[2 กรกฎาคม | 19:30 น.]
แสงสีอำพันจากตะเกียงพลังเวทที่แขวนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมเหรียญทองสั่นไหววูบวาบตามจังหวะลมกรรโชกยามค่ำคืน
รัศมีของมันทาบทับลงบนร่างของ ‘มามาเลด’ แมวส้มที่อคินเคยจำได้ว่ามันเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่ดูใจดี
แต่บัดนี้ มามาเลดกลับดูสูงส่งและน่าเกรงขามเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการ
ชุดเกราะโลหะสีทองหม่นสลักลวดลายพฤกษาโบราณที่มันสวมอยู่นั้นดูหนักอึ้งและทรงพลัง
ทุกเส้นสายของลวดลายดูเหมือนจะมีแสงเรืองรองจางๆ ไหลเวียนอยู่ภายในราวกับมันมีชีวิต
ข้างกายของมามาเลดคือ ‘ปลาเผา’ แมวนักลอบสังหารที่ดูเหมือนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเงาใต้ชายคาโรงเตี๊ยมไปแล้ว
ออร่าสีม่วงจางๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างของทั้งคู่เป็นเครื่องยืนยันถึงฐานะ ‘อาชีพคลาส 3 เลเวล 80’
บรรยากาศรอบตัวพวกมันดูบิดเบี้ยวด้วยแรงดันพลังเวทที่มหาศาล และความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจนอคินรู้สึกขนลุก
อคินก้าวออกจากประตูโรงเตี๊ยมด้วยความกระตือรือร้น เขากระชับสายสะพายดาบไม้ที่ได้รับมาใหม่
ทว่าในขณะที่เขาก้าวเดิน เขากลับพบกับความผิดปกติที่เขาพยายามมองข้ามมาตลอด...
ทุกย่างก้าวของเขามันแผ่วเบาจนเกินไป
แผ่นไม้กระดานเก่าๆ ของโรงเตี๊ยมที่ควรจะส่งเสียงลั่นประท้วงน้ำหนักของชายหนุ่มในชุดเกราะ ก
ลับเงียบกริบราวกับเขากำลังเดินอยู่บนอากาศ
“อคิน... เวลาของพวกเราเหลือน้อยลงทุกที”
มามาเลดเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของมันไม่ได้เล็กแหลมเหมือนแมวทั่วไป
แต่กลับทุ้มต่ำและมีอำนาจสะกดใจอย่างประหลาด
มันจ้องมองอคินผ่านหน้ากากเกราะที่เปิดแง้มไว้เพียงครึ่งเดียว
“ข้ากับปลาเผาบรรลุเลเวล 80 ก้าวสู่คลาส 3 อย่างสมบูรณ์แล้ว”
มามาเลดหยุดจังหวะเล็กน้อย หางของมันสะบัดช้าๆ
“บัดนี้ภารกิจลับจากท่านปกป้องในฐานะผู้บัญชาการหน่วยผู้พิทักษ์ราตรีไม่อาจรอช้าได้อีก เราต้องแยกไปจัดการกับภัยคุกคามที่ขอบเขตชั้นนอก”
หัวใจของอคินกระตุกวูบ ความรู้สึกโหวงเหวงที่คุ้นเคยแล่นปราดเข้าจู่โจม
มันคือความโดดเดี่ยวที่เขาเคยสัมผัสในวันที่แสงสว่างของโลกดับมืดลงในเหตุการณ์คลื่นอสูร
ทว่าเขากลับรีบปั้นยิ้มกว้างเพื่อซ่อนความหวั่นไหว
“ยินดีด้วยนะพวกนาย! เลเวล 80... พวกนายนี่มันยอดจริง”
อคินหัวเราะ แต่อารมณ์ที่แสดงออกทางสายตาดูจะสวนทางกับเสียงหัวเราะนั้น
“หน้าที่การงานนำหน้าฉันไปไกลเลยนะเนี่ย แล้ว... ฉันยังจะต้องพาใครไปเพิ่มเลเวลที่เขาใหญ่ไหม? จะได้กวาดล้างพวกอสูรที่เหลือให้สิ้นซาก”
“อย่าเลย...”
ปลาเผาแทรกขึ้นทันควัน น้ำเสียงของมันสั่นพร่าเล็กน้อยเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมานิ่งสนิท
“สภาพเจ้าในตอนนี้... มัน ‘เปราะบาง’ เกินไปอคิน ป่านั่นมันอันตรายกว่าที่เจ้าคิด ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเผชิญกับสิ่งที่เจ้ายังไม่พร้อมจะรับมือ”
ปลาเผาสบตากับมามาเลดแวบหนึ่ง
แววตาของพวกมันแฝงไปด้วยความกังวลและความลับที่หนักอึ้งเกินกว่าจะเอ่ยออกมา
อคินมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาของปลาเผา
เงาที่ดูซีดจางและพร่าเลือนจนน่ากลัว
“ข้าแนะนำว่า... เจ้า โบ้ และบัวลอย ควรไปที่ ‘ทางเชื่อมดันเจี้ยน’ ที่ท่านเพทายเพิ่งสร้างเสร็จจะดีกว่า”
ปลาเผากล่าวต่อ
มามาเลดพยักหน้าเสริมช้าๆ
“ใช่ ในนั้นมีขอบเขตเลเวลที่แน่นอน มันปลอดภัยกว่าสำหรับพวกเจ้า... และที่สำคัญ ที่นั่นมีวัตถุดิบหายากที่ใช้สร้างอุปกรณ์ใหม่และปรุงยา เพื่อรองรับพลังที่เพิ่มขึ้นของพวกเจ้าในอนาคต”
อคินพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น เขารู้สึกถึงความหวังที่เปี่ยมล้นจากการถูกมอบหมายภารกิจ
โดยหารู้ไม่ว่าภายใต้หน้ากากเกราะนั้น มามาเลดกำลังมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ราวกับกำลังมองคนรักที่กำลังเดินเข้าสู่ภาพลวงตาอันเป็นนิรันดร์
...
ณ เขตก่อสร้างอาคารบริหารทรัพยากรดันเจี้ยน
กลิ่นไม้สดที่ถูกถากใหม่ผสานกับกลิ่นอายจางๆ ของพลังเวทลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
อคินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโครงสร้างอาคารไม้ขนาดยักษ์ที่ยังเป็นเพียงโครงร่าง
เสาไม้ขนาดหลายคนโอบถูกปักลงดินอย่างมั่นคง
ทว่าส่วนยอดของมันยังคงมีร่องรอยการต่อเติมทิ้งไว้
รอบบริเวณนั้น ทหารยามในชุดเกราะเบาเดินลาดตระเวนด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ
คอยสอดส่องความเรียบร้อยของเขตก่อสร้างที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจสำคัญแห่งใหม่ของอาณาจักร
ท้องฟ้าเบื้องบนเหนือเมืองปราจีนบุรีถูกฉาบด้วยสีม่วงอมน้ำเงินเข้มข้นจนดูเหมือนน้ำหมึกที่หยดลงบนผืนผ้าใบที่เปียกชื้น
แสงจากดวงดาวและรัศมีจากพฤกษาสามโลกาสะท้อนลงมาบนรอยแยกมิติสามแห่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
มันไม่ใช่ประตูที่สร้างจากอิฐหรือโลหะ
แต่มันคือการ 'ฉีกขาด' ของมิติที่กระเพื่อมไหวเป็นจังหวะ
ราวกับมันกำลังหายใจล้อไปกับจังหวะของมหาพฤกษาที่เป็นเสาหลักค้ำโลกใบนี้
รากสีเงินขนาดยักษ์ของพฤกษาสามโลกาเลื้อยพาดผ่านพื้นดิน
รัดพันรอบรอยแยกเหล่านั้นไว้แน่นหนา ราวกับกรงเล็บของพระเจ้าที่พยายามจะตรึงความโกลาหลไม่ให้หลุดรอดออกมา
“จ่ายค่าเข้าด้วยนะคะ คนละหนึ่งเหรียญพฤกษา... หมาแมวที่พามาด้วยก็นับรวมนะคะ”
เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นทางด้านหลังทำให้อคินที่กำลังตกอยู่ในภวังค์สะดุ้งสุดตัว
เขาหันไปมองตามต้นเสียงจึงพบพนักงานหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ไม้ชั่วคราว
อคินรีบล้วงมือเข้าไปในถุงมิติข้างเอว สัมผัสถึงความเย็นของเหรียญทองคำก่อนจะส่งมันให้เธอด้วยท่าทางเก้อเขิน
“ต้องขออภัยด้วยนะคะ ตอนนี้อาคารบริหารยังสร้างไม่เสร็จดี ตรงนี้เลยใช้เป็นจุดรับชำระค่าเข้าและรับซื้อวัตถุดิบชั่วคราวไปก่อน”
เธออธิบายพลางเลื่อนสมุดบันทึกเล่มหนามาตรงหน้า
“ลงชื่อเข้าใช้บริการด้วยค่ะ”
อคินจรดปากกาลงบนกระดาษ สังเกตเห็นพนักงานสาวที่ยังคงพูดเจื้อยแจ้วด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ที่นี่เปิดต้อนรับนักผจญภัยตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ ตอนนี้เรายังมีโปรโมชั่นค่าเข้าอยู่นะคะ แต่ถ้าอาคารเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ และเริ่มเปิดให้นักผจญภัยจากนอกอาณาจักรเข้ามาล่าได้ ค่าธรรมเนียมจะมีการปรับขึ้นตามระเบียบใหม่ของสำนักงานบริหาร...”
เสียงอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ของนักล่าดูเหมือนจะเลือนหายไปในโสตประสาทของอคิน
เขาหันกลับไปมองประตูมิติที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งมีป้ายไม้สลักข้อความสั้นๆ ว่า ‘ดันเจี้ยน: รังผีเสื้อทะเล’
อคินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าตามนิสัยเดิม
ทรวงอกของเขาขยับขยายขึ้นลงตามสัญชาตญาณของการเป็นมนุษย์
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ความรู้สึกหนึ่งก็แวบเข้ามาในใจ...
เขามองเห็นทรวงอกของตัวเองที่สวมชุดเกราะกระเพื่อมขึ้นลง
แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงมวลอากาศที่ควรจะไหลผ่านรูจมูกไปปะทะลำคอ
ไม่มีความเย็นของลมราตรีที่ควรจะชำระล้างความเหนื่อยล้า มีเพียงความว่างเปล่าที่แสนนุ่มนวลและเบาสบายจนน่าขนลุก
‘เราคงแข็งแกร่งจนร่างกายปรับตัวเข้ากับทุกสภาพอากาศได้แล้วล่ะมั้ง?’
เขาคิดปลอบใจตัวเองพลางกระชับดาบในมือ
“ไปกันเถอะ โบ้ บัวลอย”
เขาก้าวเท้าเข้าสู่รอยแยกมิติเป็นคนแรก แสงสีฟ้าเย็นตาโอบอุ้มร่างของเขาไว้ในพริบตา
ความรู้สึกเหมือนถูกดึงผ่านมวลน้ำที่ไร้ตัวตนเข้าครอบงำ
ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไปจากโลกภายนอก ทิ้งไว้เพียงเงาสีส้มทองของพฤกษาสามโลกาที่ยังคงส่องสว่างอยู่เบื้องหลัง
...
[ดันเจี้ยน: รังผีเสื้อทะเล]
โลกกึ่งบาดาลต้อนรับพวกเขาด้วยความหนืดที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่การจมอยู่ใต้น้ำเสียทีเดียว
แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยละอองน้ำเข้มข้นที่ลอยล่องเหมือนไข่มุกเรืองแสง
อคินขยับกายท่ามกลางแรงต้านที่หนักอึ้ง
เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่กระทำต่อร่างกาย
แต่แปลกที่เขาไม่รู้สึกถึงความอึดอัดของการขาดอากาศหายใจ
“เตรียมตัวให้พร้อม!”
อคินตะโกนก้อง เสียงของเขาสั่นสะเทือนผ่านมวลน้ำ
เขาตวัด ‘ดาบแสงพฤกษา’ ออกจากฝัก คมดาบเปล่งแสงสีเขียวมรกตตัดผ่านความมืดมิดของรังไหมใต้น้ำ
สลับกับการเรียกใช้สกิล [คลังสรรพาวุธ] โดยฉับพลัน
ติ๊ง!
[ตรวจพบพรายน้ำในระยะประชิด... ระวังตัวด้วยนะอคิน]
หน้าต่างระบบสีฟ้าเด้งขึ้นตรงหน้าพร้อมข้อความที่ดูอบอุ่นและใส่ใจเป็นพิเศษ
อคินยิ้มมุมปาก ความรู้สึกอุ่นซ่านแล่นผ่านอกซ้าย แม้เขาจะสัมผัสไม่ได้ถึงการเต้นของหัวใจที่รัวเร็ว
แต่เขากลับเชื่อมั่นในระบบนี้อย่างที่สุด
“รับทราบครับระบบ!”
อคินทะยานร่างไปข้างหน้า หอกยาวที่ปรากฏขึ้นในมือแทงทะลวงร่างของ ‘พรายน้ำ’ ที่พุ่งเข้ามาจากเงามืด
ร่างของมันแตกกระจายกลายเป็นฟองคลื่นสีขาวโพลน
ขณะที่ ‘โบ้’ หมาไทยหลังอานในชุดเกราะหนังผสมเหล็กคำรามลั่น เสียงเห่าของมันส่งคลื่นกระแทกจนผิวน้ำสั่นสะเทือน
โบ้กระโจนเข้าขวาง ‘เจ้าผีพรายทะเล’ ที่มีขนาดใหญ่เท่ารถบรรทุก
มันใช้โล่ขนาดใหญ่บนหลังรับแรงกระแทกจากกระสุนแรงดันน้ำมหาศาล
เสียงปะทะดัง ตึง! จนมวลน้ำรอบๆ ม้วนตัวเป็นเกลียว
แรงปะทะนั้นมหาศาลจนพื้นดินใต้เท้าของโบ้ทรุดฮวบ
แต่สุนัขหนุ่มกลับยืนหยัดมั่นคงราวกับรากของพฤกษามหาโลกที่ไม่มีวันโค่นล้ม
“ทำดีมากโบ้! บัวลอย เร่งมือเข้า! รับเก็บรังไหมก่อนจะจัดการบอสตัวนี้ เราจะได้รังไหมเพิ่มสองเท่า”
บัวลอย แมวสามสี ทะยานขึ้นสู่ยอดรังไหมนิรันดร์ที่อยู่กึ่งกลางดันเจี้ยน
กรงเล็บที่อาบด้วยพลังเวทสีเงินตวัดดึง ‘รังไหมผีเสื้อทะเล’ ออกมาด้วยความรวดเร็ว
เส้นใยของมันเรืองแสงนวลตาดูนุ่มนวลทว่าเหนียวหนึบยิ่งกว่าเหล็กกล้า
อคินเก็บมันลงกระเป๋ามิติพลางจินตนาการถึงเกราะใหม่ที่จะช่วยปกป้องเพื่อนร่วมทีมของเขาได้ดียิ่งขึ้น
...
[ดันเจี้ยน: ป่าหิมพานต์จำลอง]
สำหรับดันเจี้ยนแห่งนี้ฉากทัศน์เปลี่ยนไปจากดันเจี้ยนก่อนโดยอสิ้นเชิง
กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้ที่ไม่เคยพบเห็นในโลกแห่งความจริงฟุ้งกระจายไปในอากาศที่นิ่งสนิท
อคินก้าวเข้าไปในป่าที่ต้นไม้ทุกต้นดูเหมือนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง กิ่งก้านของพวกมันบิดเบี้ยวราวกับกำลังเฝ้ามองผู้บุกรุก
นกการเวกสีทองบินโฉบลงมาจากยอดไม้ พร้อมส่งเสียงร้องที่แฝงด้วยมนต์สะกด
แต่อคินกลับไม่รู้สึกถึงความง่วงงันที่ระบบแจ้งเตือนว่าเป็นการโจมตีทางจิต
เขาเหวี่ยงขวานที่บัวลอยเสริมพลังเวทธาตุมืดให้ จามลงบนรากไม้ที่พยายามจะพันธนาการขาของเขา
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกับเนื้อไม้ที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าดังสะท้อนไปทั่วป่า
อคินมองดูข้อมือของตัวเองด้วยความฉงน แรงสะท้อนที่ควรจะทำให้กระดูกร้าวกลับหายไปราวกับถูกดูดซับเข้าสู่หลุมดำ
“ไม้พวกนี้... มันสมบูรณ์แบบเกินไปหรือเปล่านะ?”
เขาพึมพำพลางลูบผิว ‘กิ่งแก่นไม้แสงจันทร์’ ที่เรียบเนียนราวกับผิวหนังมนุษย์
ด้วยความสงสัย อคินจงใจกดนิ้วลงบนส่วนที่แหลมคมที่สุดของกิ่งไม้จนถุงมือหนังฉีกขาด
คมไม้บาดลึกเข้าไปในนิ้วของเขา...
ทว่าไร้ซึ่งความเจ็บปวด ไร้ซึ่งหยดเลือดสีแดงสด มีเพียงหน้าต่างระบบที่ขึ้นเตือนตัวแดงวาบ
ติ๊ง!
[ไม่ต้องกังวลไป วัตถุดิบพวกนี้ถูกคัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เก็บเอาไว้เถอะ มันจะทำให้นายแข็งแกร่งขึ้น]
อคินมองข้อความนั้นด้วยความซาบซึ้งใจ ‘ระบบ’ ช่างแสนดีเหลือเกิน
เหมือนรู้เสมอว่าเขากำลังกังวลเรื่องอะไร เขาเก็บกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นลงกระเป๋าด้วยความเชื่อมั่นที่เต็มเปี่ยม
...
[ดันเจี้ยนสุดท้าย: เกาะแก้วพิสดาร]
หาดทรายที่นี่ขาวสะอาดราวกับผงแป้ง แต่ละเม็ดทรายสะท้อนแสงระยิบระยับราวกับเพชร
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ ‘ม้านิลมังกร’ สัตว์อสูรระดับบอสที่มีเกล็ดเป็นนิลดำสนิท แววตาของมันแดงฉานด้วยความโกรธแค้น
“โบ้ เข้าประชิด! บัวลอย สนับสนุน!”
อคินสั่งการอย่างเฉียบขาด
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ม้านิลมังกรพ่นเปลวเพลิงสีนิลออกมาเผาผลาญชายหาด
โบ้กลายเป็นกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย
มันรับแรงเตะจากกีบเท้าเหล็กของบอสจนเกิดประกายไฟกระเด็นไปทั่ว
บัวลอยฉวยจังหวะที่บอสชะงัก ใช้ [เงาพันธนาการ] ตรึงร่างของสัตว์ร้ายไว้กับพื้นทรายผลึก
อคินรวบรวมพลังเวททั้งหมดไว้ที่ดาบแสงพฤกษา
เขาใช้ทักษะ [ย่างสามศอก] พุ่งเข้าหาจุดตายของบอส
แสงสว่างเจิดจ้าดับวูบลงพร้อมกับร่างของม้านิลมังกรที่สลายกลายเป็นละอองพลังเวทสีทอง
ติ๊ง!
[ภารกิจพิชิตดันเจี้ยนเสร็จสิ้นบทที่ 3 : ปราบพยศม้านิลมังกร!]
[คุณได้รับ ‘น้ำตานางเงือก’ วัตถุดิบระดับตำนานที่สามารถฟื้นฟูพลังชีวิตได้แม้จะเหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย]