บทที่ สิบหก
ไร้การงาน
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยลอดผ่านหน้าต่างกระดาษขาวของห้องหนังสือในเรือนหลักสาดส่องลงบนชั้นหนังสือไม้หอมที่เรียงรายเป็ระเบียบ ฟ่านซือินั่งอยู่หลังโต๊ะมือหนึ่งยังถือพู่กันค้างขณะกำลังเขียนรายงาน อีกมือกำลังวางยกถ้วยชาที่พึ่งยกขึ้นดื่มเพื่อคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการประชุมราชการเมื่อเช้า
ก่อนจะมีเสียงเคาะที่หน้าประตู “ท่านพ่อลูกเองเ้าค่ะ”เสียงของบุตรสาวดังแจ้งก่อนเข้ามาฟ่านซือิจึงเอ่ยอนุญาตทันที
ฟ่านหนิงก้าวเข้ามาด้วยชุดกระโปรงผ้ายาวกรอมพื้นพอเข้าใกล้ก็ย่อตัวคำนับ “ท่านพ่อ กลับมาจากประชุมเหน็ดเหนื่อยหรือไม่เ้าคะ?”
ผู้เป็บิดาเงยหน้ามาเห็นบุตรสาวผู้งดงามก็มิอาจห้ามรอยยิ้มอบอุ่นได้“ล้าอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับหนักหนาเพียงเื่หารือราชการตามปกติ พวกขุนนางแต่ละคนต่างก็พูดมากเสียจนปวดศีรษะ” เขาหัวเราะเบาๆ วางพู่กันลงแล้วหันมามองนาง “แล้วเ้าล่ะเหยาจู วันก่อนไม่ค่อยสบายดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่”
ฟ่านหนิงยิ้มบาง “หลังได้พักผ่อนก็ดีขึ้นเ้าค่ะอีกทั้ง่เช้าวันนี้ลูกได้ฝึกพิณกับเข้าครัวทำขนมมานิดหน่อยกำลังอยู่ในเตาเ้าค่ะ ถ้าเสร็จแล้วเอามาให้ท่านพ่อด้วย” จากนั้นนางก็หยุดเล็กน้อยแล้วมองสบตาบิดาสีหน้าฉายแววกังวลบางอย่างที่เก็บไว้ในใจมานาน “ท่านพ่อเ้าคะข้ามีเื่หนึ่งอยากพูด”
ฟ่านซือิขยับท่านั่งตรงขึ้นสีหน้าสงสัย “ว่ามาสิ มีอันใด?”
หญิงสาวสูดลมหายใจเล็กน้อยเพื่อรวบรวมความคิดก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ข้าสังเกตเห็นว่าไม่นานนี้ สกุลเจิ้งมักพยายามเข้ามาตีสนิทกับท่านอยู่บ่อยครั้งเ้ากรมคลังเจิ้งดูเหมือนจะปรารถนาสร้างไมตรีเกินสมควรข้าเพียงอยากให้ท่านพ่อไตร่ตรองให้มาก บางที...เราอาจจะควรอยู่ห่างจากพวกเขาไว้บ้างก็ดี”
บิดาของนางนั่งนิ่งฟังใบหน้าเรียบสงบ ไม่ได้ฉุนเฉียวหรือแสดงความรำคาญที่ถูกบุตรีเตือนหากแต่สุดท้ายกลับส่ายหน้าช้าๆ “เหยาจู เ้าคิดมากไปหรือไม่เ้ากรมคลังเจิ้งนั้นเป็คนสุภาพ มีอัธยาศัยดีมีมิตรอยู่มากทั้งมีความสามารถทางการงาน ไม่เคยทำเื่ที่เสียหายสักครั้งคบหาคนเช่นนี้มิใช่เื่เลวร้ายแต่อย่างใด”
ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากแน่นเล็กน้อยแววตาฉายความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน “ท่านพ่อที่ท่านเห็นอาจเป็เพียงฉากหน้า แต่เบื้องลึกแล้วอาจมีเพียงแผนการอยู่เื้ัข้าเพียงอยากให้ท่านระวังเอาไว้ก็ไม่เสียหายนี่เ้าคะ”
“โธ่” เสียงบิดานุ่มลงแต่แฝงความหนักแน่นอยู่ในที“เ้าอย่ากังวลไปนัก คนเราล้วนมีวิจารณญาณของตนเองพ่อไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกง่ายๆ”
ถ้อยคำนี้แม้จะอ่อนโยนหากแต่สำหรับฟ่านหนิงกลับเหมือนประตูที่ปิดลงตรงหน้านางรู้ว่าบิดามีความเชื่อมั่นในสายตาของตนเองมากเพียงใดต่อให้นางเอ่ยมากกว่านี้ก็อาจไร้ผล สีหน้าของนางจึงหม่นหมองลงแต่ก็เพียงค้อมศีรษะตอบเบา “เ้าค่ะข้าเพียงหวังให้ท่านลองตรองดูดีๆ”เพราะว่าท่านจะถูกภาพลักษณ์ของสกุลเจิ้งหลอกเข้าอย่างจังพวกเราในชาติที่แล้วก็ล้วนโดนด้วยกันทั้งนั้น
บิดายกยิ้มบางพลางยืนขึ้นแล้วเดินมาลูบไหล่บุตรสาว“ความห่วงใยของเ้าพ่อเข้าใจดี แต่อย่ามัวเก็บมาคิดมากนัก”
ฟ่านหนิงย่อกายคารวะอีกครั้งแล้วหมุนกายเดินออกจากห้องหนังสือ เสียงฝีเท้าเบาราวกับไร้น้ำหนักแต่ในใจกลับหนักอึ้ง ความกังวลไม่ยอมสลายเมื่อบิดาไม่ยอมเชื่อคำของนาง
ทันทีที่กลับถึงห้องพักของตนฟ่านหนิงนั่งลงข้างหน้าต่างโดยทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้แรงกว่าปกติเพื่อลดความอึดอัดในอก“หากท่านพ่อไม่เชื่อคำเตือนเช่นนั้นข้าก็จำเป็ต้องคิดหาหนทางสำรองไว้เอง” นางพึมพำกับตนเองแววตาเปล่งประกายจริงจังขึ้นมาแทนที่ความเศร้า
ฟ่านหนิงเริ่มไล่ทบทวนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวพันกับสกุลเจิ้งคำเล่าลือที่แว่วเข้าหู ล้วนแล้วแต่ไม่อาจละเลยได้ นางหยิบพู่กันขึ้นขีดเขียนบนแผ่นกระดาษเป็เส้นโยงไปมา บางจุดเขียนวงกลมทับ บางจุดเขียนคำถามไว้
รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นตรงมุมปาก “อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยให้พวกเ้าสมใจง่ายๆ” หลังจากนั้นนางก็เขียนทุกสิ่งที่พอนึกออกไปลงไปบนกระดาษ
จนกระทั่งขณะที่ฟ่านหนิงเพิ่งม้วนกระดาษที่เขียนโยงความคิดเอาไว้เตรียมเก็บเข้าลิ้นชักทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น “คุณหนูเ้าคะ” เป็เสียงของสาวใช้คนสนิทที่อยู่ภายนอก
“มีเื่ใด?”ฟ่านหนิงเอ่ยถามขณะหันสายตาไปยังประตู
สาวใช้ขยับเข้ามาแล้วรายงานด้วยท่าทางสงบเรียบร้อย“คุณชายเล็กเพิ่งพักศึกษาตำรากับอาจารย์เ้าค่ะตอนนี้กำลังจะไปที่ศาลา บ่าวมาเรียนตามที่คุณหนูใหญ่ฝากไว้เ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงดวงตาฉายแววเอ็นดูทันทีเมื่อคิดถึงน้องชาย“เช่นนั้นก็ดี เดี๋ยวข้าจะเตรียมขนมไปให้”
นางดึงผ้าคลุมแล้วก้าวออกจากห้อง ตรงไปยังครัวของเรือนใหญ่กลิ่นฟืนผสมกับกลิ่นหอมอุ่นของเตาอบลอยอบอวล ขนมที่ทำจากถั่วเขียวบดผสมน้ำผึ้งคลุกกับแป้งสาลีแล้วปั้นเป็ก้อนกลมห่อไส้ถั่วหอมฟ่านหนิงดึงเอาขนมที่อยู่ในเตาดินร้อนออกมาจัดวางบนถาดโดยเมื่ออบจนผิวด้านนอกเป็สีน้ำตาลอ่อน และส่งกลิ่นหอมหวานกรุ่นคลุ้งไปทั้งครัวเช่นนี้
ฟ่านหนิงยิ้มพอใจเมื่อเห็นขนมออกมาได้หน้าตาดูดีแล้วแบ่งเป็สามส่วน ส่วนหนึ่งส่งให้สาวใช้นำไปมอบกับบิดาที่อยู่ห้องหนังสืออีกส่วนให้กับมารดาที่กำลังต้อนรับแขกในห้องโถงใหญ่และอีกส่วนฟ่านหนิงถือไว้ด้วยตนเองเพื่อจะนำไปให้ฟ่านเฉิง
นางเดินไปยังศาลากลางสวนด้านข้างที่รายล้อมด้วยต้นไม้และบุปผาพอไปถึงก็เห็นฟ่านเฉิงสวมชุดผ้าแพรสีเทาเงินนั่งเอนกายพิงเสาศาลารอนางด้วยท่าทางสบายๆใบหน้าน้องชายอ่อนเยาว์เผยรอยยิ้มเมื่อเห็นถาดขนมในมือนาง
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่เหยาจูต้องเตรียมของอร่อยมาให้” ฟ่านเฉิงรีบลุกขึ้นมารับด้วยความยินดี
“เห็นทีเ้าคงหิวแล้วสิ”ฟ่านหนิงหัวเราะเบาวางถาดบนโต๊ะหินในศาลา “นี่เป็ขนมถั่วอบพึ่งออกจากเตา ยังร้อนอยู่ระวังลิ้นด้วย”
ทั้งสองนั่งลงตรงข้ามกันฟ่านเฉิงหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมากัด ดวงตาเป็ประกาย “หอมมากเลยพี่ท่านแม่คงชอบใจแน่ พี่เหยาจูทำขนมอร่อยขึ้นทุกวัน”
ฟ่านหนิงยกถ้วยชามารินให้น้องชายเอ่ยอย่างอ่อนโยน“กินช้าๆ อย่าใจร้อน ดื่มชาด้วยเดี๋ยวจะติดคอ”
เสียงหัวเราะเบาสลับกับการพูดหยอกล้อทำให้บรรยากาศศาลาผ่อนคลายฟ่านเฉิงเล่าเื่ตลกเกี่ยวกับอาจารย์ที่สอนตำราตอนเช้า จนฟ่านหนิงหลุดหัวเราะตามอย่างห้ามไม่อยู่แล้วจู่ๆ ฟ่านเฉิงก็หยุดชะงัก สายตาเบนออกไปทางด้านข้างใต้เงาต้นไม้ใหญ่แล้วเอ่ยเสียงเบาแต่แฝงความตื่นเต้น “นั่นไม่ใช่ซื่อจื่อหลินฝูโหวหรือขอรับ?”
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วพอหันไปตามทิศทางที่น้องชายชี้ดวงตาของนางก็เบิกกว้างทันที ร่างสูงสง่าในชุดยาวสีเข้มยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใบหน้าคมคายสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับจับจ้องมายังทางศาลา ใช่แล้ว...จ้าวจวิ้นหยาง!
หัวใจของฟ่านหนิงเต้นกระหน่ำ ‘นี่บุกเข้ามารังควานนางถึงจวนสกุลฟ่านเชียวหรือ’ ความคิดแรกผุดขึ้นคือความลำบากใจ จะลุกหนีก็เสียมารยาท จะอยู่นิ่งก็ดูอึดอัด
ในขณะที่นางยังหาคำตอบไม่เจอจะทำอย่างไรฟ่านเฉิงรีบลุกขึ้นค้อมตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม “คารวะซื่อจื่อ”
จ้าวจวิ้นหยางยกยิ้มเล็กน้อยสายตายังคงทอดมาที่ฟ่านหนิงก่อนจะก้าวเข้ามาในศาลาอย่างไม่รีบร้อนก้าวย่างดั่งผู้ที่คุ้นเคยทุกสถานที่
“ท่านแม่รับคำไหว้วานของเสียนไท่เฟยให้มาพบฮูหยินฟ่านเขาจึงแวะมาด้วย” น้ำเสียงทุ้มชัดเอ่ยขึ้น
ฟ่านเฉิงยกมือเชื้อเชิญ “เช่นนั้นซื่อจื่อจะนั่งร่วมกับพวกเราหรือไม่ข้ากำลังพักจากตำราพอดี คงอยู่อีกสักครู่ขอรับ”
จ้าวจวิ้นหยางพยักหน้าเล็กน้อยแล้วนั่งลงตรงข้ามฟ่านหนิงโดยไม่เกรงใจว่าฟ่านเฉิงเอ่ยตามมารยาทเท่านั้นดวงตาคมเข้มยังคงกวาดมองนางจนฟ่านหนิงต้องเบือนหน้าไปทางอื่นแทน
เป็อีกครั้งที่ฟ่านเฉิงเริ่มบทสนทนา“วันนี้ท่านอาจารย์ของข้าพร่ำบ่นนัก ข้าเกือบจะหลับคาตำราทำไมกันนะบุรุษจึงต้องศึกษาตำรามากเช่นนี้ ดีที่พี่เหยาจูเอาขนมมาปลุกสติ” ว่าจบพลางชี้มาที่ขนมในจาน
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะให้กับท่าทางโอดครวญของเด็กชายพร้อมกับดวงตาเหลือบมองขนมถั่วอบที่วางอยู่ “หน้าตาดูดีทั้งมีกลิ่นหอมซื้อมาจากร้านใด?”
ฟ่านเฉิงได้ยินก็ภูมิใจแทนคนทำจึงรีบหันไปชี้สตรีหนึ่งเดียวในศาลา ฟ่านหนิงจึงต้องรับอย่างจำใจ “ข้าเป็คนทำเองเ้าค่ะ”
จ้าวจวิ้นหยางเหลือบตากลับมามองตรง “น่าสนใจ”จากนั้นเขาก็หยิบชิ้นหนึ่งขึ้นลิ้มรสโอยไม่เอ่ยถามเ้าบ้านก่อนสีหน้าที่เรียบนิ่งคลี่ออกเล็กน้อยเหมือนพอใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำชมตรงๆเพียงกล่าวอย่างเรียบ “ไม่เลว”
ฟ่านเฉิงหัวเราะลั่น “ใช่ไหมขอรับซื่อจื่อ พี่เหยาจูของข้า ทำสิ่งใดก็ประณีตเสมอ”
“เป็จริงเช่นนั้น”จ้าวจวิ้นหยางตอบเสียงเรียบแต่สายตาคมกริบที่เหมือนจะยียวนหันมาประสานกับฟ่านหนิงอีกครั้ง “ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็เต็มที่สมกับเป็คุณหนูใหญ่สกุลฟ่าน”
หลังจากนั้นบทสนทนายังคงดำเนินต่อไปหากแต่ส่วนมากเป็ของบุรุษที่คุยกันจนกระทั่งมีเสียงสาวใช้ก็ดังขึ้นจากด้านล่างศาลา “คุณชายเล็กเ้าคะอาจารย์ให้มาตามท่านไปอ่านตำราต่อเ้าค่ะ”
จบคำฟ่านเฉิงทำหน้ามุ่ยทันทีหันไปกระซิบกับพี่สาว “เห็นหรือไม่ ข้าเพิ่งได้ลิ้มรสขนมยังไม่ทันไรก็ต้องกลับไปท่องตำราอีกแล้ว ท่านอาจารย์ไม่ละเว้นข้าจริงๆ” จากนั้นก็หันไปคำนับจ้าวจวิ้นหยาง“ซื่อจื่อโปรดอภัย ข้าคงต้องไปก่อน”
“ไม่เป็ไร”จ้าวจวิ้นหยางตอบสั้นๆ
หลังจากฟ่านเฉิงเดินกลับไปศึกษาตำราตามเดิมแล้วบรรยากาศในศาลากลางสวนก็เหลือเพียงความเงียบสงบระหว่างฟ่านหนิงกับจ้าวจวิ้นหยางก่อนที่ฟ่านหนิงเบนสายตาไปมองสาวใช้ที่ยังยืนอยู่ริมนอกศาลาพลางออกคำสั่งเสียงเรียบ “ไปนำชากับขนมชุดใหม่มาจากครัวแล้วเก็บถาดพวกนี้กลับไปเสีย”
สาวใช้ในจวนรีบรับคำ “เ้าค่ะ”ขณะกำลังจะก้าวเข้ามาเก็บชุดจานและน้ำชาแต่ยังไม่ทันได้แตะขอบจาน จ้าวจวิ้นหยางกลับเหยียดแขนยาวออกไปดึงถาดขนมถั่วอบเข้ามาใกล้ตัว ใบหน้าแฝงรอยยิ้มที่ทำเอาฟ่านหนิงนึกหมั่นไส้ในใจ “ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ข้าจะกินอันนี้”
ฟ่านหนิงยกคิ้วขึ้นน้อยๆ แววตาเ็าส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอม “ขนมด้อยฝีมือเช่นนี้ไม่เหมาะกับซื่อจื่อผู้สูงส่งนักอย่าได้ลิ้มรสให้เสียลิ้นอีกเลยเ้าค่ะ”เอ่ยจบนางก็เอื้อมมือฉับคว้าจานออกจากมือเขาอย่างเด็ดขาดแล้วหันไปเรียกสาวใช้ “เอาไปเก็บเสีย”
สาวใช้ที่ตัวสั่นรับถาดไปอย่างเกรงๆรีบก้มศีรษะแล้ววิ่งออกจากศาลาไป ฟ่านหนิงหันกลับมาสบตาเขา หญิงสาวตั้งใจแล้วต้องหาวิธีตัดชายหนุ่มผู้ออกไปให้เร็วที่สุดถึงจะเจอกันอีกก็ไม่ต้องมาทักทาย ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งมีแต่ก่อปัญหาให้เปล่าๆ สายตาที่นางใช้มองอีกฝ่ายจึงแข็งกร้าวเป็พิเศษ
“ซื่อจื่อ หากไม่้ารับขนมอื่นแล้ว ก็คงหมายความว่าท่านประสงค์จะกลับแล้วกระมัง” น้ำเสียงแม้ไม่ดังนัก แต่แฝงแววไล่ชัดเจน
แต่แทนที่จ้าวจวิ้นหยางจะลุกขึ้นเดินออกไปเขากลับเอนกายเล็กน้อยสีหน้าผ่อนคลายเสียจนเหมือนไม่ได้ยินถ้อยคำนั้น ดวงตาคมยังมองตรงมาที่นางไม่วางฟ่านหนิงข่มอารมณ์ พลางคิดว่าหากปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปต้องยิ่งวุ่นวายนางจึงลุกยืนเตรียมจะเดินออกจากศาลาเอง
ทว่าเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกวน“ช่างไร้มารยาทนัก กล้าทิ้งแขกกลางคันเช่นนี้หรือ?”
ฟ่านหนิงหยุดชะงักทันทีก่อนเอียงศีรษะเล็กน้อยหันกลับมาสบตาเขา เสียงของนางต่ำลงแฝงแววท้าทาย “แต่ท่านไม่ใช่แขกของข้า อีกทั้งข้ายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากจึงจำต้องขอตัวไปก่อนต่างจากซื่อจื่อที่วันๆ ช่างไร้การไร้งานเสียจริง” น้ำเสียงนางแสดงชัดว่าไม่ใส่ใจฐานะซื่อจื่อเื้ักล่าวกระทบอย่างปากกล้าเช่นนี้
ซึ่งคำพูดกระทบกระเทียบนั้นทำให้ดวงตาของจ้าวจวิ้นหยางวูบไหวราวกับไฟที่ถูกจุดขึ้น ฟ่านหนิงตั้งใจอยู่แล้วว่านางจะใช้วาจากระตุ้นให้เขาให้เกิดโทสะโดยนางรู้ว่าเขาไม่ชอบคนที่วิจารณ์การทำตัวที่ไม่เป็หลักเป็แหล่งของตนเอง จากนี้เขาจะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับนางอีก
แต่ทันใดนั้นเองเสียงระบบที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยก็ดังขึ้นในหัวทั้งที่ไม่เกี่ยวกับภารกิจ【รักษาภาพลักษณ์นางร้าย+3】 ข้อความนี้ทำฟ่านหนิงแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่นางแอบชำเลืองตัวเลขคะแนนที่เพิ่มขึ้น ก่อนยกยิ้มมุมปากพอใจไม่คิดเลยว่าแค่เอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ก็ได้คะแนนเพิ่มด้วย
แต่ใครจะไปรู้ว่ารอยยิ้มนั้นกลับสะกิดหัวใจของอีกฝ่ายอย่างแรงเพราะคิดว่านางยิ้มยั่วเขาจ้าวจวิ้นหยางเบิกตากว้างถึงกับลุกพรวด ริมฝีปากกระตุกราวกับไม่อยากเชื่อ ที่ไม่คิดว่าจะมีใครกล้ากล่าววาจาท้าทายหรือกล้ายั่วล้อด้วยรอยยิ้มเช่นนี้
คนที่เป็ถึงซื่อจื่อหลินฝูโหวที่ใครๆก็รู้ว่าไม่ควรขัดใจ เพราะถ้าเขาเอาจริงไม่ว่าสิ่งก็อยู่ในมือเื่ที่เขาไม่ได้เข้ารับงานในกรมไม่ใช่เพราะไม่มีฝีมือแต่เพราะไม่้าทั้งที่หากเพียงตนพยักหน้า ฮ่องเต้ก็สามารถโปรดสั่งการให้ได้ในทันที
เขาจึงขบกรามแน่นดวงตาคมจ้องตรงมายังหญิงสาวที่ดูจะล้อเล่นกับสิ่งที่ไม่ควรเขาพลางเอ่ยเสียงต่ำ “ข้าไม่ทำเพราะข้าไม่้าทำเ้าอย่าทำเป็รู้ดี”
ครานี้ฟ่านหนิงยกยิ้มเยาะออกมาจริงๆไม่ได้เป็เพียงรอยยิ้มที่อีกฝ่ายทึกทักไปเองว่านางท้าทายจากนั้นริมฝีปากบางเอื้อนคำเบาราวกระซิบ แต่เต็มไปด้วยการดูแคลน “ก็แค่ข้ออ้างของคนที่ไม่กล้า” ใส่ร่างสูงที่จ้องนางไม่วางตา
หากในใจฟ่านหนิงกำลังเอ่ยสมน้ำหน้า ‘เพราะท่านเออระเหยเช่นนี้อย่างไร ถังหลันชิงถึงไม่เลือกท่าน’ ถึงเขาจะล้อเล่นกับอารมณ์คุกรุ่นอีกฝ่าย แต่ฟ่านหนิงรู้อยู่เต็มอกว่าจ้าวจวิ้นหยางมีความสามารถเพียงใดเพียงคำพูดของนางล้วนมีไว้เพื่อกระทบกระเทียบให้เขารำคาญ โกรธหรือจะเกลียดหน้านางไปเลยก็ได้จะได้ตัดปัญหาไม่ต้องมาพบเจออีก
และเหมือนจะได้ได้ผลดี “เ้า!”จ้าวจวิ้นหยางเอ่ยลั่น ดวงตาค่อยๆ เข้มข้นราวพายุมือใหญ่พุ่งเข้ามาจะคว้าแขนของนางแน่น ความร้อนแรงจากฝ่ามือแผ่ซ่านจนฟ่านหนิงสะดุ้งอย่างไม่คาดคิดแต่เพียงครู่ก็รีบปล่อยออก ที่ทำไปเพียงเผลอตัว เพราะอย่างไรเขาก็ไม่ชอบการโดนตัวผู้ใดเป็ทุนเดิม
แต่สายตายังไม่ลดความถมึงทึงฟ่านหนิงก็ไม่ยอมแพ้สายตาของนางก็ถลึงกลับไปเช่นกัน ไม่มีการลดราวาศอกแม้แต่น้อยเป็ไฟผลาญไฟกลับไป กลีบปากเรียวเม้มแน่นไม่ยอมแสดงความหวาดหวั่น
บรรยากาศในศาลาจึงตึงเครียดแทบจะะเิออกหากมิใช่ว่าในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงสาวใช้จากเรือนใหญ่ของฮูหยินฟ่านก็ดังขึ้นมาจากด้านล่างศาลา“ซื่อจื่อเ้าคะ ฮูหยินใหญ่ให้มาแจ้งว่าองค์หญิงฉิงกำลังจะกลับแล้วเ้าค่ะ”
จังหวะนี้ฟ่านหนิงสบโอกาสสะบัดตัวก้าวถอยไปก่อนผายมืออย่างเ็า“เชิญเ้าค่ะ”รอยยิ้มยั่วที่มุมปากยังคงติดอยู่แต่สายตากลับเย็นะเืราวกับบอกชัดว่า ‘ไปเสียเถิด ข้าไม่ต้อนรับ’
เมื่อร่างสูงเดินจากไปฟ่านหนิงก็ทรุดตัวนั่งลงที่เดิมถอนใจอย่างโล่งอก ตอนที่เอ่ยยั่วล้อนางก็กลัวอยู่ว่าเขาจะไม่บีบคอนางหักไปเสียก่อน‘เห็นทีน่าจะสำเร็จ’ เขาน่าจะโกรธอย่างมากจากนี้น่าจะไม่มายุ่งกับนางแล้ว
ก่อนที่เสียงพึมพำกระซิบเบาๆ ราวลมพัดจะเอ่ย“ระบบ ที่เพิ่มคะแนนเมื่อครู่คืออะไร? ไม่ใช่่ภารกิจก็ได้เพิ่มด้วยหรือ”
“ถูกต้อง เนื่องจากเป็การคงภาพลักษณ์นางร้ายถ้าทำให้ภาพลักษณ์ยังเหมาะสมก็จะมีคะแนนเพิ่มตามที่เหมาะแม้ไม่ใช่่ที่ทำภารกิจ”
ฟ่านหนิงพยักหน้าเข้าใจ เช่นนี้ก็ดี! นางอาจจะเก็บคะแนนไม่รู้ตัวได้เพิ่มอีกก็ได้ หืม...เดี๋ยวก่อน การกระทำเช่นนี้นับว่าเป็เื่ปกติของนางนี่แต่กลับถูกนับว่าเป็ภาพลักษณ์นางร้ายหรือ?ฟ่านหนิงคิดขึ้นมาได้...
นางเป็นางร้ายจากนิสัยจริงๆ หรือนี่เฮ่อ...ไม่สบอารมณ์เสียเลย แต่ช่างเถอะๆนางไล่ความคิดเก่าทิ้งแล้วเอ่ยถามเื่ใหม่ “ว่าแต่การที่จ้าวจวิ้นหยางมาวนๆรอบตัวข้านี่จะไม่กระทบต่อเื่หรือ?ทำไมไม่เห็นตัดคะแนนเส้นเื่เลย”
"แม้จ้าวจวิ้นหยางจะเป็หนึ่งในตัวละครสำคัญแต่ไม่ใช่ตัวเอกขอเพียงไม่ส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักก็ไม่นับว่าทำให้เส้นเื่บิดเบี้ยว"