หลังจากที่โอ๊ตให้ผู้จัดการมีนอุ้มตัวของไอนะที่กำลังหลับปุ๋ยขึ้นห้องพักผ่อน พร้อมกับคาดโทษกิตติเอาไว้ รถของปิงปิงก็สวนเขาไปจากจุดนั้น แม้ในใจของเขาจะรู้สึกไม่ดีที่ปล่อยเธอไปอย่างนั้น แต่เวลานี้มันเป็นเวลากว่า 20.00 น. แล้ว ไหนเรื่องที่เขาจะต้องไปพูดคุยกับพี่พิชญ์อีก มันจึงทำให้เขาจำใจที่จะต้องปล่อยเรื่องนี้ออกไปจากหัวก่อน..
“เฮ้ออ... ชูเกียรติ ส่งบอดี้การ์ดตามไปส่งเธอให้ถึงที่บ้านด้วย..” โอ๊ตถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และโทรหาชูเกียรติก่อนจะสั่งการในทันที..
“ขอรับคุณชาย..” ชูเกียรติตอบกลับเพียงแค่นั้นโอ๊ตก็กดวางสายไปทันที ก่อนจะขึ้นรถไปท่ามกลางสีหน้าของผู้จัดการมีนที่กล้าๆกลัวๆ โอ๊ตคิดถึงเรื่องที่จะต้องคุยกับพี่พิชญ์ตลอดทั้งเส้นทาง ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันมานาน เขาเองก็มีเรื่องจะเล่าให้เธอฟังหลายเรื่องด้วยกัน เมื่อคิดไปแล้วมันก็ค่อนข้างสุขใจที่เขาจะสามารถพูดคุยกับใครสักคนที่รู้จักกันมานาน..
ไม่นานนักรถของโอ๊ตก็จอดที่ตรงด้านหน้าโรงแรม ‘แกรนด์ รูท’ ซึ่งเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวภายใต้สังกัดธุรกิจตระกูลโรจนรัตติกุล ซึ่งตัวของโอ๊ตก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากพนักงานโรงแรม และลุงแซมสันที่ยืนรอรับเขาหน้าโรงแรมด้วยตัวเอง..
“ลุงแซมสัน.. เราคนกันเองทั้งนั้น ไม่เห็นจำเป็นต้องสุภาพขนาดนั้นเลยก็ได้นี่ครับ..” โอ๊ตกล่าว
“ไม่ได้นะขอรับคุณชาย.. ตัวของท่านเป็นถึงทายาทของท่านภาคิน กระผมก็ต้องให้เกียรติท่านเป็นเรื่องธรรมดา.. ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่เป็นทางการก็ตาม แต่กระผมก็เชื่อว่าตัวของท่านจะได้ขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล ณ สุวรรณภูมิคนต่อไปแน่นอนขอรับ..” แซมสันกล่าวตามความเป็นจริง
“หยุดพูดเรื่องนี้กันเถอะครับ.. รีบไปหาพี่พิชญ์กันดีกว่านะครับ” โอ๊ตไม่อยากได้ยินอะไรอย่างนี้ เขาพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพื่อที่จะได้ปัดเรื่องนี้ให้ออกไปจากสมอง เพราะเขากำลังอารมณ์ดีที่จะได้พบกับพี่สาวที่พลัดพรากกันไปนานแสนนาน..
“ขอรับคุณชาย.. เชิญทางนี้ขอรับ” แซมสันกล่าว พร้อมกับกดลิฟต์ที่เป็นลิฟต์ตัวพิเศษตัวเดียวของที่นี่ ซึ่งมันจะนำพาพวกเขามุ่งตรงไปยังชั้นที่พิชญ์นั้นพักอยู่ และลิฟต์ตัวนี้มันก็เดินทางได้เร็วมาก ไม่นานเกินรอตัวของโอ๊ต และแซมสันก็ถึงชั้นบนสุดของโรงแรมแล้ว..
“ยินดีต้อนรับจ้าภาวิน..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับกระโดดตัวเข้าไปกอดกับโอ๊ตอย่างคิดถึงทันทีเมื่อลิฟต์นั้นเปิดออก ซึ่งโอ๊ตก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรเลย ยังโชคดีที่เข้าตั้งหลักได้ทันไม่ได้ล้มลงไปตามแรงที่เธอส่งมา..
“พี่พิชญ์ครับ.. ใจเย็นๆหน่อยก็ได้ครับ..” โอ๊ตกล่าว แต่มือของเขาก็เอื้อมเข้าไปกอดกับพิชญ์เช่นกัน มันเป็นความคิดถึงที่เขาใฝ่หามาตลอดหลายปีนี้ ทั้งสองกอดกันอยู่สักพักก่อนที่พิชญ์จะเริ่มคลายอ้อมกอด และเลื่อนตัวออกเล็กน้อย
“เข้ามาก่อนสิภาวิน.. พี่สาวคนนี้มีเรื่องจะพูดกับเราเยอะแยะไปหมดเลย..” พิชญ์กล่าว พร้อมกับผายมือเชิญให้โอ๊ตเข้ามายังห้องพักที่เรียกได้ว่าโคตรอลังการงานสร้าง สมแล้วที่มันเป็นห้องที่ระดับผู้นำตระกูลใหญ่ 1 ใน 3 ใช้พักผ่อน โอ๊ตมองรอบๆพร้อมกับเดินมาทางโซฟาตัวใหญ่ที่แม้แต่คน 10 คนนั่ง มันก็ยังนั่งกันได้สบายๆเลยทีเดียว..
“นั่งก่อนสิ!...” พิชญ์กล่าว พร้อมกับบอกให้โอ๊ตนั่งลง แน่นอนว่าโอ๊ตก็นั่งตามที่พี่พิชญ์กล่าว แต่เขาก็ต้องรู้สึกแปลกๆในทันที เพราะว่าที่นั่งที่มันกว้างขวางขนาดนี้ ทำไมพี่พิชญ์จะต้องมานั่งเบียดกับเขาด้วยก็ไม่รู้
“เออ.. ผมว่าเราควรขยับนั่งให้สบายๆกันดีกว่าไหมครับ” โอ๊ตกล่าวก่อนจะขยับตัวไปอีกทางนิดหน่อยทันที ส่วนพิชญ์ที่เห็นอย่างนั้นเธอก็ไม่ยอม เธอขยับตัวตามในทันที นอกจากนั้นเธอยังควงแขนของโอ๊ตเอาไว้ ก่อนจะเริ่มทำเสียงอ้อนๆ
“พี่สาวคนนี้อยากอยู่ใกล้ๆกับภาวินนี่นา ไม่ได้เหรออ” พิชญ์กล่าวพร้อมกะพริบตาอ้อน
“เออ.. เราไม่ใช่เด็กๆกันแล้วนะครับพี่พิชญ์.. ถ้าใครรู้เรื่องเข้า พี่จะเสียหายเอาได้ และพี่จะขายไม่ออกนะจะบอกให้..” โอ๊ตกล่าว ส่วนพิชญ์ที่ได้ยินอย่างนั้นมันก็เข้าทางเธอพอดี
“ถ้าพี่สาวคนนี้ขายไม่ออก ภาวินก็แค่รับผิดชอบพี่สาวสิ! ไม่เห็นจะยากเลย.. อีกอย่างเรายังมีสัญญากันอยู่นะ ภาวินจำไม่ได้เหรอ..” พิชญ์กล่าวอ้อนๆ โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็เริ่มมีอาการเลิ่กลั่กในทันที
“เออ.. คือ.. คือว่า... เรื่องนั้น...เออ...” โอ๊ตไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี ในหัวของเขาตอนนี้ว่างเปล่าไปทั้งหมด ไม่ว่าเขาจะใช้วิชาที่เรียกว่า ‘เนียนไปเรื่องอื่น’ หรือ ‘แต่งเรื่องราวใหม่’ เขาก็ไม่สามารถทำได้ เพราะอะไรน่ะเหรอ มันก็เป็นเพราะพี่สาวคนนี้นี่แหละที่เป็นคนสอนให้เขาใช้วิชาเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก ลูกศิษย์จะไปเก่งกว่าอาจารย์ได้ยังไงกันล่ะจริงไหม..
“ฮ่าๆๆ ไม่แกล้งแล้วๆ .. เวลาภาวินทำหน้าเหวอยังน่ารักเหมือนเดิมเลยนะ” พิชญ์กล่าวพร้อมกับหัวเราะ เธออดไม่ได้ที่จะชี้ไปที่ใบหน้าของโอ๊ตที่กำลังทำหน้าเจื่อนๆพร้อมกับเหงื่อที่ไหลริน
“แหม่.. แกล้งกันหรอกเหรอครับเนี่ย เล่นเอาผมตกใจหมดเลยนะครับพี่พิชญ์” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับเกาแก้มแก้เขินเบาๆ
“ใครบอกกันเล่า!.. พี่สาวคนนี้พูดจริงต่างหาก.. แต่ก็ช่างเรื่องนั้นไปก่อน พี่สาวมีเรื่องอื่นที่จะต้องคุยกันกับเราอยู่นะภาวิน..”
พิชญ์กล่าวก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าจากขี้เล่นมาเป็นจริงจัง และเธอก็พยักหน้าให้กับแซมสันครั้งหนึ่ง ซึ่งลุงแซมสันก็พยักหน้ากลับก่อนจะโบกมือไล่ให้ข้ารับใช้ของตระกูลออกไปจากห้องทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่คนใช้ส่วนตัวของนายหญิงเองก็ตาม ทุกคนถูกไล่ออกไปทั้งหมด จนเหลือเพียงแค่พวกเขาสามคนเท่านั้น..
“มีอะไรสำคัญหรือเปล่าครับพี่พิชญ์” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้วสงสัย..
“เดี๋ยวภาวินก็รู้เอง.. แซมสัน! เอาเอกสารนั้นมา..” พิชญ์กล่าวเช่นนั้นมันก็ยิ่งทำให้โอ๊ตต้องมองตามลุงแซมสัน ก่อนที่ลุงแกจะเดินไปมุมมุมหนึ่งของห้อง และมันก็ปรากฏเป็นตู้นิรภัย จากนั้นลุงแกก็หยิบเอกสารชุดหนึ่งออกมาจากตู้ และเดินกลับตรงมาที่พวกเขา
“ภาวิน.. นี่คือเอกสารของเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อน.. เหตุการณ์ที่เกิดกับพ่อแม่ของภาวินที่คุณพ่อของฉันรวบรวมเก็บเอาไว้” พิชญ์กล่าว ก่อนจะรับเอกสารจากแซมสัน และส่งต่อให้กับโอ๊ตต่อในทันที ซึ่งโอ๊ตก็เบิกตากว้างเล็กน้อย และรีบรับมันมาอ่านในทันที..
ในเอกสารมันระบุวันที่ และปีอย่างชัดเจน จุดเริ่มต้นมันเกิดมาจากเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ตามเอกสารเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่แม่ของโอ๊ตนั้นถูกไล่ออกจากตระกูลมาด้วยความจำเป็นบางอย่าง ผลกระทบที่แม่ของโอ๊ตนั้นกระทำส่งผลให้ตระกูล ณ สุวรรณภูมิกลายเป็นขี้ปาก และอำนาจของตระกูลลดลงกว่าครึ่ง ธุรกิจอะไรก็ขาดความเชื่อมั่น เชื่อถือ เพียงเพราะพวกเขายกเลิกงานแต่งที่ลั่นวาจาเอาไว้
จากข้อมูลที่อยู่ในเอกสารนั้น มันบ่งบอกอย่างชัดเจนว่ามันไม่ใช่ความต้องการของคุณตาของเขาเลย ท่านพยายามจะยื้อให้ลูกสาวอยู่ในตระกูลต่อด้วยซ้ำ แต่ทว่ามันเป็นความตั้งใจของคุณแม่ของเขาเองที่อาสาออกจากตระกูลด้วยตัวเอง เพื่อให้ตระกูล ณ สุวรรณภูมิอยู่รอดต่อไปได้..
“เรื่องบ้านี้มันอะไรกัน!...” โอ๊ตกล่าวกับตัวเองเบาๆ และเขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนั้น คุณแม่ถึงบอกกับเขาว่าจะย้ายกลับเข้าไปอาศัยกับคุณตา มันคงจะเป็นเพราะว่าคุณแม่อาจจะใจอ่อนกับคุณตาเป็นแน่ โอ๊ตรีบพลิกเอกสารในมือไปหน้าต่อไปในทันที มันเป็นเรื่องราวที่สรุปเมื่อ 9 ปีก่อน..
ตามเอกสารที่เขียนนี้มันระบุถึงวันที่พ่อกับแม่ของเขาจากไป ในวันนั้นทั้งสองท่านได้นัดหมายกับพ่อบ้านใหญ่ประจำตระกูลสมัยนั้น ซึ่งเป็นพ่อของกิตตินั่นเองที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หลังจากที่ได้คุยกันสักพัก พวกเขาทั้งสามก็ถูกจู่โจม เป้าหมายก็คือตัวของคุณแม่ของเขา มันเป็นก่อการร้ายของกลุ่มองค์ที่มีชื่อ ‘ZERO CROWN’
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่พอจะมีข้อมูลหลงเหลืออยู่ก็คือพวกเขาพยายามต่อสู้ และยื้อเวลากันอยู่นาน จนผลสรุปก็คือคุณพ่อคุณแม่ของโอ๊ต รวมถึงพ่อบ้านใหญ่ในตอนนั้นเสียชีวิตลง ด้วยฝีมือขององค์กร ‘ZERO CROWN’ และคุณชายตัวน้อยที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องลอย..
“องค์กร ‘ZERO CROWN’ คือองค์กรอะไร!!..” โอ๊ตกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มๆทันที..
“องค์กรที่เรียกตัวเองว่า ‘ZERO CROWN’ นั้นเป็นองค์กรที่มีอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวตามชื่อขององค์กร คือความเท่าเทียม ระบบที่ไร้ซึ่งมงกุฎหรืออภิสิทธิ์ พวกเขาต้องการจะลบล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือราชวงศ์ทั่วทั้งโลก พวกเขาเชื่อว่าถ้าไร้ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ โลกจะเกิดความเท่าเทียม และตระกูลของพวกเราหนึ่งในสามนั้นก็เป็นเป้าหมายของพวกเขาเช่นกัน..” พิชญ์กล่าวตอบคำถาม
“งั้นก็แปลว่าพวก ‘ZERO CROWN’ อะไรนั่นเป็นคนฆ่าพ่อแม่ของผมอย่างนั้นสินะ..” โอ๊ตกล่าวถาม
“ใช่!.. มันจึงเป็นเหตุผลที่ท่านภาคินโกรธแค้นพวกนั้นมาก.. ท่านภาคินทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อออกตามล่ากลุ่ม ‘ZERO CROWN’ สาขาเอเชีย จนพวกมันสูญสิ้นไปทั้งหมด แต่ดูเหมือนว่าเป้าหมายของท่านจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ท่านคงต้องการให้พวกมันทั้งหมด..หายไปจากโลกนี้อย่างแน่นอน..” พิชญ์กล่าวตอบ
“.. ‘ZERO CROWN’ อย่างนั้นเหรอ หึหึ ผมจะจำเอาไว้.. คงถึงเวลาที่จะต้องคุยกับตาแก่นั่นแล้วล่ะมั้ง..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมานั้นเขาไม่รู้ว่าจะโทษหรือแค้นใครดี และเพราะตาแก่นั่นเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลือของเขา เขาจึงไม่ได้คิดจะทำอะไร นอกจากรอไปร่วมงานศพของตาแก่นั่นด้วยความสะใจเท่านั้น
แต่ตอนนี้มันกลับไม่ใช่อีกต่อไป เขามีเป้าหมายใหม่แล้ว และเขาไม่ต้องการที่จะปล่อยให้พวกมันค่อยๆตายไปเหมือนตาแก่ที่เขาใจอ่อนให้.. พวกมันจะตกตายด้วยน้ำมือของเขาเอง..
โอ๊ตใจร้อน และกำลังหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาหวังเพื่อที่จะติดต่อให้กิตติมาพบ และเขาต้องการที่จะคุยเรื่องนี้กับคุณตาของเขาโดยตรง มันถึงเวลาที่เขาจะต้องรับรู้แล้วว่าความจริงที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่ แต่ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง ข้อความปริศนามันก็ถูกส่งเข้ามาพอดี..
‘…ZERO CROWN…’