ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 56 มาเพื่อเจรจา
คาลอสและอีริกนั่งคุยกันอยู่จนดึก อีริกเล่าทุกเหตุการณ์ ทุกปมปัญหาให้คาลอสฟัง
นั่นทำให้คาลอสที่เพิ่งมาถึงเข้าใจหลายๆ อย่างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อขัดแย้ง กลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง ปัญหา และการกระทำอันชั่วช้าของพวกมัน
ตั้งแต่ที่แคนซัสเริ่มเข้ามาในเมืองแห่งนี้พร้อมอีริกเพื่อดูที่ทาง พวกเขาก็ถูกตระกูลเดสมอนเอารัดเอาเปรียบ โก่งราคาในการหาทำเลที่ตั้งร้าน พวกมันมีอิทธิพลมากในพื้นที่แถบนี้ แคนซัสจึงจำยอมให้อีกฝ่ายกดขี่ไม่เหลือคราบบุตรชายของหัวหน้าตระกูลพีไรซ์แม้แต่น้อย
นั่นเป็นเพียงอุปสรรคประการแรก เดิมทีพวกเขาคิดว่าสถานการณ์มันจะดีขึ้น แต่สุดท้ายกลับมีแต่แย่ลง
ตระกูลเดสมอนเป็นตระกูลใหญ่ที่สืบทอดวิธีการทำโพชั่นมาตั้งแต่โบราณ มีนักปรุงยาในตระกูลหลายคน สูตรโพชั่นอีกก็มากมาย แต่สิ่งที่สร้างฐานะให้ตระกูลเดสมอนมาจนถึงทุกวันนี้ก็เห็นจะเป็นโพชั่นรักษาระดับต่ำ เพราะสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมาก การซื้อขายเองก็คล่องตัว นี่จึงเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ทำกำไรได้มากที่สุด
เมื่ออีกฝ่ายล่วงรู้ข้อมูลการค้าของตระกูลพีไรซ์เข้า ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกมันจึงเป็นเดือดเป็นร้อนขนาดนี้
'โอสถรักษาชนิดเม็ด' ที่ตระกูลพีไรซ์ผลิตขึ้นมา เป็นสินค้าประเภทเดียวกับโพชั่นรักษาระดับต่ำ ทั้งราคาและสรรพคุณก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือความแปลกใหม่ กะทัดรัด พกพาง่าย ซึ่งข้อดีของมันอาจจะหั่นส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้มากกว่าครึ่ง
นี่เป็นสิ่งที่ตระกูลผู้สร้างโพชั่นไม่อาจยอมรับได้เด็ดขาด! หากยอมรับก็เท่ากับเพาะบ่มศัตรูให้มาทำลายตนเองในภายหลัง อำนาจในมือที่เคยมีอาจเสื่อมถอยด้อยลงในสักวันหนึ่ง
พวกมันจึงเริ่มโจมตีการค้าของตระกูลพีไรซ์อย่างหนักหน่วง เล่นสกปรกทั้งต่อหน้าและลับหลัง ยิ่งนานวันยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนที่แคนซัสถูกเรียกตัวกลับตระกูล พวกมันยิ่งไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น บุกเข้ามาหาเรื่องทำลายข้าวของโดยตรง
“ตัวข้าเป็นเพียงอเวกระดับสอง ทั้งยังเป็นคนต่างแดน พวกมันบุกเข้ามาในร้านช่วงวันที่คนงานที่เราจ้างมาย้ายออกไปหมด ข้าเพียงคนเดียวไม่สามารถต่อสู้หรือเรียกร้องความเป็นธรรมใดๆ ได้แม้แต่น้อย” นั่นคือสิ่งที่อีริกบอกกับคาลอสในตอนท้าย
ชายหนุ่มอายุสิบแปดกำมือแน่น ค่อยๆ ปลดปล่อยแรงกดดันของอเวกระดับที่เจ็ดออกมา
ขณะนี้แรงกดดันภายในห้องไม่ต่างไปจากใต้ทะเลลึกกว่าร้อยเมตร หากเป็นคนธรรมดาคงคลื่นไส้อาเจียนไปแล้ว แต่ด้วยอีริกเป็นอเวกคนหนึ่ง จึงพอทนแรงกดดันนี้ได้อยู่บ้าง อีกอย่างก็อาจเพราะคาลอสไม่ได้มุ่งเป้ามาที่ตนเองด้วย
“ไอ้ตระกูลบัดซบนั่นมันจะมากเกินไปแล้ว เห็นทีพวกเราคงประนีประนอมอะไรกันไม่ได้อีก” คาลอสกัดฟันพร้อมกับพูดออกมา
ระหว่างเดินทาง เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลภายในเมือง B-24 จากคนพื้นถิ่นที่เดินทางมาด้วย ทำให้รู้ตื้นลึกหนาบางมากขึ้นและตั้งใจจะมาเจรจากับอีกฝ่ายก่อนเพื่อแบ่งพื้นที่การค้า แบ่งกลุ่มลูกค้ากันไป ใช้พลังอำนาจในฐานะอเวกระดับที่เจ็ดเพื่อข่มอีกฝ่าย อะไรๆ อาจจะง่ายขึ้น
แต่การที่อีกฝ่ายทำลายพื้นที่ทำมาหากิน ทำร้ายคนในบังคับบัญชาของตระกูลพีไรซ์เช่นนี้ เหมือนเป็นการหยามเกียรติกันซึ่งๆ หน้า หากไม่จัดการให้เด็ดขาด คนพวกนี้มันคงคิดว่าจะทำอะไรตามใจชอบกับใครก็ได้
คาลอสหลับตานิ่ง พยายามข่มความโกรธภายในจิตใจเอาไว้ เขารู้ดีว่าหากเลือกเส้นทางนี้จริงๆ ก็คงไม่ง่าย เขาต้องวางแผนให้ดีและมีความเด็ดขาดให้มาก
ตระกูลใหญ่ภายในเมืองขนาดกลางนั้นไม่ใช่จะอ่อนแอเหมือนตระกูลภายในเมืองปากัสเสียเมื่อไหร่ อย่างน้อยที่สุดพวกมันก็ต้องมีอเวกระดับที่เจ็ดอย่างน้อยหนึ่งคนประจำอยู่ภายในตระกูล
ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนั้นก็ไม่ได้ทำให้คาลอสหวาดกลัวแม้แต่น้อย เพราะภายในมือของเขามีขวานเพลิงสุริยันที่ได้จากบรรพบุรุษอยู่ หากสู้กันตัวต่อตัวกับอเวกระดับที่เจ็ดคนอื่น ไม่มีใครจะต้านทานความรุนแรงของอาวุธวิเศษชิ้นนี้ได้
แต่ที่น่าหนักใจก็คือตระกูลที่เก่าแก่เช่นนี้อาจไม่ได้มีอเวกระดับเจ็ดอยู่เพียงแค่คนเดียว การหาจังหวะเข้าจู่โจมอเวกระดับที่เจ็ดคนหนึ่งแล้วถูกลอบจู่โจมจากอเวกระดับที่เจ็ดอีกหลายคนเป็นสถานการณ์ที่อันตรายไม่น้อย
นอกจากนั้นยังมีเรื่องของกฎเกณฑ์ภายในเมือง ยิ่งตัวเขาเป็นคนนอกด้วยแล้ว หากทำอะไรประเจิดประเจ้อเกินไป ไม่แน่คงถูกเจ้าเมืองหรือก็กลุ่มกองกำลังอื่นเล่นงานเอาได้ นั่นทำให้เขาจำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากที่อีริกให้ข้อมูลมา
คาลอสก้มหน้าลงมองพื้น ค่อนข้างหนักใจกับภารกิจที่ตนต้องทำ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดเลย การสืบข้อมูล การลอบเร้น ทุกอย่างเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง หากให้เขาไปสู้กับสัตว์อสูรเป็นสิบตัวยังรู้สึกว่าง่ายกว่านี้เยอะ
ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบนั้น เสียงเคาะประตูจากด้านนอกก็ดังขึ้น
ทั้งสองคนตื่นจากภวังค์ก่อนจะหันไปมองต้นเสียงพร้อมกัน
“เจ้าได้นัดใครไว้หรือไม่?” คาลอสหันไปถามอีริก
“นอกเหนือจากท่านแล้ว ข้าก็ไม่คิดว่าควรจะมีใครมาที่นี่ในวันนี้อีกแล้ว...” อีริกเองก็แสดงท่าทีว่าตนเองไม่รู้เช่นกัน
“หรือจะเป็นพวกมัน?” คาลอสถาม
อีริกครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะส่ายศีรษะ “พวกมันเพิ่งจะมาได้ไม่นาน ทั้งยังทำลายข้าวของจนเกือบหมด...ข้าไม่คิดว่ามันจะกลับมาอีกครั้ง”
สิ่งที่อีริกพูดทำให้คาลอสคิดตาม ค่อยๆ ปล่อยมือจากด้ามขวานที่สะพายไว้บนหลัง ก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปหน้าร้านที่มีสภาพเละเทะอย่างยิ่ง
ครืด
ประตูไม้ที่วงกบเสียหายจนต้องใช้เชือกมาผูกไว้เพื่อให้มันงับกลับเข้ามาได้สนิท ค่อยๆ แง้มเปิดอ้าออก
เห็นชายท่าทางภูมิฐานใส่เสื้อคอปกสีขาวไว้ด้านใน ด้านนอกสวมทับด้วยชุดคลุมสีม่วงเข้มยืนรออยู่ ใบหน้าประไว้ด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตร
“สวัสดียามวิกาลขอรับผู้แทนตระกูลพีไรซ์” ชายในชุดคลุมสีม่วงกล่าวออกพร้อมกับโค้งให้คาลอสอย่างมีมารยาท
แม้อีกฝ่ายจะดูสุภาพอย่างมาก แต่คำพูดของอีกฝ่ายทำให้คาลอสขมวดคิ้ว ชายคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นตัวแทนของตระกูลพีไรซ์? เขาเพิ่งจะเข้าเมืองมาได้ไม่กี่ชั่วโมง กลับมีคนเดินทางมาหาเขาถึงหน้าประตู นี่ใช่เรื่องปกติหรือ?
“เจ้าเป็นใคร?” คาลอสถามอีกฝ่ายทันที เขารู้สึกระแวงคนแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็โผล่มาหาในช่วงเวลาเช่นนี้อยู่ไม่น้อย หากไม่มีหูตาภายในเมือง คงยากสักหน่อยที่จะรู้ว่าเขาเดินทางมาพักอยู่ที่นี่
“โอ้ เสียมารยาท เสียมารยาทเสียแล้ว ข้าชื่อว่าเฟรดดี้ เป็นตัวแทนของผู้อาวุโสสามตระกูลเดสมอนขอรับ” ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะทันได้พูดอะไรต่อ แรงกดดันของอเวกระดับเจ็ดก็ถาโถมเข้าใส่ทันที
“อัก...ถะ...ท่าน” พลังของชายหนุ่มตรงหน้าทำเอาเฟรดดี้หายใจลำบาก พูดออกมาไม่เป็นประโยค
“เจ้า มา ทำ อะ ไร!!!” น้ำเสียงโมโหลอดผ่านไรฟัน กระแทกเสียงในทุกพยางค์ที่เปล่งออกไป
คาลอสบัดนี้กำลังจ้องอีกฝ่ายเขม็งด้วยดวงตาถมึงทึง กัดฟันแน่น พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่เงื้อมือขึ้นตบเข้าที่บ้องหูของอีกฝ่าย
“ได้โปรด...ใจเย็นก่อน....” อีกฝ่ายพยายามจะพูดออกมาเต็มที่ แม้ตัวเขาจะเป็นอเวกระดับที่สี่ก็ตาม แต่ก็เป็นการยากที่จะสามารถทนแรงกดดันของอเวกระดับเจ็ดที่กำลังเกรี้ยวกราดได้
“ข้า...เป็นคนละฝั่งกับหัวหน้าตระกูล...แฮ่กๆ...” ชายที่ชื่อเฟรดดี้พยายามอย่างเต็มที่กว่าจะพูดประโยคยาวๆ ออกมาประโยคหนึ่งได้ และประโยคนั้นทำให้แรงกดดันที่ส่งออกมาน้อยลงตามไปด้วย
เมื่อเห็นจังหวะอันดี ชายในชุดม่วงก็พูดต่อทันที “ข้ามาเพื่อปรึกษาหาความร่วมมือกับท่าน หากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี พวกเราจะได้รับผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”
คาลอสจ้องมองอีกฝ่ายไม่เลิก สุดท้ายก็ค่อยๆ ถอนแรงกดดันกลับไป ก่อนจะพูดขึ้นว่า “อธิบายให้ชัดเจน!”
ชายในชุดคลุมสีม่วงสะดุ้งโหยง หยดเหงื่อค่อยๆ ไหลลงมาตามหน้าผาก ก่อนจะพยายามฉีกยิ้มออกมาอีกครั้ง เรียกความกล้าของตนออกมาเผชิญหน้ากับคนที่สามารถพรากชีวิตของเขาได้ทุกเมื่อ
“สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อนหน้านี้เป็นความคิดของหัวหน้าตระกูลและพรรคพวก หาได้เป็นความต้องการของผู้อาวุโสสามไม่ ได้โปรดอย่าเข้าใจเจ้านายของข้าผิดไป” เฟรดดี้ประสานมือรีบบอกเรื่องที่พวกของตนไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับตระกูลพีไรซ์ก่อนหน้านี้
“เจ้าจะบอกว่าตระกูลเดสมอนมีหลายฝ่าย และพรรคพวกของเจ้าไม่ได้สนับสนุนให้ทำลายกิจการของตระกูลข้าอย่างนั้นหรือ?” คาลอสหรี่ตามองอีกฝ่าย พยายามสังเกตข้อบกพร่องในท่าทางของชายตรงหน้า
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ ผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสห้าพยายามห้ามปรามคนที่เหลือแล้วแต่ไม่มีใครฟัง พวกเราเป็นฝ่ายที่มีคนน้อยกว่าก็ไม่แปลกที่จะไม่มีใครฟังเสียง อำนาจภายในตระกูลของเราน้อยกว่าอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด เรื่องราวต่างๆ จึงกลายเป็นเช่นนี้”
“ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อเสนอความร่วมมือ หากท่านยอมร่วมมือกับเจ้านายของข้า เจ้านายของข้าจะรับประกันให้ว่ากิจการของท่านจะไม่ถูกก่อกวนอีกต่อไป ทั้งยังสามารถแบ่งปันฐานการค้ากันได้อีกด้วย นี่คือความจริงใจอย่างที่สุดของเรา!” ชายในชุดสีม่วงประสานมือพร้อมกับโค้งตัวลงให้กับคาลอสหลังจากพูดจบ
คาลอสฟังที่อีกฝ่ายพูดก่อนจะค่อยๆ หันหน้าไปหาอีริกที่ยืนอยู่ด้านข้างมาสักพักใหญ่แล้ว
อีริกฟังเรื่องราวจากชายชุดม่วงก็ขมวดคิ้วมุ่น ความเข้าใจหลายๆ อย่างพลิกกลับ ตกลงแล้วคนที่พวกตนมีปัญหาด้วยไม่ใช่ทั้งตระกูลเดสมอน แต่เป็นคนบางส่วนในตระกูลเดสมอนอย่างนั้นหรือ?
คาลอสที่หันไปดูปฏิกิริยาจากอีกฝ่ายก็เห็นได้เพียงความรู้สึกที่ไม่แน่ใจ ด้วยความรู้ความเข้าใจทั้งหมดที่เขามีก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงแค่เรื่องผิวเผินเท่านั้น การจะรู้เรื่องราวภายในของตระกูลสักตระกูลไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งกับคนนอกแบบพวกเขานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
บางที......นี่อาจจะเป็นโอกาสที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจเรื่องราวหลายๆ อย่างเบื้องหลังตระกูลเดสมอนให้มากขึ้นก็เป็นได้ การพูดคุยเจรจาเห็นทีจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมในสถานการณ์เช่นนี้
คาลอสใช้สีหน้าถามความเห็นจากอีริก อีริกเองก็พยักหน้าตอบกลับไป
“เฮ้อ” ชายหนุ่มอายุสิบแปดที่ต้องแบกภาระของครอบครัวเอาไว้พลันถอนหายใจออกมา ก่อนจะเชิญแขกผู้มาเยือนให้เข้ามาคุยกันภายในร้านก่อนจะตัดสินใจเรื่องราวอย่างอื่นๆ ต่อไป
การใช้กำปั้นในการจัดการกับปัญหาอาจจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ เพราะฉะนั้นตัวเขาต้องใจเย็นให้พอและรับฟังสิ่งรอบข้างให้มาก หากตกลงกันได้จริง ภารกิจนี้อาจไม่ยากอย่างที่คิด