สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 บทที่ 223 นักรบที่แข็งแกร่งจากทั่วทุกสารทิศ

        “ผู้ชายคนเมื่อครู่...ดูเหมือนราชาเมืองแซมบอร์ดเลยเจ้าว่าไหม?!” ในบรรดาคนที่มุงดู มีบางคนกำลังมองตามหลังรถม้าเวทมนตร์ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองเหล่าองครักษ์ประจำกายของเชื้อพระวงศ์พูดโพล่งออกมา เมื่อรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่นั่งอยู่ในรถม้า

        “ไม่ใช่หรอกกระมัง?” บางคนที่ได้ยินก็พูดแย้งออกมาด้วยท่าทางตื่นตกใจ

        “ไม่ผิดแน่ๆ เป็นเขาจริงๆ ข้าจำเขาได้ เมื่อตอนบ่ายข้าเคยเห็นราชาเมืองแซมบอร์ดในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดอยู่ไกลๆหน้าตาท่าทางของเขาดูเหมือนชายผมดำคนนั้นที่ขึ้นรถม้าเมื่อครู่นี้เลย...”

        “แต่ว่า ทำไมราชาเมืองแซมบอร์ดถึงไปอยู่ภายใต้การคุ้มกันขององครักษ์ประจำกายของเชื้อพระวงศ์เล่า?”

        “ยังมีอีกดาบยักษ์สีเงินและไม้กางเขนเพลิงเมื่อครู่นี้อาจจะเป็นท่าไม้ตายที่สร้างขึ้นจากคลื่นพลังของราชาแซมบอร์ดและยอดฝีมืออีกคนในตอนที่ปะทะกันก็ได้?”

        “พลังน่ากลัวมากขนาดข้ายังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่ตกค้างอยู่ในอากาศอยู่เลย ความแข็งแกร่งของเขาจะต้องมากกว่าระดับหกดาวแน่ๆ ตอนนี้เขาอยู่ระดับไหนกันแน่นะ?”

        “ถ้าพลังของราชาแซมบอร์ดน่ากลัวขนาดนี้ การต่อสู้ระหว่างเขากับครู้ด อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดก็ต้องน่าตื่นเต้นมากน่ะสิ! ใครจะแพ้ ใครจะชนะก็คงยากจะเดาได้!”

        ในขณะที่ฝูงชนกำลังสนทนากัน เหล่านักรบจากหลายอาณาจักรก็พากันหลั่งไหลเข้ามานั่งในซากปรักหักพัง พวกเขาหลับตาลงแล้วนั่งสมาธิเพื่อซึมซับกลิ่นอายของพลังอันแข็งแกร่งที่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศ สถานที่ต่อสู้ของเหล่ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งแบบนี้สำหรับนักรบระดับต่ำอย่างพวกเขาแล้ว มันเป็นสถานที่ที่หาได้ยากมากถึงแม้ว่าการซึมซับจะไม่ดีเท่ากับการที่มานั่งสังเกตการณ์ในระยะประชิดในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กัน แต่กลิ่นอายที่ตกค้างหลังจากการต่อสู้แบบนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับการฝึกฝนคลื่นพลังของตัวเองการได้มาซึมซับเศษเสี้ยวพลังที่แข็งแกร่งของยอดฝีมือระดับสูง เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้นักรบที่กำลังอยู่ในสภาวะคอขวดได้ทะลวงผ่านคอขวดของตัวเองเพื่อก้าวไปอีกขั้น

        บางคนมองไล่หลังรถม้าเวทมนตร์ที่ค่อยๆ ลับสายตาไปด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป

        ไม่ว่าจะความแข็งแกร่งหรือพลัง ราชาเมืองแซมบอร์ดก็เหนือกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้เสียอีก

        ……

        ภูเขาเทพนักรบ

        ภูเขานี้ตั้งอยู่ในเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและอยู่ติดกับพระราชวังของจักรพรรดิ ภูเขาเทพนักรบมีลักษณะเหมือนปลายดาบแหลมคมที่แทงทะลุผ่านม่านเมฆตั้งอยู่ระหว่างสวรรค์และพิภพภูเขาเทพนักรบเป็นจุดที่สูงที่สุดของในเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แม้ในเมืองหลวงจะมีหอคอยเวทมนตร์นับร้อยหลังที่สูงเสียดฟ้าแต่ถ้าเทียบกับภูเขาเทพนักรบแล้วก็นับว่ายังด้อยอยู่บ้าง

        ภูเขาเทพนักรบเป็นที่อยู่ของเทพนักรบผู้พิทักษ์แห่งราชอาณาจักรเซนิท

        เทพนักรบผู้พิทักษ์คนนี้มีนามว่าคราซิก เขาเป็นเหมือนเทพเจ้าไร้พ่ายที่อยู่ในใจของนักรบทุกคนในราชอาณาจักร

        ปลายยอดเขาที่แหลมคมดุจปลายดาบเสียดแทงท้องฟ้า หน้าผาตั้งตระหง่านเป็นแนวตั้งและราบเรียบราวกับกระจกก็ไม่ปาน ไม่มีเส้นทางที่จะเดินขึ้นไปยังยอดเขา ทางเดียวที่จะขึ้นไปได้คือปีนและถ้านักรบระดับสี่ดาวคิดจะปีนขึ้นไปบนยอดเขาที่สูงกว่าพันเมตรนั้น เกรงว่าคงจะไม่มีทางทำได้

        ภูเขาเทพนักรบเป็นสถานที่ที่เหมือนตัดขาดจากโลกมาเป็นเวลานานแล้ว ทำให้ตัวตนของภูเขาเทพนักรบสำหรับทุกคนในราชอาณาจักรเป็นสถานที่ที่ลี้ลับ

        บางคนบอกว่ามีพระราชวังอันงดงามอยู่บนยอดภูเขาเทพนักรบ ความสวยงามของมันไม่เป็นสองรองใครถึงขนาดสามารถดึงดูดความสนใจจากพระเจ้าได้

        บางคนก็กล่าวว่าภูเขาเทพนักรบก็คือสรวงสวรรค์ มีสิ่งสวยงามมากมายจนดูไม่หวาดไม่ไหวและมีแต่ฤดูใบไม้ผลิ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยสัตว์อสูรและสมุนไพรที่หายาก

        บางคนก็พูดว่าภูเขาเทพนักรบเป็นที่ซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรเซนิท

        แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตำนานและเรื่องเล่าเท่านั้น

        นอกเหนือจากขุนนางคนสำคัญ เหล่าเชื้อพระวงศ์และยอดฝีมือที่แข็งแกร่งในราชอาณาจักรเซนิทที่มีจำนวนน้อยนิดแล้วไม่มีใครรู้จักโฉมหน้าที่แท้จริงของเทพนักรบผู้พิทักษ์ ไม่มีใครรู้ว่าตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ตำแหน่งเทพนักรบผู้พิทักษ์เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุด เป็นรองเพียงจักรพรรดิ แม้ว่าเขาจะไม่เคยมีส่วนร่วมในด้านการเมือง แต่กลับไม่มีใครกล้าตั้งคำถามหรือข้อสงสัยต่อเทพนักรบผู้พิทักษ์ เพราะเทพนักรบผู้พิทักษ์ก็คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของราชอาณาจักรเซนิทที่ไม่ว่าใครก็ห้ามล่วงเกิน!

        ท่ามกลางสายลมที่พัดหมู่เมฆให้เคลื่อนคล้อยและหมู่ดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้า

        มีเงาร่างผอมของคนผู้หนึ่งกำลังยืนเงียบๆ อยู่บนยอดเขาเทพนักรบ ชุดของเขากระพือไปตามสายลม เพียงแผ่นหลังของเขาก็เผยให้เห็นถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งและไร้เทียมทานออกมา กลิ่นอายนี้แฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่เก่าแก่โบราณ ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าคนคนนี้ได้หลอมรวมเข้ากับภูเขาเทพนักรบที่อยู่มายาวนานนับหมื่นปีแล้ว

        ลักษณะพิเศษของภูมิประเทศภูเขาเทพนักรบก็คือตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ทำให้สามารถมองเห็นทั้งเมืองหลวงและเห็นแม้กระทั่งค่ายทหารของอาณาจักรบริวารที่ตั้งอยู่ด้านนอกเมืองหลวง ทันใดนั้น เองด้านล่างของภูเขาก็มีแสงสว่างเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมาประหนึ่งแสงสว่างของดวงดาวบนท้องฟ้า มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นในค่ายทหารของอาณาจักรบริวารที่ตั้งอยู่ห่างออกไป จู่ๆ ก็มีดาบยักษ์สีเงินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในเวลาเดียวกันก็มีไม้กางเขนเพลิงขนาดใหญ่ที่ลุกโชนขึ้นมากลางอากาศ...

        หนึ่งดาบ หนึ่งไม้กางเขนได้เผยแรงกดดันบางอย่างที่แผ่กระจายออกมา

        “เอ๋? นี่มัน...เป็นกลิ่นอายของเด็กคนนั้นนี่อืม ไม่ผิด เทียบกันครั้งที่แล้วดูแตกต่างกันมาก!”

        บุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนหน้าผาเผยรอยยิ้มออกมา เขาหลับตาลงเพื่อซึมซับกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งที่อยู่ห่างออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ถ่ายทอดเข้ามาในโสตสัมผัสทั้งห้าของเขา ก่อนที่เขาจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพึมพำออกมาว่า“ไม่ผิด มันแตกต่างจริงๆ...อืม แข็งแกร่งขึ้นและแปลกขึ้น...ไม่เลวเลยชนะอีกแล้ว แต่เจ้าหนุ่มนั่นมันเป็นหมาบ้าหรือเปล่า ไม่ว่าเห็นใครเดินผ่านหน้าเป็นต้องเข้าไปกัดทุกที?”

        ในตอนนั้นเอง มีชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างเงียบๆ มาตลอดก็เปิดปากถามว่า “นายท่านจะไปหาเขาหรือ?”

        “อืม ข้าแค่อยากลงไปเดินเล่นสักรอบ แล้วจะกลับมาที่นี่ในอีกสี่วัน และก็ในช่วงที่ข้าไม่อยู่ ให้เจ้าเป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจแทนข้าละกัน” ชายคนนั้นหันกลับมาพูด

        “ขอรับ นายท่าน”

        ……

        ทางตะวันตกมีปราสาทสีดำที่ยิ่งใหญ่โออ่าอยู่หลังหนึ่ง

        หอคอยยักษ์สีดำสูงเสียดฟ้า บนยอดหอคอยลักษณะโค้งมนบนนั้นมีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ คิ้วหนาทรงกระบี่ยืนตระหง่านอยู่บนยอดหอคอยร่างกายของเขามีขนาดใหญ่พอๆกับภูเขา สายตาจับจ้องไปยังค่ายทหารของอาณาจักรบริวารที่อยู่ห่างออกไป

        เมื่อสิบนาทีก่อน เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่แสนคุ้นเคยถึงสองสายที่ลอยมาจากตรงนั้น สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มขี้เล่นพลันเปลี่ยนเป็นจริงจังเคร่งขรึมขึ้นมา

        “อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดลอบไปขอท้าประลองกับราชาเมืองแซมบอร์ด สมควรตายนัก กล้าดีอย่างไรที่ทำเรื่องอุกอาจเช่นนี้?”

        คิ้วทรงกระบี่ขมวดมุ่นก่อนจะหันหลังกลับมา “เรื่องนี้เจ้าส่งคนไปสืบข่าวมา”

        “น้อมรับพระบัญชา นายท่าน”ท่ามกลางอากาศที่ว่างเปล่า ข้างๆ ก็มีเสียงทุ้มตอบกลับมา จากนั้นก็เกิดแสงสว่างระยิบระยับอยู่กลางอากาศ ก่อนจะค่อยๆ สงบลง

        ในปราสาทสีดำแห่งนี้มีหอคอยทั้งหมดสิบหลัง

        นอกจากจะสูงใหญ่แล้ว ยังมีลักษณะรูปทรงที่แตกต่างกันอีกด้วย หอคอยพวกนี้ตั้งอยู่ตามตำแหน่งมุมต่างๆ ดูเหมือนดาวล้อมเดือนอย่างหอคอยพวกนี้กำลังปกป้องหอคอยยักษ์สีดำแห่งนี้อยู่

        และในขณะเดียวกัน ในห้องโถงของหอคอยสีทอง หนึ่งในสิบของหอคอย

        เด็กหนุ่มที่เปลือยกายท่อนบนและนั่งสมาธิอยู่บนพื้นสีดำมันวาวราวกับกระจกในห้องโถงกว้างก็เริ่มลืมตาขึ้นมาเมื่อรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ดวงตาแหลมคมทอดสายตามองไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลในตอนนี้เขาได้สูญเสียสมาธิไปแล้ว “ราชาเมืองแซมบอร์ด...เจ้าแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้วหรือ? แต่ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไร ข้าคริสซัตตันจะต้องทวงคืนศักดิ์ศรีของข้ากลับคืนมาให้ได้!”

        เด็กหนุ่มคิดอย่างมุ่นมั่นแล้วหลับตาต่อ

        คลื่นพลังโลหะที่แหลมคมของคริสซัตตันปกคลุมไปทั่วร่างของเขาเมื่อเทียบกับการต่อสู้บนยอดหอคอยคู่แล้ว พลังของเขาในตอนนี้แข็งแกร่งขึ้นมากมันยกระดับขึ้นไปเป็นระดับหกดาวระยะต้น

        ห่างออกไปไม่ไกลจากหอคอยสีทอง มีหอคอยสีแดงอยู่หลังหนึ่งที่มีกลิ่นอายชวนน่าขนหัวลุก

        ชายหนุ่มผมยาวสีแดงราวกับเลือดที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สีแดงสดใต้รูปปั้นเทพเจ้าในห้องโถง เขาใช้มือขวาเท้าคางตัวเองไว้คลื่นพลังโลหะที่เหมือนกับคริสซัตตัน ทว่ากลับมีสีแดงเข้มและแข็งแกร่งกว่าเฉียบคมกว่าคริสซัตตันหลายเท่า ดวงตาสีแดงสดของเขาจับจ้องไปที่ชายร่างสูงในชุดนักโทษตรงหน้าอย่างเหยียดหยาม ทั้งร่างของนักโทษคนนั้นเต็มไปด้วยรอยบาดแผล ชายผมแดงค่อยๆ ลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ

        “โอกาสสุดท้าย จงคายข้อมูลแผนที่ลึกลับมาเสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!” เสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นมา

        “ของสิ่งนั้นไม่ใช่...ไม่ใช่สิ่งที่ไอ้ชาติชั่วอย่างเจ้าจะได้สัมผัส ข้าฆ่าให้ตายข้าก็ไม่พูด!”นักโทษคนนั้นตะโกนออกมา พลางมองอย่างเหยียดหยามไปที่คนอยู่เบื้องหน้า

        “ในเมื่อรนหาที่ตาย ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายเลย!”

        คลื่นพลังสีแดงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากร่างของเขา แล้วพุ่งเข้าไปสับร่างของนักโทษคนนั้นเป็นชิ้นๆเขาเบือนหน้าหนีจากกองเลือดด้านหน้า

        “คนต่อไป...ราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ด จุ๊ๆ เจ้านี่มันชอบทำให้ข้าแปลกใจอยู่เรื่อยแต่มันยังไม่พอ ยังห่างชั้นเกินไป ฮ่าๆๆอย่าปล่อยให้ข้าครู้ดได้มีโอกาสเชียว ไม่อย่างนั้นบนเวทีการประลองข้าอาจจะ‘พลาด’ สังหารเจ้าไปก็ได้นะ”

        บนบัลลังก์สีเลือด นัยน์ดวงตาของชายหนุ่มคนนั้นฉายแววตากระหายเลือดออกมา

        ……

        ในเมืองหลวงมีช่องว่างใต้ดินที่อยู่ลึกลงไปราวๆ หนึ่งพันเมตร

        ที่นั่นมีเสียงลมหายใจดังขึ้นอย่างเนืองแน่น

        “ทำไมถึงล้มเหลวกัน?”

        “รายงานนายท่าน ข้างกายนางมียอดฝีมือคนหนึ่ง ยอดฝีมือคนนี้แข็งแกร่งมาก การโจมตีเพียงครั้งเดียวของเขากลับทำให้นักฆ่าของเราพ่ายแพ้ได้ด้วยอาการบาดเจ็บที่สาหัสทำให้เขาไม่อาจหลบหนีได้จึงเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองตรงนั้นนักฆ่าที่ถูกส่งไปทำงานในครั้งนี้ไม่มีเหลือรอดเลยสักราย...”

        “'กุหลาบโลหิต' แพรีส…ผู้หญิงที่งัดข้อกับองค์หญิงใหญ่แห่งราชอาณาจักรเซนิทได้อย่างสูสี มีหรือจะถูกจัดการง่ายดายเช่นนี้!”

        “นายท่านโปรดลงโทษ!”

        “แผนการในครั้งนี้ ข้าเองก็เห็นด้วยกับเจ้าพวกเจ้าไม่ผิดหรอก ไม่มีใครคิดว่าจู่ๆ จะมียอดฝีมือปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันได้ว่าแต่เขาเป็นใคร? เจ้ารู้หรือไม่?”

        “กำลังสืบอยู่ขอรับข้อมูลปัจจุบันที่มีอยู่รู้แต่เพียงว่าเขาคือราชาของอาณาจักรบริวารระดับหกแห่งราชอาณาจักรเซนิท ระดับความแข็งแกร่งไม่ทราบผลงานการต่อสู้ที่โดดเด่นก็คือการที่เขาสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินคริส ซัตตันได้!”

        “สืบต่อไป ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชายคนนั้นมาให้หมด”

        “ขอรับ นายท่าน”

        “ครั้งนี้พวกเราล้มเหลว แต่ก็ถือว่าได้เก็บเกี่ยวจากราชอาณาจักรเซนิทไปพอสมควรแล้ว แผนการหลังจากนี้พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นแต่ไม่มีสิ่งใดที่ได้ไปโดยไม่จ่ายราคา 'แผนหนามโลหิต' จะต้องดำเนินการต่อไป ข้าจะทำให้เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตกอยู่ความหวาดกลัว!”

        “ขอรับ นายท่าน!”

        “ไปทำงานเถอะ!”

        -------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน