ในเวลาเดียวกันกับที่ไป๋ฉีออกมาจาก เดอะ คอสมิค โรสเองก็กลับมาถึงยังพระราชวงศ์ฟินิกซ์เป็นที่เรียบร้อยและตรงเข้าไปหาผู้เป็นย่าหรือราชินีซาร่าในทันที
ซึ่งทางด้านซาร่าเองเมื่อรู้ว่าหลานสาวกลับมาก็ยกยิ้มและเดินออกไปต้อนรับเช่นเดียวกัน สองย่าหลานเมื่อพบหน้าก็กอดกันอย่างรักไคร่ ซาร่ามองซ้ายมองขวาหาว่าที่หลานเขยของเธอแต่ไม่เห็นก็นึกสงสัยจึงได้ก้มลงถามหลานสาว
"หลานบอกว่าไปตามคนรักไง แล้วไหนละหลานเขยของย่า?"
"ฮิฮิ คุณย่าใจร้อนจังเลยนะคะ ตอนนี้งานของเขารัดตัวมากๆหนูก็เลยไม่ได้พาเขามาด้วย"โรสกล่าวกล่าวขบขัน
"โอ้ น่าเสียดายๆ ในตอนที่เขาอยู่ลานประลองเด็กหนุ่มคนนั้นก็ล็อกเอ้าท์ออกไปซะก่อนก็เลยไม่ได้เห็นหน้า ย่าก็อยากรู้เหมือนกันนะว่าผู้ชายที่ครองใจหลานได้จะหน้าตาแบบไหน"
"เอ่อ....หนูว่าคุณย่าก็น่าจะได้เห็นหน้าเขามาบ้างแล้วนะคะ แค่คิดไม่ถึงเท่านั้น เดี๋ยวหนูเปิดรูปของเขาให้ดู"กล่าวจบโรสก็ทำการสั่งให้ AI ขึ้นภาพไป๋ฉีในทันทีและผลักภาพโฮโลแกรมนี้ไปหายายของเธอ
ซาร่าก็เบนสายตามองไปที่รูปนั้น ก่อนที่ดวงตาของเธอจะพลันเบิกกว้างขึ้นมาอย่างกะทันหันด้วยความตกตะลึงราวกับไม่เชื่อในสายตา
"นี่มัน!!"
"นี่แฟนหนูไงค่ะ ชื่อไป๋ฉี ร้อยเอกแห่งหน่วยมังกรขาว เป็นศิษย์ของพี่อู่จินหยาง แล้วก็เป็นนักวิจัยอัจฉริยะที่กำลังเป็นข่าวในตอนนี้ และที่สำคัญกว่านั้น เขามีพลังแฝดเหมือนกับหนู"โรสโปรโมทแฟนหนุ่มของตัวเองให้คุณย่าได้ฟังสุดฤทธิ์ ที่เธอทำแบบนี้เพราะอยากให้ซาร่ารู้ถึงข้อดีของไป๋ฉีทั้งหมด เมื่อถึงเวลาเปิดตัวหากมีสมาชิกในราชวงศ์คัดค้านความสัมพันธ์ของเธอและไป๋ฉี คุณย่าของเธอคนนี้ก็จะจัดการให้เธอเอง โดยเธอไม่ต้องขอร้องด้วยซ้ำ
"นักวิจัย! พลังแฝด! ยอดเยี่ยมๆไปเลย หลานรักนับจากนี้ไปหากใครกล้าขัดขวางหลานท่านย่าคนนี้จะจัดการให้เอง ไม่ต้องห่วงไป"ซาร่ากล่าวขึ้นอย่างอารมณ์ดีและเริงร่า หลานสาวของเธอช่างตาถึงจริงๆ เพราะต้องบอกก่อนว่าพรสวรรค์ของโรสมันคือที่สุดของโลกในตอนนี้แล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คาดหวังว่าหลานเขยของเธอจะต้องมีพลังและพรสวรรค์เหนือกว่าโรสแต่อย่างใด
แต่ใครจะคิดกันว่าโรสจะหาคนรักที่มีพรสวรรค์เทียบเท่าและเหนือว่าเธอได้ ในฐานะของคนเป็นย่าจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร ที่จะได้มีหลานเขยที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้
"ฮิฮิ แต่คุณย่าห้ามบอกเรื่องพลังแฝดของเขากับคนอื่นนะคะ ไป๋ฉีเขาไม่ชอบความุ่นวาย"โรสกล่าว แน่นอนว่าซาร่าก็พยักหน้ารับแต่โดยดี และเธอก็เข้าใจด้วยว่าทำไมไป๋ฉีถึงได้คิดจะปกปิดเรื่องนี้เอาไว้ เพราะในตอนที่โรสเปิดเผยว่าตัวเองมีพลังแฝดก็มีเรื่องวุ่นวายเข้ามาไม่จบไม่สิ้นเช่นเดียวกัน
"วางใจเถอะ ย่าจะไม่ทำเรื่องผิดพลาด อย่างตอนเปิดเผยพลังของหนูอีกแล้ว"ซาร่ากล่าวและลูบผมของหลานสาวอย่างแผวเบาด้วยความเอ็นดู ก่อนที่พวกเธอจะคุยกันเรื่องการแข่งขันและแยกย้ายกันไปพักผ่อนในเวลาต่อมา
หลังจากที่กลับถึงห้องของตัวเองแล้ว แน่นอนว่าโรสก็ได้โทรหาไป๋ฉีในทันทีเพื่อรายงานว่าตนนั้นเดินทางมาถึงวังอย่างปลอดภัยแล้ว แต่ใครจะคิดกันว่าเมื่อโทรไปผู้ชายคนนี้กลับมีเรื่องเล่าให้เธอฟังตั้งมากมายและส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการหมั้นหมายที่ตระกูลอู่จะจัดให้เขาและซุนหรง
"ฮิฮิ"
"เฮ้! นี่เธอหัวเราะอะไรกัน นี่มันเรื่องสำคัญมากเลยนะ พวกเธอไม่หึงฉันบ้างหรืออย่างไร"ไป๋ฉีที่อยู่ปลายสายกล่าวพร้อมกับทำหน้ามุ่ยออกมา ตอนที่เขาไปบ่นเรื่องนี้ให้กับจางจิวลี่และพวกแม่ๆฟัง พวกเธอก็หัวเราะออกมาแบบนี้เหมือนกัน
"ก็เรื่องมันตลกจริงๆนี่ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นคงจะตื้นตันจนน้ำตาไหล แต่นายกลับมากังวลซะอย่างนั้น"โรสกล่าวราวกับมันเป็นเรื่องขบขัน ไป๋ฉีก็ได้แต่ถอนหายใจ
"ความจริง ซุนหรงคนนั้นก็ไม่เลว ความสามารถเรียกได้ว่ายอดเยี่ยม ยิ่งรูปลักษณ์หน้าตายิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะเธอสวยกว่าดาราบางคนเสียอีก ถึงจะมีนิสัยยึดมั่นในชัยชนะอยู่บ้างแต่นั่นก็ไม่ได้เป็นข้อเสีย สำหรับฉันเธอก็เหมาะสมกับนายและเหมาะที่จะเป็นน้องหญิงของฉันดี"
"ส่วนเรื่องที่บอกว่า ฉันกับน้องจิวลี่ไม่หึงนายนั่นก็จริงอย่างที่นายพูด พวกฉันไม่ได้หึงจริงๆนั่นแหละ นายอยากจะจีบใครก็ตามสบายแต่สองคนที่ฉันบอกไว้ห้ามเด็ดขาด ไม่อยากนั้นฉันกลัวว่าตัวเองจะปวดหัวตายแน่ๆ"โรสกล่าวออกไปเช่นนั้น ไป๋ฉีจึงยกยิ้มเจื่อนๆและพยักหน้าตอบรับ
"โอ้ ลืมบอกไปเรื่องหนึ่งฉันบอกคุณย่าเรื่องพลังแฝดของนายแล้วนะต่อไปต่อไปเชื้อพระวงศ์ของ เดอะ ฟินิกซ์ จะได้ไม่มายุ่งวุ่นวายกับเรื่องของเราอีก แล้วก็ไม่ต้องกังวลเพราะฉันกำชับคุณย่าเอาไว้แล้วให้เก็บเรื่องของนายไว้เป็นความลับ"
"อืม ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี เพราะฉันก็คิดจะเปิดเผยเรื่องนี้ให้อาจารย์รู้เหมือนกัน"ไป๋ฉีกล่าวตอบกลับอย่างนิ่งเฉย การที่โรสเปิดเผยเรื่องนี้ให้ย่าของเธอได้รับรู้สำหรับเขามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนั่นคือญาติผู้ใหญ่ของเธอ
"ฮิฮิ กะแล้วว่านายต้องเข้าใจ เอาละ ฉันพึ่งกลับมาถึงขอนอนพักสักหน่อยนะ เดี๋ยวพอตื่นแล้วจะโทรหา"โรสกล่าวขึ้นมา แววตาของเธอดูงัวเงียมากเลยทีเดียว
"โอเคๆ เดี๋ยวฉันเองก็ว่าจะฝึกสักหน่อย ฝันดีนะ"ไป๋ฉีกล่าวตอบกลับไป หญิงสาวปลายสายก็พยักหน้า จากนั้นบทสนทนาก็ได้สิ้นสุดลง
ไป๋ฉีที่ตอนนี้นั่งอยู่บนดาบที่ห้องฝึกซ้อมก็เริ่มหลับตาทำสมาธิคิดถึงการต่อสู้ของสองพี่น้องอู่เทียนและอู่ถงในทันที และค่อยๆวิเคราะห์กระบวนท่าของพวกเขา
"ที่ฉันขาดไปคือการเคลื่อนไหวที่ยืดหยุนและพลังสินะ เสี่ยวไป๋มีทักษะไหนที่มีสองอย่างนี้บ้างไหม?"เขาลืมตาขึ้นแล้วกล่าวถาม
"อืม....ไม่มีทักษะเจ้าค่ะ แต่ก็มีวิธีฝึกที่ดีกว่านั้น"เสี่ยวไป๋กล่าวตอบกลับมาอย่างร่าเริงเหมือนเคย
"หมายความว่ายังไง? อธิบายมาหน่อยสิ"
"แก่นแท้แห่งอาวุธ? นั่นคือการฝึกฝนที่เสี่ยวไป๋หมายถึง มันคือการที่คนเราสามารถเข้าใจอาวุธอย่างถ่องแท้ในแนวทางของตัวเอง แม้การฝึกฝนจะยากลำบากแต่หากฝึกฝนจนเข้าถึงระดับแก่นแท้ได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงความยืดหยุนและพลัง เพราะร่างกายของนายท่านจะเคลื่อนไหวไปตามสัญชาติญาณหาใช่ความคิดไม่ การเคลื่อนไหวที่ศูนย์เปล่าจะถูกตัดออกไปเหลือเพียงการเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการใช้อาวุธชนิดนั้นๆ"เสี่ยวไป๋กล่าวอธิบาย
ไป๋ฉีต้องตกตะลึงในความโอเวอร์ของมัน แก่นแท้อาวุธอย่างนั้นหรือ สำหรับเขาก็คงต้องเป็นดาบอย่างไม่ต้องสงสัย "ว่าแต่ แล้วทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงระดับแก่นแท้ของดาบล่ะ"
เมื่อได้ยินคำถาม เสี่ยวไป๋ก็พลันยกยิ้มอย่างเริงร่า "แก่นแท้แห่งอาวุธก็เหมือนกฏเกณฑ์แห่งธาตุ มันไม่เพียงต้องฝึกฝนเท่านั้นแต่ต้องอาศัยความเข้าใจ ดังนั้นนายท่านจะต้องอิมเมจภาพในสมองว่าจะใช้อาวุธนั้นไปในแนวทางใดจากนั้นก็เริ่มที่จะฝึกฝนมันไปในแนวทางนั้น"
"หากไร้ความเข้าใจต่อให้ใช้เวลาเป็นหมื่นเป็นแสนปีก็ยากจะบรรลุได้ แต่หากหากมีความเข้าใจแล้วไซร้สามวันเจ็ดวันก็สามารถบรรลุได้อย่างไม่อยากเย็น นี่คือคำพูดของท่านผู้สร้างสรรค์ที่กล่าวเอาไว้สำหรับการฝึกแก่นแท้อาวุธ "เสี่ยวไป๋กล่าวอธิบาย
ไป๋ฉีที่ได้ยินก็พยักหน้า "คีย์เวิร์ด ก็คือการเข้าใจในแนวทางของตัวเองสินะ ถ้างั้นฉันต้องหาแนวทางหรือวิถีของดาบเสียก่อน"
กล่าวจบชายหนุ่มก็หลับตาลงในทันที พร้อมกับคิดถึงแนวทางแห่งอาวุธของตน ทางด้านเสี่ยวไป๋ที่นั่งอยู่นหลังคาหอคอยจักรวาลเมื่อเห็นภาพแบบนี้ก็พึงพอใจเอามากๆสมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดของท่านผู้สร้างสรรค์ เข้าใจอะไรง่ายดี