การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 164 เผ่าวิญญาณสวรรค์อีกคนหนึ่ง

    บทที่ 164 เผ่าวิญญาณสวรรค์อีกคนหนึ่ง
    เสียงของเทพมารดังกังวานในหัวของชิวเหวินเจี้ยน ชายหนุ่มยอมรับว่าตนเองสะดุ้งสุดตัวเหมือนกันในตอนนั้น ยังไม่ทันที่ฝ่าเท้าจะแตะลงสู่พื้น ร่างของอะไรบางอย่างก็พุ่งลงมาจากฟ้า รวดเร็วกว่าเขาหลายเท่าตัวนัก ชิวเหวินเจี้ยนเบี่ยงตัวเองออกไปข้างๆ หลบทางให้กับสิ่งที่ไม่รู้ตัวตนนั้นทำให้เขาเซเสียหลัก
    ชายหนุ่มกลิ้งลงไปกับพื้นแม้จะพยายามตั้งตัวให้ตรงแล้วก็ตามที แขนที่เหลืออยู่ข้างเดียวทำให้เขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างที่ใจตนต้องการ ชายหนุ่มเดาะลิ้นอย่างไม่พึงใจก่อนที่เสียงระเบิดตูมใหญ่จะดังขึ้นหลังจากนั้น สะเก็ดระเบิดพวยพุ่งขึ้นไปบนอากาศ ร่างของชิวเหวินเจี้ยนไร้บาดแผลแม้จะอยู่ใกล้กับจุดกำเนิดมากก็ตามที
    เทพมารทำหน้าที่ของตนได้อย่างดี แม้จะไร้ภาชนะตัวกลางที่จะใช้แสดงพลังแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ หลอมรวมพลังที่อยู่ภายในและเปล่งมันออกมาล้อมรอบกายชิวเหวินเจี้ยน ละอองไฟสีส้มเจือจางลอยอยู่รอบกาย แค่เพียงสะเก็ดระเบิดเฉียดใกล้ก็ถูกเผาผลาญจนสิ้น ชายหนุ่มจึงสามารถยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่รู้สึกอะไร
    เบื้องหน้าพื้นหญ้าที่ทรงคุณค่าของเหล่าเอลฟ์กลายเป็นหลุมกว้าง อาณาบริเวณใหญ่กว่าคนหลายเท่าตัว ควันสีเทาลอยขโมงขึ้นไปสู่อากาศ พอสิ้นเสียงระเบิดดังสนั่นก็ทิ้งไว้แต่ไอร้อนและกลุ่มควันเท่านั้น ชิวเหวินเจี้ยนถอยห่างออกมา พยายามเพ่งสายตาว่าอะไรกันแน่ที่เกือบพุ่งชนเขา
    ‘ไม่บาดเจ็บสินะ’ เทพมารเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าโดยรอบน่าจะปลอดภัยแล้ว เทพมารจึงปลดพลังที่คล้ายม่านพลังของเหล่าเผ่ามารหากแต่ว่าหลอมขึ้นจากไฟนั้นออก แสงสีส้มรอบตัวชิวเหวินเจี้ยนจางหายไป ชายหนุ่มพยักหน้ากล่าวขอบคุณแม้ว่าเทพมารจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น
    ไอความร้อนเริ่มเย็นลงจนในที่สุดอุณหภูมิโดยรอบก็กลับมาเป็นปกติ ควันน่ารำคาญตานั้นหายไปแล้ว ทำให้ชายหนุ่มสามารถมองเห็นภาพเบื้องหน้าได้ชัดเจน มีร่างร่างหนึ่งนอนขดอยู่ที่พื้น ชิวเหวินเจี้ยนขมวดคิ้ว เขาเพ่งพินิจเพียงครู่ก่อนจะพลันเบิกตากว้าง
    “ระดับพลังต่ำมาก...แต่ความรู้สึกนี้ไม่ผิดแน่” ชิวเหวินเจี้ยนถอยห่างออกมา ตอนนี้เขากำลังตกอยู่ที่นั่งลำบาก ชายหนุ่มไม่มีอาวุธติดมือแม้แต่ชิ้นเดียว ที่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้ก็เพราะพลังระดับต่ำของเทพมาร “เผ่าวิญญาณสวรรค์”
    ‘อะไรกัน เจอพวกเดียวกันหรือนี่’ เทพมารหัวเราะในลำคอ ชิวเหวินเจี้ยนไม่ได้โต้กลับไป เขาตั้งท่าเตรียมพร้อม แม้จะไม่มีอาวุธเลยแต่แขนก็ยังเหลืออีกข้าง ส่วนขาทั้งสองก็ฟื้นพลังดีแล้ว สิ่งที่ตกลงมาจากฟ้านี้อาจจะเป็นท่านผู้นั้นที่ซูหยินรับใช้ก็ได้
    ร่างนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นมา เยื้องย่างมาหาชายหนุ่มโดยที่ไม่รู้มีแผลตามร่างกายใดๆ ชิวเหวินเจี้ยนไม่มีความตระหนกอยู่บนใบหน้าอีกแล้ว ที่ฉายอยู่ในดวงตาคือความสงสัยเท่านั้น ชายหนุ่มลูบใบหน้าของตนอย่างเหนื่อยใจตอนที่เห็นร่างสิ่งมีชีวิตตรงหน้าชัดๆ
    สี่ขา...ร่างเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยขนสีขาวโพลน หูตั้งยาวและจมูกที่ขยับฟุดฟิด
    ‘เจ้าบ้าไปแล้วหรือ จิ้งจอกเนี่ยนะ’ เทพมารหัวเราะอย่างถูกใจเสียจนชิวเหวินเจี้ยนอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ในทีแรกที่คิดว่าตัวเองจะโดนตามสังหารหายไปหมดแล้ว ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มอยากรู้มากกว่าว่าเจ้าสุนัขจิ้งจอกสีขาวตรงหน้ามันมีความรู้สึกรอบกายเหมือนเผ่าวิญญาณสวรรค์ได้อย่างไร
    ชายหนุ่มย่อตัวลงจนระดับเท่าเทียมกัน จดจ้องดวงตาสีดำขลับของจิ้งจอกตรงหน้า มันไม่ได้ปลดปล่อยพลังหรือทำร้ายเขาเพียงแต่ใช้สายตาแสนคุ้นเคยจ้องกลับมาเช่นกัน ชิวเหวินเจี้ยนขยับเข้าใกล้อีก ชายหนุ่มยื่นมือเข้าไปหา สุนัขจิ้งจอกกระโดดงับมือของเขาจนชิวเหวินเจี้ยนร้องโอย
    ชายหนุ่มสะบัดมือออก มองหน้าเจ้าสุนัขจิ้งจอกสีขาวอย่างคาดโทษโดยมีเสียงของเทพมารหัวเราะอย่างถูกใจ
    “ให้ตายสิ” ชิวเหวินเจี้ยนเอามือตัวเองถูกข้างลำตัวอย่างเจ็บปวด แม้ว่าฟันของมันจะไม่ได้เข้าไปในเนื้อจนฝากรอยแผลเอาไว้แต่ก็สร้างความปวดหนึบได้ไม่น้อย ชายหนุ่มจ้องมัน “เจ้าเป็นเผ่าวิญญาณสวรรค์จริงหรือนี่ ตั้งแต่ข้าครองบัลลังก์มาไม่เคยเห็นสุนัขจิ้งจอกเลยสักตัวในปราสาทของข้า”
    สิ้นเสียงสุนัขจิ้งจอกที่ดูไร้พลังตรงหน้าก็อ้าปาก ชิวเหวินเจี้ยนไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดของมนุษย์ออกมาจากมัน
    “เจ้าไม่เคยครองบัลลังก์ของท่านหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ เจ้ามนุษย์ต้อยต่ำ!” เสียงของมันแหลมเล็ก แม้จะพยายามตะเบ็งให้ดูเหมือนขู่ทว่าลำตัวสั้นๆ ไม่เกินหน้าขาของสุนัขจิ้งจอกสีขาวตรงหน้าก็ทำให้มันดูน่ารักมากกว่าน่ากลัว
    ชิวเหวินเจี้ยนยกยิ้ม “อะไรกัน เจ้าต่างหากเป็นแค่สุนัขจิ้งจอก บอกข้ามาเสียเถิด เจ้ามีความรู้สึกราวกับเผ่าวิญญาณสวรรค์ได้อย่างไร”
    มันขู่ฟ่อ ดวงตากลมเล็กของมันจ้องชิวเหวินเจี้ยนเขม็งก่อนจะตั้งหางขู่คำรามทั้งที่ทำได้เพียงเสียงฟ่อเบาๆ ชิวเหวินเจี้ยนอดขำไม่ได้กับภาพตรงหน้า ก็เจ้าจิ้งจอกขาวนี่ตัวประมาณเท่าสี่ฝ่ามือเท่านั้น แค่เพียงเขาเตะมันก็คงกระเด็นไปไกลแล้ว แต่ทว่าดูท่ามันจะไม่เกรงกลัวเขาสักนิด
    “เพราะข้าเป็นเผ่าวิญญาณสวรรค์ยังไงล่ะ เจ้ามนุษย์โง่!” จิ้งจอกขาวตะโกนใส่ “ขำอะไรของเจ้า”
    ชิวเหวินเจี้ยนกลั้นหัวเราะก่อนจะโบกมือปัด “เปล่า ข้าไม่ได้หัวเราะ”
    “เจ้าหัวเราะล้อเลียนข้าอยู่!”
    “ข้าแค่แปลกใจ ข้าไม่เคยเห็นเจ้าอยู่ในปราสาท” ชิวเหวินเจี้ยนบอกไปตรงๆ เขาไม่ได้ปิดบังหรือหลีกเลี่ยงว่าตนเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เลย เพราะจิ้งจอกตรงหน้ามีความรู้สึกของเผ่าวิญญาณสวรรค์อยู่ มีความเป็นไปได้มากว่าจะมาจากปราสาทสีทองของเขา ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเขาก็จะอาศัยเจ้าจิ้งจอกสีขาวนี่แหละกลับไปยังที่ที่เขาจากมาเสียตอนนี้เลย!
    มันนิ่งไปครู่หนึ่ง “เจ้าเป็นแค่มนุษย์ เหตุใดจึงพูดเหมือนเคยอยู่ที่นั่น”
    ชิวเหวินเจี้ยนเข้าใกล้มัน เอามือห่างจากจิ้งจอกตัวเล็กตรงหน้า อดขำเสียงแหลมๆ และตัวฟูๆ ของมันไม่ได้
    “ก็ข้าเป็นเจ้าของ จะไม่รู้ทุกเรื่องได้อย่างไรเล่า”
    จิ้งจอกสีขาวขู่ฟ่อ มันพยายามพองตัวเองและกระโจนใส่เขา ชิวเหวินเจี้ยนแค่เพียงขยับถอยหลังมันก็กัดเขาไม่ได้แล้ว ชายหนุ่มหลบเลี่ยงการโจมตีด้วยฟันเล็กๆ นั้นอย่างง่ายดาย จึงมองไปคล้ายกับว่าเจ้าของกำลังเล่นกับลูกสุนัขอย่างไรอย่างนั้น
    “เจ้าอย่ามาอ้างชื่อของท่านหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอนะ สามหาวยิ่งนัก เจ้ามนุษย์!” มันพยายามกระโดดใส่เขาอย่างไม่ลดละ ยิ่งเห็นว่าชิวเหวินเจี้ยนหลบได้อย่างง่ายดายแล้วเจ้าสุนัขจิ้งจอกสีขาวก็ยิ่งหงุดหงิดใจ
    “อะไร” ชิวเหวินเจี้ยนเห็นแบบนั้นก็นึกสนุก เขาเริ่มจำความได้แล้วว่าเจ้าสุนัขจิ้งจอกตรงหน้าเป็นใคร ดูท่าแล้วจะเป็นเผ่าวิญญาณสวรรค์ไม่ผิดเป็นแน่และเจ้านี่ก็ไม่ได้เป็นพิษภัย กลับกันช่างน่ากลั่นแกล้งเสียยิ่งกว่าใครในปราสาท “เจ้าหนิงอะไรนั่นมันสูงส่งขนาดนั้นเลยหรือ มีดีแค่ชื่อเสียกระมัง”
    ‘เจ้านี่ก็บ้า...คนอะไรด่าตัวเองก็เป็น’ เทพมารพูดกับเขา ชิวเหวินเจี้ยนอดตลกตัวเองไม่ได้เหมือนกันจึงได้แต่หัวเราะส่งกลับไป
    ดูเหมือนจะเป็นคำยั่วโมโหที่ดีเลยทีเดียว เพราะจิ้งจอกสีขาวตัวเล็กตรงหน้าจ้องเขาด้วยแววตาวาวโรจน์ จากนั้นมันก็กัดฟันเค้นพลังที่เหลืออยู่น้อยนิดภายในร่างกายกะจ้อยร่อยนั้นออกมา แสงสีทองเปล่งประกายมาจากร่างของมัน ก่อนที่ลมพายุจะเริ่มพัดตอบรับต่อการร่ำร้องขอพลังของมัน
    “ท่านผู้นั้นเป็นนายของข้า ผู้ใดที่ดูถูกจะไม่ตายดีโดยเฉพาะมนุษย์ปากเสียเช่นเจ้า”
    ไม่ผิดแน่...ชิวเหวินเจี้ยนยกยิ้มทันที่ที่สัมผัสได้ถึงพลังของสัตว์สีขาวตรงหน้า เป็นพลังที่คุ้นเคย สัตว์ตัวนี้เคยอยู่เคียงข้างบัลลังก์ของเขา ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก ไม่คิดว่าเวลาสามปีที่อยู่บนโลกมนุษย์เขาจะมีโอกาสได้เจอกับมันอีก---#ขอโทษที่หายไปนะคะ พอดีติดฟรีแล้นซ์อยู่ค่ะ T-T ยังไงสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ในเพจ itwillbendhere หรือทวิตเตอร์ @rennisx นะคะ

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน