แผนการณ์รวมเส้นทางทั้งหมดจะมีปัญหาหรือไม่? ”
เหล่าตัวตนระดับสูงขององค์กรแสงทมิฬต่างก็พูดคุยกันด้วยความจริงจังขึ้นมา พวกเขารู้ดีว่ายอดฝีมือระดับเซียนอมตะนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก พวกเขาถือว่าทำลายเส้นทางเล็กๆได้ด้วยตัวคนเดียว การที่จู่ๆก็มีกองกำลังลึกลับแห่งหนึ่งมียอดฝีมือระดับเซียนอมตะปรากฏขึ้น อาจจะทำให้แผนการณ์ของพวกเขาต้องเกิดปัญหาขึ้นมาได้
สำหรับที่ว่าทำไมพวกเขาถึงคิดว่าตระกูลหนานมียอดฝีมือระดับเซียนอมตะอยู่ด้วยก็เพราะพวกเขาคาดเดาเอาทั้งนั้น เนื่องจากการที่พวกเขาส่งยอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์ออกมาได้ก็แสดงว่าพวกเขาจะต้องมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าเซียนนิรันดร์อยู่อย่างแน่นอน
ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมจู่ๆท่านผู้นำจึงได้เรียกประชุมฉุุกเฉินแบบนี้ แถมยังตามพวกสิบสามพิทักษ์ทมิฬมาให้ครบอีกด้วย
ไม่นานนักภาพโฮโลแกรมอีกเจ็ดภาพก็ปรากฏขึ้น พวกเขาทั้งเจ็ดคือพิทักษ์ทมิฬทีไม่ได้เข้ามาประชุมเมื่อครู่
หลังจากที่พวกเขาถูกผู้นำตามให้เข้าร่วมประชุม พวกเขาจึงต้องมาเข้าร่วมอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเห็นว่าทุกๆคนมากันครบแล้ว ผู้นำองค์กรจึงได้อธิบายถึงกลุ่มของหน้ากากหัวกะโหลกที่ถูกตระกูลหนานจัดการ
เมื่อเหล่าสิบสามพิทักษ์ทมิฬได้รับฟัง พวกเขาก็เข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้เป็นอย่างดี
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องการก็คือการที่พวกเขาไม่มีข้อมูลของตระกูลหนานเลย เพราะข้อมูลของตระกูลหนานนั้นมีอยู่น้อยมากๆ
“ หัวหน้าข้าคิดว่างานสืบข่าวนี้ข้าจะเป็นคนลงมือด้วยตัวเอง ” หน้ากากผีเสื้อที่เป็นหนึ่งในสิบสามพิทักษ์กล่าวขึ้น
คนอื่นๆเองก็เห็นด้วยเพราะความสามารถการหาข่าวของหน้ากากผีเสื้อนั้นยอดเยี่ยมมาก เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในด้านการหาข่าวเลยทีเดียว
“ ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็รอให้หน้ากากผีเสื้อหาข่าวก่อนแล้วกัน จากนั้นพวกเราค่อยมาหาข้อสรุปอีกที ส่วนเส้นทางอื่นๆก็ให้ทำตามแผนเดิม ” ผู้นำองค์กรกล่าวจบเขาก็เลิกการประชุม
หลังจากที่ทั้งหมดแยกย้ายกันไปแล้ว ผู้นำองค์กรก็ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆเป็นจังหวะพร้อมกับใช้ความคิดไปด้วย
“ ดูเหมือนว่าตระกูลหนานน่าจะเป็นกองกำลังลับที่แข็งแกร่งจริงๆ คาดว่าการที่จะเอาชนะตระกูลหนานได้จำเป็นต้องทุ่มสุดตัว ” ผู้นำองค์กรพึมพำเบาๆ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่รุ่นเยาว์ทั้งหมดจะต้องออกมาจากพื้นที่มิติพิเศษแล้ว
เวลานี้บริเวณรอบๆยอดเขาเทียนเจียงจำนวนผู้ชมก็นับว่าเยอะกว่าช่วงที่องค์กรแสงทมิฬปรากฏตัวอยู่มาก เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ทำให้ยอดฝีมือทั้งหลายผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ไม่ได้ไว้วางใจที่สุดเนื่องจากพวกเขาได้ยินมาว่าเส้นทางอื่นๆนอกจากเส้นทางจิวหยางองค์กรแสงทมิฬก็ปรากฏตัวขึ้นและเข้าโจมตีกองกำลังผู้ปกครองเส้นทางจนทำให้เหล่าผู้ปกครองพ่ายแพ้และถูกยึดเส้นทางไปแล้ว
เวลานี้เส้นทางมากกว่าห้าเส้นทางถูกองค์กรแสงทมิฬยึดครองไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้หนานหมิงเองก็ทราบข่าวเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้หนานหมิงยังได้รับข้อมูลจากหลู่เซียงว่าองค์กรแสงทมิฬเป็นองค์กรลึกลับที่ถูกก่อตั้งมานับร้อยปีแล้ว แต่พวกเขาไม่ได้แสดงความแข็งแกร่งออกมา จนกระทั้งเมื่อไม่นานมานี้พวกเขาจึงได้วางแผนยึดครองเส้นทางต่างๆมาเป็นของตัวเอง
ว่ากันว่ายอดฝีมือขององค์กรแสงทมิฬมีแม้กระทั้งเซียนอมตะด้วยซ้ำ แต่นั้นก็ไม่ได้เป็นภัยต่อตระกูลหนาน แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือสถานที่ตั้งของพวกมัน เพราะหน้ากากหัวกะโหลกเป็นเพียงแค่หัวหน้ากลุ่มย่อยเท่านั้น จึงไม่สามารถรับรู้ว่าฐานที่อยู่หลักขององค์กรแสงทมิฬอยู่ที่ไหน
เพราะแบบนี้หนานหมิงจึงไม่สามารถตามสืบได้เลยว่าที่อยู่ขององค์กรแสงทมิฬอยู่ที่ไหนกันแน่