บทที่ 71 เลื่อนขั้น
“ถ้าอย่างนั้นพวกคุณจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดนี้ยังไงหรอคะ หรือว่า...จะให้ฉันทำเป็นเหมือนไม่รู้ไม่เห็น ทั้งๆที่กระโจมของฉันถูกไฟเผาจนเสียหายจากความประมาทของพวกคุณ อีกอย่าง...หลังจากนี้ก็ยังเหลือเวลาอีกหลายคืนจนกว่าจะได้กลับไป ฉันเองก็ลำบากนะคะ”
ซูหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้มีอารมณ์โกรธอยู่ในนั้นเลย ทว่า...คำพูดของเธอกลับตรงประเด็นทุกอย่าง
ในขณะที่เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของทหารทั้งสองคน ซึ่งเป็นการสร้างความลำบากให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซูหยวนก็ไม่ได้ตำหนิออกมาโดยตรง แถมยังยื่นข้อเสนอให้ชดเชยอย่างใจกว้างด้วยซ้ำ แต่พวกเขาไม่เพียงแค่ไม่รีบขอบคุณเธอเท่านั้น กลับยังพยายามบอกให้เธอไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ยอมรับชะตากรรมจากความผิดพลาดที่เธอไม่ได้ก่อขึ้น เป็นเช่นนี้แล้ว...พวกเขาจะยังมีหน้าเป็นทหารกล้าได้อยู่หรือ?
คำพูดของซูหยวนเป็นการตั้งคำถามต่อพวกเขาโดยตรง ทหารหลายคนที่อยู่รอบๆนั้นส่ายหน้าแทบจะพร้อมกันเลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นพวกเขา....คงจะรีบพยายามหาทางรับผิดชอบให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ค่ากระโจมที่ทำพังเท่านั้น แต่จะต้องชดเชยให้มากขึ้นด้วย เพราะอย่างไร นี่ก็เป็นความผิดของพวกเขาเอง ไหนเลยจะมีหน้ามาขอลดโทษเช่นนี้
“เอายังไงดีคะ” ซูหยวนไม่ได้ตั้งใจปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ เธอถามย้ำอีกครั้งและทำให้ทหารทั้งสองลอบมองหน้ากันเอง
พวกเขาจะมีเงินมากมายขนาดที่จะชดเชยกระโจมราคาแพงให้เด็กสาวได้อย่างไร กระโจมที่ซูหยวนซื้อมานั้นดูแล้วมีราคาสูงมาก เดิมทีคิดจะกลั่นแกล้งเล็กๆน้อยๆ พวกเพื่อนทหารที่เห็นดีด้วยก็ยุให้พวกเขาทำให้สำเร็จ อยากเห็นเด็กสาวร้องไห้ขี้มูกโป่ง หลังจากนั้นก็ต้องนอนพักกลางลานดิน อยู่อย่างลำบากเหมือนกับทหารระดับต่ำอย่างพวกเขา
อันที่จริง แผนการของพวกเขาก็คือการเรียกร้องขอความเมตตา เข้าใจว่าเด็กสาวที่จู่ๆก็ถูกทำลายกระโจมที่พักไปแบบนี้จะต้องโกรธมากจนอาละวาดและแสดงท่าทางไม่น่าชื่นชมออกมา เมื่อถึงตอนนั้น...ประเด็นทั้งหมดก็จะไม่ได้อยู่ที่ความผิดพลาดของพวกเขาแล้ว แต่เป็นเรื่องความใจแคบของเด็กสาวเอง ทว่า...เด็กที่อายุเพียงเท่านี้และยังออกพื้นที่ล่าเป็นครั้งแรก เหตุใดจึงใจเย็นกับสถานการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ได้กันล่ะ
จากที่คิดว่าจะทำตัวน่าสงสาร ตอนนี้กลับกลายเป็นพวกเขากำลังทำตัวน่าสมเพชแทนเสียอย่างนั้น กระนั้น...การจะให้พวกเขาชดใช้คืนเงินให้ก็ไร้ปัญญาที่จะทำจริงๆ
ลำพังเงินเดือนของทหารระดับต่ำของพวกเขาก็ไม่ได้มากมายอยู่แล้ว ถ้าต้องแบ่งไปชดเชยกระโจมราคาแพงนั้น พวกเขาคงจะต้องอดมื้อกินมื้อเป็นแน่ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าอาจจะต้องใช้เงินตลอดทั้งปีเพื่อชดเชยให้อีกฝ่าย เงินที่ควรจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเองก็คงไม่มีด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะหมายถึงโอกาสในการพัฒนาของพวกเขา
ยิ่งช้ามากเท่าไร โอกาสที่จะแข็งแกร่งก็ยิ่งลดลงไปเรื่อยๆเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทั้งสองจะไม่อยากยอมรับโทษทัณฑ์นี้
สองทหารมองไปรอบๆ สายตาจับจ้องไปยังพวกที่สนับสนุนให้พวกเขาลงมือก่อนหน้านี้ คาดไม่ถึงเลยว่าทุกคนกลับหลบสายตาเสียอย่างนั้น ทำเป็นเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้เป็นพวกเขาที่เพ้อเจ้อกันไปเอง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆก็มีปัญหาเรื่องไฟไหม้ขึ้นมาได้” เสียงเข้มของพันเอกดังขึ้นจากด้านหลัง ขนแขนของทหารทั้งสองลุกชัน คนที่เพิ่งเดินเข้ามานี้ก็คือ “พันเอกเติ้ง” ผู้ที่เป็นอาจารย์ของนักเรียนอันคนนี้ ซึ่งหมายความว่าผู้สนับสนุนของอีกฝ่ายได้มาถึงแล้วนั่นเอง
แทนที่พวกเขาจะทำให้ภาพลักษณ์ของนักเรียนหญิงเสียหายจนต่อให้อาจารย์เติ้งเข้ามาก็ยังกู้สถานการณ์ไม่ได้ ดีไม่ดีอาจจะทำให้ตัวเองเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะลำเอียงเข้าข้างศิษย์เสียด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่แผนการของพวกเขาผิดพลาดไปหมดแล้ว นิสัยของเด็กสาวคนนั้นน่ากลัวกว่าที่คิด ตอนนี้ต่อให้คิดยังไง...พวกเขาก็ทำได้แค่ต้องหน้าหนาต่อไปเท่านั้น
“ระ เรื่องนี้เป็นพวกเราที่ผิดต่อนักเรียนเองครับ เพราะความไม่ระมัดระวังก็เลยทำให้กระโจมของนักเรียนเสียหาย แต่ว่า...ต่อให้นักเรียนอยากจะให้พวกเราชดใช้เครดิตให้ พวกเราก็จนปัญญาครับ ไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นจากพวกเราหรอก ถ้านักเรียนจะให้หักเงินเดือนของพวกเราไป อย่างนั้นก็เอาชีวิตพวกเราดีกว่า”
“ใช่แล้ว พวกเรามีเงินเดือนแค่น้อยนิดเท่านั้น ถ้าจะหักจากเงินเดือน พวกเราคงไม่มีเงินเหลือพอสำหรับซื้อสารอาหารประทังชีวิตแล้ว ดังนั้น...ให้พวกเราชดเชยโดยวิธีอื่นเถอะ” ทหารทั้งสองคนได้แต่ร้องขอความเมตตา
การแสดงออกที่จริงใจของพวกเขานี้ทำให้อาจารย์เติ้งได้แต่ขมวดคิ้ว แน่นอนว่าเขาเข้าใจว่าเจตนาเดิมของทั้งสองนั้นไม่ดีนัก ทว่า...อีกฝ่ายก็เป็นทหารที่เสียสละเพื่อมนุษย์ชาติ กระทำผิดเพียงครั้งเดียวแถมยังเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ จำเป็นที่จะต้องหาทางลงให้
“ในเมื่อกระทำการโดยประมาทย่อมมีความผิด ถ้าไม่สามารถชดเชยเรื่องค่าเสียหายได้ ก็ต้องถูกจับขังตามกฎของทหารแล้ว ส่วนเรื่องกระโจม...ฉันเป็นอาจารย์ของนักเรียนอันและเป็นทหารระดับสูงในกองทัพนี้ ดังนั้นจะรับผิดชอบให้นักเรียนเอง” อาจารย์เติ้งกล่าวอย่างจริงจัง
เขายอมเป็นผู้เสียสละในเรื่องนี้ ทั้งยังบอกจะยกกระโจมของตนเองที่พักอยู่ปัจจุบันให้ด้วย การกระทำของเขาค่อนข้างน่ายกย่อง เท่ากับว่าเขาได้ปกป้องทั้งนักเรียนของตนเองและทหารในกองทัพด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้สายตาของทหารทั้งหมดจะมองเขาด้วยความเทิดทูน
ทหารสองคนที่กระทำการก่อนหน้านี้ถูกจับลงโทษตามที่อาจารย์เติ้งได้บอกเอาไว้ แม้ซูหยวนอยากจะเปิดโปงเจตนาที่แท้จริงของพวกเขา ทว่าเธอเองก็ไม่ได้สูญเสียอะไรไป อีกทั้งกระโจมของเธอเมื่อเทียบกับของอาจารย์เติ้งซึ่งเป็นกระโจมหาซื้อได้พิเศษจากกองทัพแล้ว นับว่าเธอได้กำไรมากกว่าด้วยซ้ำ
หลังจากที่แผนเล่นงานซูหยวนไม่สำเร็จ แถมอาจารย์เติ้งก็ออกตัวปกป้องซูหยวนด้วยตนเองแล้ว ดังนั้นหัวหน้ากองสนับสนุนและทหารบางคนที่ไม่ชอบซูหยวนก็ทำได้แค่ล่าถอยกลับไป พวกเขาไม่สามารถเสี่ยงได้ในตอนนี้ ทำได้แค่รอโอกาสครั้งต่อไปเท่านั้น
แน่นอนว่าซูหยวนเองก็ไม่ได้พลาดโอกาสเช่นกัน เมื่อพวกเขาลงมือในครั้งแรก เธอก็มองออกแล้วว่าใครบ้างที่ไม่เป็นมิตรกับตนเอง ดังนั้นซูหยวนจึงได้มอบจุดสีดำบนตำแหน่งของพวกเขา เผื่อว่าในอนาคตเธอจะเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติได้ ส่วนเหตุการณ์ในวันนี้...ไม่ใช่ว่าเธอไม่โกรธ แต่มันยังไม่ใช่เรื่องใหญ่พอที่เธอจะต้องก่อปัญหา ระหว่างเธอและพวกเขา ยังมีเวลาอีกมากมายที่จะเอาคืน
เพราะอาจารย์เติ้งรับปากแล้วว่าจะรับผิดชอบแทน ดังนั้นซูหยวนจึงได้รับกระโจมของอาจารย์เติ้งในคืนนั้นเลย ผลก็คืออาจารย์เติ้งต้องไปนอนร่วมกับทหารระดับต่ำกว่าในกระโจมรวม ซึ่งซูหยวนก็ไม่ได้คิดเกรงใจเขา เธอรับเอากระโจมนั้นมาและนอนหลับในกระโจมระดับสูงอย่างมีความสุข
เช้าวันต่อมา หญิงสาวก็ยังไปทำภารกิจล่าแมลงดินหัวเขียวกับทหารทั้ง 5 คนที่เหลือ ยังคงเป็นพวกทหารกลุ่มเดิมที่ไม่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ที่ผ่านมา เนื่องจากจำนวนที่ลดลง พวกเขาจึงตั้งเป้าว่าจะไม่เดินออกไปไกลเกินไป แต่จะพยายามตรวจสอบหาแมลงดินหัวเขียวใกล้ๆค่ายแทน เพราะถ้ามีเรื่องเกิดขึ้น...การขอความช่วยเหลือก็ยังเร็วกว่า
แน่นอนว่าแมลงดินหัวเขียวที่หนีไปรอบๆนั้นถูกจัดการได้ไม่ยากนัก ตราบเท่าที่จำนวนของพวกมันไม่มากพอ เช่นนั้นพวกมันก็ไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามแล้ว ดังนั้นการล่าอีก 2-3 วันที่เหลือจึงเป็นเรื่องสบายๆ
ภารกิจในครั้งนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นดี ชื่อเสียงของ “นักเรียนอัน” ที่อาจารย์เติ้งดูแลเพิ่มขึ้นมาก หลายคนเป็นมิตรกับซูหยวนทั้งยังชื่นชมเธอ ทหารจำนวนมากกล่าวว่าเธอจะกลายเป็นตำนานบทใหม่ของมนุษย์ชาติได้เลย เนื่องจากซูหยวนที่อยู่เพียงชั้นปีที่หนึ่งก็ยังสามารถทำผลงานได้ขนาดนี้ พวกเขากำลังคาดหวังกับอนาคตของเธออยู่ ซึ่งมันทำให้ซูหยวนพอใจมาก
ยิ่งพวกเขาให้ความสำคัญกับเธอมากเท่าไร แสงก็ยิ่งส่องมาที่เธอมากขึ้น ไม่ว่าเธอจะทำผลงานใดๆ เล็กน้อยขนาดไหนก็ยังจะถูกมองเห็น นี่แหละคือข้อดีของคนที่อยู่ท่ามกลางแสง
จริงอยู่ที่ว่ามันมีจุดอ่อนอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเธอทำผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิด แสงที่ส่องมาก็จะทำให้เห็นความผิดพลาดนั้นง่ายขึ้น ทว่า...ซูหยวนไม่ได้มีความคิดที่จะผิดพลาดอยู่แล้ว ดังนั้นเธอไม่มีอะไรให้ต้องกลัว
ผลงานของซูหยวนในภารกิจที่ผ่านมาไม่ได้ถูกมองเห็นเพียงแค่ทหารทั่วไปเท่านั้น ทหารระดับสูงยังได้รับรายงานในเรื่องนี้ ดังนั้นวันที่เดินทางกลับ...เมื่อมีการประกาศคะแนนทหาร ซูหยวนก็ก้าวกระโดดไปแตะที่ตำแหน่ง “สิบเอก” ได้ในทันที
ไม่ใช่แค่ผลงานจากที่เธอช่วยให้การต่อสู้ง่ายขึ้น แต่เป็นผลงานดีเด่นจากการที่เธอช่วยชีวิตทหารทั้ง 9 คน และทำภารกิจระดับสูงอย่างการล่าตั๊กแตนมือสังหารได้ด้วย
เมื่อเรื่องนี้ถูกแพร่กระจายออกไป นอกจากทหารที่ร่วมภารกิจครั้งเดียวกับเธอแล้ว ก็กลายเป็นสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนเขตชั้นในเป็นอย่างมาก แม้แต่ที่สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเองก็ยังเอาเรื่องนี้ไปพูดกันหนาหู พวกรุ่นพี่ชั้นปีที่สี่จำนวนมากรู้สึกอิจฉารุ่นน้องคนนี้กันทั้งนั้น พวกเขาที่กำลังจะเรียนจบ...กระทั่งตำแหน่งสิบตรีก็ยังเป็นไม่ได้เลย ทว่ารุ่นน้องอันคนนี้...ติดตามอาจารย์เติ้งไปครั้งเดียวกลับเลื่อนตำแหน่งเป็นสิบเอกเสียแล้ว
ถ้าพวกเขาเข้าร่วมกองทัพเมื่อไร แสดงว่าพวกเขาก็คือลูกน้องของรุ่นน้องอันทันที แค่คิดเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจแล้ว
หลายคนพูดกันว่าอันซูหยวนเพียงโชคดี เพราะเธอเป็นศิษย์ของอาจารย์เติ้งก็เลยมีโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งมากกว่าใครๆ โดยลืมคิดไปเลยว่าก่อนหน้านี้...ไม่ใช่พวกเขาหรอกหรือที่มองว่าศิษย์ของอาจารย์เติ้งน่าสงสารน่ะ
ก่อนหน้านี้มีนักเรียนของอาจารย์เติ้งที่ตกตายไปในภารกิจมากเท่าไร แม้เขาจะพยายามปกป้องนักเรียนของตนเอง ทว่าภารกิจมากมายก็เสี่ยงอันตรายจริงๆ ขนาดทหารมืออาชีพก็ยังเอาชีวิตไปทิ้ง นับประสาอะไรกับนักเรียนคนหนึ่งที่ไร้ประสบการณ์ ดังนั้นพวกเขาย่อมต้องการหลีกเลี่ยงอาจารย์เติ้งให้ได้มากที่สุด
ทว่าเมื่อเห็นว่าใครบางคนมีโอกาสที่ดีกว่าตนเอง กลับกลายเป็นรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเสียอย่างนั้น
แน่นอนว่านอกจากคนที่ไม่ได้คิดให้ลึกซึ้งแล้ว คนอื่นๆย่อมรู้ดีว่าการเลื่อนตำแหน่งของนักเรียนอันซูหยวนนั้นไม่ได้ง่าย การเป็นศิษย์ของอาจารย์เติ้งไม่ได้เป็นการยืนยันว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ ดูอย่างนักเรียนของอาจารย์เติ้งอีกสามคนที่เหลือสิ พวกเขาเป็นสิบเอกกันแล้วหรือ? แน่นอนว่าไม่!
จนกระทั่งตอนนี้ นักเรียนหวังเป่าเป้ยที่เป็นสิบตรีก็เพิ่งเลื่อนขั้นเป็นสิบโท ส่วนนักเรียนตระกูลอี้ทั้งสองยังคงอยู่ในตำแหน่งสิบโทเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นี่หมายความว่ายังไง? ย่อมหมายความว่านักเรียนอันนั้นมีความพิเศษเป็นของตนเองอย่างไรล่ะ
ทางอันซูหยวน ทันทีที่กลับมาพร้อมกับความสำเร็จในระดับนี้ เธอย่อมได้รับความชื่นชมจากหัวหน้างานของตนเองทันที ท่านประธานจางผู้นั้นถึงกับส่งแกนพลังงานที่มีมูลค่า 5 ล้านเครดิตมาให้เธอถึงที่สถาบัน หากเป็นคนอื่นที่ได้รับรางวัลนี้ พวกเขาย่อมยินดีเป็นอย่างมากแน่ ซึ่งซูหยวนก็ดีใจ ไม่ใช่เพราะเธออยากจะใช้แกนพลังงานเพื่อเลื่อนระดับของตน แต่เพื่อนำมันไปขายต่อต่างหาก
ประธานจางที่น่าสงสารไม่ได้รู้เลยว่าลูกน้องคนนี้เห็นค่าของเครดิตมากกว่าแกนพลังงานที่องค์กรเก็บเอาไว้อย่างดีเสียอีก ไม่อย่างนั้นเขาคงจะโยนเงินออกมาก้อนหนึ่งแทนที่จะมอบของล้ำค่าที่แม้มีเครดิตมากพอก็ยังหาซื้อไม่ได้ง่ายๆนั้นไปแล้ว
หลังจากที่ซูหยวนเรียนในสถาบันครบ 2 เดือน ในที่สุดก็มีเวลากลับไปที่บ้านของตนเองเสียที
ช่วงนี้ของภาคเรียนเป็นช่วงหยุด 1 สัปดาห์กลางภาคการศึกษาที่ 1 ปี 1 นักเรียนคนอื่นๆใช้ช่วงเวลานี้เพื่อพักผ่อน หรือไม่ก็กลับไปฝึกซ้อมกับตระกูล พวกเขายังเหลืออีก 2 เดือนเพื่อที่จะจบการศึกษาภาคเรียนที่ 1 และสอบจบ ดังนั้นการทบทวนความก้าวหน้าของตนเองในช่วง 1 สัปดาห์นี้จึงจำเป็นไม่น้อย
ซูหยวนสามารถทบทวนความรู้ที่ขาดไปในช่วงไม่กี่วันระหว่างทำภารกิจได้ด้วยตนเอง ไม่สิ! ต้องบอกว่าเธอเรียนรู้ทั้งหมดมาก่อนแล้ว ดังนั้นการทบทวนของเธอจึงไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร เวลานี้ซูหยวนต้องการกลับไปที่บ้านของตนเองเพื่อขยับขยายให้ครอบครัวอยู่อย่างมีความสุขมากกว่า
เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว ซูหยวนได้มีโอกาสเห็นความก้าวหน้าของคนเป็นพ่อจากการที่ได้เจอกันในพื้นที่ล่าเขต A ตอนนั้นพ่อของเธอได้รับการยอมรับจากนักล่ากลุ่มเดียวกันแล้ว ทั้งยังมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก ดังนั้นกลับไปครั้งนี้...เธอต้องการยกระดับให้พ่อของเธอกลายเป็นนักล่าตัวจริง
ซูหยวนไม่ได้เอาแกนพลังงานระดับสูงมากนักไปให้คนเป็นพ่อ หลังจากที่เธอขายแกนพลังงานระดับสูงที่ได้รับมาทั้งหมดออกไปแล้ว หญิงสาวก็ได้ซื้อแกนพลังงานระดับต่ำ 12 อันกลับมา โดยตั้งใจจะให้พ่อของเธอดูดซับ 10 ก้อน ในขณะที่มารดาใช้งาน 2 ก้อนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ทางร่างกาย
แน่นอนว่าสาเหตุที่ซูหยวนทำเช่นนั้นก็เพื่อเป็นการประหยัดเงินเท่านั้น เพราะที่จริงแล้ว...ซูหยวนไม่ได้คาดหวังว่าจะให้พ่อของเธอเลื่อนระดับพลังด้วยแกนพลังงานจากสัตว์กลายพันธุ์อยู่แล้ว มันก็แค่ของบังหน้าเท่านั้น สิ่งที่จะช่วยพ่อของเธอจริงๆก็คือน้ำบริสุทธิ์และอาหารจากมิติของเธอต่างหาก
ครั้งก่อนที่ซูหยวนได้กินอาหารกับท่านประธานจาง เธอพบว่าราคาสินค้านั้นสูงมาก ทว่า...มันไม่ได้สูงมากเกินความสามารถของเธอที่จะซื้อกินได้สักมื้อสองมื้อ
อีกอย่าง ตอนนี้เธอกลับไปบ้านด้วยฐานะ “สิบเอก” ไม่ใช่ “นักเรียนทุนอัน” ดังนั้นต่อให้เธอบอกว่าได้รับอาหารมาจากกองทัพ พ่อแม่ของเธอก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าที่เธอพูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
…………………………..