EP 059 :: มงคลสมรส
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนก่อนพิธีอภิเษกจะเริ่มขึ้น หยางเฟิ่งปิงจำเป็นต้องเรียนรู้ขนบธรรมเนียมและพิธีการในวังหลังจากเหล่ามามาอย่างเข้มงวด โชคดีที่ความยุ่งยากไม่ถือว่ามากมายเพราะนางเคยเรียนรู้ขนบธรรมเนียมดังกล่าวไว้คร่าว ๆ แต่เนิ่น ๆ แล้ว พอถึงเวลาต้องร่ำเรียนจริงจึงไม่ยากเท่าใดนัก
ทว่าวัน ๆ มารดาจะนั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ให้นางทบทวนความรู้อันพึงมีของกุลสตรีที่เพียบพร้อม ในขณะเดียวกันก็มาคอยบ่นให้นางหลังขดหลังแข็งปักลายลงบนชุดเจ้าสาวด้วยตัวเองตามธรรมเนียมบ้าง
บิดาและพี่ชายทั้งสองวิ่งเข้าออกเรือนพักของนางแทบจะทุกชั่วยาม ในขณะเดียวกันก็เป็นคนลงมือสั่งการเกี่ยวกับสินเดิมของนางกันอย่างคร่ำเคร่ง
แม้ภายในใจของบุรุษบ้านตระกูลหยางจะมิต้องการให้หญิงงามตัวน้อยของบ้านแต่งออกไปมากเพียงใด แต่เพื่อหน้าตาของปิงเอ๋อร์ พวกเขาจึงจำยอมให้มีสิ่งใดผิดพลาดมิได้เป็นอันขาด ทั้งท่านตาหงหลวนคุนและท่านยายเองก็มาช่วยงานนี้เช่นเดียวกัน
พิธีการเล็กย่อยทั้งหลายถูกโละทิ้งอย่างไม่ไยดีจากผู้เป็นโอรสสวรรค์ นางจึงไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับขนบธรรมเนียมเหล่านั้นให้มากมาย สิ่งที่ว่าที่เจ้าสาวต้องกระทำในวันงานจึงมีเพียงพิธีปักปิ่นเล็ก ๆ ในครอบครัวยามเช้าตรู่ และเตรียมขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวในเวลาต่อมา
“ปิงเอ๋อร์ของแม่เติบโตขึ้นมากจริง ๆ”
อดีตหญิงงามผู้เป็นมารดารำพึงพลางหวีผมเส้นเล็กละเอียดเงางามของผู้เป็นบุตรสาวช้า ๆ พอคิดว่าร่างแบบบางสวมอาภรณ์แดงของชุดแต่งงานตรงหน้าต้องห่างจากนางไปไกล เหลียนฮวาก็อดทุกข์ตรมในอกมิได้
“ต่อให้ข้าโตขึ้นเพียงใด ข้าก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยของท่าน ท่านแม่”
“ปิงเอ๋อร์ ต่อให้เจ้าเป็นชายารัชทายาท หรือเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน จำไว้นะพวกเราทุกคนก็ยังคงเป็นครอบครัวของลูกเสมอ”
เหลียนฮวาบุปผาผู้บอบบาง แม้จะบอบบางถึงเพียงใดหากแต่เพื่อลูกน้อยนางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกปัญหา ต่อให้หนทางข้างหน้าของบุตรสาวจะเป็นเยี่ยงไร นางก็จะคอยเฝ้าดูแลและปกป้องไม่ห่างไปไหน ต่อให้เฟิ่งปิงคิดจะทิ้งการแต่งงานนี้แล้วหนีไป แม้จะผิดต่อคนทั้งแคว้น นางก็จะสนับสนุน...
มือขาวผ่องจับช่อผมขึ้นง่าย ๆ ปักปิ่นหยกสีขาวลวดลายหงสาโบยบิน ใกล้ ๆ กันมีลวดลายบุปผาดอกเล็ก ห้อยระย้าด้วยไข่มุกเม็ดงาม ทรงผมเรียบง่ายเพราะครู่เดียวก็จำเป็นต้องแกะออกไม่ได้ทำให้ความงามของบุตรสาวนางน้อยลงแม้แต่น้อย
“หากรัชทายาทผู้นั้นรังแกลูกบอกพ่อนะ พ่อจะสั่งสอนเขาให้เจ้าเอง”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
หยางเฟิ่งปิงขอบตารื้นไปด้วยหยาดน้ำตาใส นางก้มมองบิดาที่คุกเข่าลงตรงหน้านางโดยมิยึดติดธรรมเนียมบุรุษไม่ควรคุกเข่าให้ผู้ใด มือหนาหยาบกร้านจากการทำศึกอื้อมมากุมมือบางของนางไว้หลวม ๆ น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่พร้อมเป็นไม้ใหญ่ให้ลูกนกได้พึ่งพิง
...มือของบิดายังคงอบอุ่นเสมอตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้
“หากเจ้าลำบากเจ้ากลับมาหาพี่ได้เสมอ ต่อให้เจ้าจะต้องหย่าขาดในอนาคตพี่ก็จะดูแลเจ้าไปตลอดชีวิต”
“...เจ้าค่ะ พี่ใหญ่”
“ถ้าเจ้าต้องการพวกเรา อย่าได้เกรงใจ ไม่ว่าเรื่องใดพี่ก็จะช่วยเจ้า”
“...ฮึก....เจ้าค่ะ...พี่รอง”
บุรุษผู้องอาจทั้งสามนั่งคุกเข่ารอบตัวนางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ฝ่ามือหนาของบุรุษทั้งสามแห่งตระกูลหยางพากันกอบกุมมือนางไว้จนมิด ดวงตากลมโตมิอาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้อีกต่อไป จนบุรุษทั้งสามพากันปลอบโยนนางกันไม่เป็นศัพท์
...เพื่อรักษาครอบครัวที่รักนางและนางก็รักพวกเขายิ่งกว่าชีวิต เพียงแค่การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักจะหนักหนาสักเท่าไหร่
...เพียงแค่ได้ทำประโยชน์ สามารถปกป้องพวกเขาได้ นางล้วนยินยอมก้าวขาลงไปในนรกที่มีชื่อว่าขุมอำนาจนั้น
เด็กน้อยที่แม้จะผ่านพิธีปักปิ่นก็ยังคงเป็นเด็กน้อยของบ้าน น้ำตาของหยางเฟิ่งปิงทำให้ทุกคนรอบกายพากันปวดใจ
เหตุใดบุรุษแห่งบ้านสกุลหยางจะไม่รู้ว่านางหาได้มีใจรักชอบองค์ชายรอง ดีไม่ดีในใจนางคงจะมีบุรุษอื่นอยู่ด้วยซ้ำ เนื่องเพราะนางเคยพูดออกมาเองแล้วครั้งหนึ่ง หากแต่สุดท้ายแล้วนางก็ยังยินยอมที่จะแต่งเพื่อพวกเขาที่ต้องการจะปกป้องผืนแผ่นดินนี้ นางยินดีที่จะทำเพื่อพวกเขาโดยยินยอมสละแม้แต่ความสุขของตนเอง
ทั้ง ๆ ที่หากนางมากล่าวต่อหน้าบิดาว่านางมิยินดีโดยเอาชีวิตมาขู่ ท้ายที่สุดบิดาก็คงไม่แคล้วจะทำตามสิ่งที่นางต้องการ หากแต่นางหาได้กระทำเช่นนั้น นางเข้าใจเหตุผลของทุกคน และนางยินดีที่จะเป็นหมากบนกระดานเพื่อหยุดเม็ดหมากที่กำลังขยายอำนาจอยู่ในตอนนี้
“ท่านแม่ ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง ...ปิงเอ๋อร์รักพวกท่านยิ่งกว่าสิ่งใด”
นางกล่าวออกมาทั้งน้ำตา พลางโถมตัวลงเข้าสู่อ้อมกอดอบอุ่นของผู้เป็นบิดาที่อยู่ตรงหน้า หยาดน้ำตาที่ไหลรินอย่างเงียบเชียบไร้ซึ่งเสียงสะอื้นหากแต่ความเปียกชุ่มบนไหล่กว้างก็ทำให้หยางเอ่อคังเจ็บปวดยิ่ง
“ปิงเอ๋อร์ บิดาขอโทษเจ้า”
“...ปิงเอ๋อร์ แม่ขอโทษนะลูก...ที่เจ้าเกิดมาเป็นลูกของแม่”
“ไม่เจ้าค่ะ ข้าดีใจยิ่งที่ได้มาเกิดเป็นลูกของท่าน ท่านแม่โปรดอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย”
บุตรสาวรีบหันกลับไปกอดมารดา เสียงหวานกล่าวบอกรักมารดาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหลียนฮวายกเรียวแขนงามขึ้นโอบกอดร่างบุตรสาวไว้แนบอก
วันแรกที่รู้ว่ามีเจ้าอยู่แม่ยินดีปรีดายิ่งนัก เก้าเดือนที่อุ้มท้องเจ้าไว้ในครรภ์ เก้าเดือนที่คอยดูแลใส่ใจเจ้า รักเจ้ายิ่งกว่าชีวิตทั้ง ๆ ที่ยังไม่เห็นหน้า
ข้ามผ่านความเจ็บปวดเจียนตายยามคลอดเจ้าออกมา วินาทีแรกที่ได้พบเจ้าความเจ็บปวดทั้งหลายความลำบากที่ผ่านมาก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
วันที่ได้กอดได้หอมเจ้า เด็กน้อยนิสัยประหลาด ที่จะยอมดูดนมจากอกแม่เฉพาะในยามที่เจ้าหลับใหลไม่รู้สึกตัวไปตามสัญชาตญาณของทารก วันที่เจ้าเอ่ยคำได้ วันที่ได้เฝ้ามองร่างเล็ก ๆ ในอ้อมกอดเติบโต วันที่ต้องทนดูเจ้าฝึกวรยุทธ์กับบิดา วันที่เจ้าออดอ้อน จำให้แม่ต้องดุด่า จวบจนวันนี้...
...พึ่งสิบห้าปีเท่านั้นเอง
วันนี้แม่จำต้องฝืนทนมองส่งเจ้าแต่งเข้าราชวงศ์ เป็นราชนิกุลผู้หนึ่ง วันหน้าต้องแก่งแย่งความโปรดปรานและอำนาจกับหญิงสาวมากมาย ต้องกระทำในสิ่งที่เจ้ามิเคยต้องการ
ร่างกายเล็ก ๆ ของเจ้าที่แม่เคยเฝ้าดูแล บิดาเจ้าเคยโอบกอด หลังจากนี้เจ้าจำต้องดูแลตัวเองจำต้องเข้มแข็งเพื่อมิให้โดนเหยียบย่ำ
...หากเป็นไปได้แม่ก็อยากให้เจ้าเป็นเด็กน้อยของแม่ตลอดไปเหลือเกิน...
“จงทำตัวอ่อนหวานอ่อนโยนหากแต่อย่าได้อ่อนแอนะลูก จงเข้มแข็งแต่อย่าได้แข็งกร้าว อย่างที่แม่และบิดาของเจ้าเคยสอนสั่ง”
“เจ้าค่ะ...ท่านแม่”
“อย่าร้องไห้ ตาบวมเช่นนี้ชื่อหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงคงมัวหมอง จากกันครานี้หาได้จากกันตลอดไปเสียหน่อย เจ้ามาเยี่ยมพวกเราได้บ่อยเท่าที่ต้องการ หรือจะส่งเทียบเชิญให้เราไปหาก็ย่อมได้”
“เจ้าค่ะ”
หยางเฟิ่งปิงพยักหน้ารับคำ ปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าทิ้งอย่างรวดเร็ว ไม่นานเสียงของความรื่นเริงก็ดังมาจากไม่ไกล มารดาจึงกระวีกระวาดเติมแป้งทาชาดให้นางใหม่ จากนั้นจึงแก้ทรงผมสวมมงกุฎหงส์ลงบนศีรษะ ปิดผ้าแดงคลุมหน้าอย่างรวดเร็ว
บิดาเป็นคนประคองนางเดินออกจากประตูด้วยตนเองโดยไม่ให้บ่าวไพร่เข้าช่วย มือหนาที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นประคองมือเล็กไว้มั่น
หยางเอ่อคัง ชายชาติทหารที่แข็งแกร่ง ทึมทื่อบ้างเป็นบางเวลา บางครั้งก็อาจจะดูไม่ค่อยละเอียด ทว่าเขานั้นรักครอบครัวเป็นอย่างมาก เขาไม่ใช่บัณฑิตมากความรู้ แต่เขาสอนสั่งบุตรของเขาด้วยทุกอย่างที่เขามี คอยมอบความรักและเป็นไม้ใหญ่ที่คอยเป็นที่พึ่งให้ลูก ๆ ได้ทุกเรื่อง
...แม่ทัพผู้มักออกรบปกป้องบ้านเมือง ตระเวนไปทั่วชายแดนทั้งสี่ทิศ
ผู้ใดจะรู้ว่าการเลือกระหว่างความสงบสุขของบ้านเมืองและความสุขชั่วชีวิตของบุตรสาว บิดาผู้นี้ต้องลำบากใจเพียงใด แม้จะรู้ตั้งแต่ก่อนที่นางจะเกิดมาว่าบุตรสาวของเขาเหมาะสมกับบัลลังก์หงส์ แต่เขาไม่เคยอยากมอบบุตรสาวของตัวเองไปเพราะหน้าที่แต่อย่างใด
“บิดารักเจ้านะ...ปิงเอ๋อร์”
“...ข้ารู้เจ้าค่ะ...ข้ารู้”
ยามถึงเวลาจะต้องขึ้นเกี้ยวพี่ใหญ่เป็นผู้แบกนางไว้บนหลัง แผ่นหลังกว้างที่เคยให้นางขี่ยามเด็กเวลานี้ดูเปราะบางยิ่งนัก เสียงหวานกระซิบเนิบช้าข้างใบหูด้วยความหนักแน่น ไร้ร่องรอยของความวิตกกังวลใด ๆ จนผู้ที่ให้นางขี่หลังอยู่นั้นเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาแทน
“พี่ใหญ่ ไม่ต้องเป็นห่วงปิงเอ๋อร์นะ”
“...พี่จะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร”
“ครั้งนี้ น้องจะเป็นฝ่ายปกป้องทุกคนเองเจ้าค่ะ”
...น้องสาวตัวน้อยของเขา นางยังคงเป็นน้องสาวตัวน้อยของเขาดั่งเช่นเมื่อสมัยเด็ก
...แต่หน้าที่แสนบัดซบที่แลกมาด้วยความสุขทั้งชีวิตของสตรีผู้หนึ่งกลับอยู่บนบ่าเล็ก ๆ ของนาง และเป็นนางที่ยอมทิ้งความสุขทั้งชีวิตเพื่อหน้าที่แสนบัดซบที่บุรุษเยี่ยงเขาและเจ้ารองทำแทนให้ไม่ได้อย่างเข้มแข็ง
...น้องสาวคนเดียวของเขา ที่เขามิอาจปกป้องนางได้...
หญิงสาวผู้โชคดีที่สุดในแคว้น ได้กลายมาเป็นชายารัชทายาท นั่งเกี้ยวหลังโตเดินแห่รอบเมืองหลวง เสียงชื่นชมของประชาชนที่มาเฝ้าดูขบวนเจ้าสาวเต็มสองข้างทางมิได้ทำให้ผู้เป็นเจ้าสาวในวันนี้รู้สึกอิ่มเอมเลยสักนิด
ร่างแบบบางภายใต้อาภรณ์มงคลสีแดงสดตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าขยับกายตามคำกล่าวของมามาที่เฝ้าอยู่ใกล้ ๆ อย่างเคร่งครัด ยามว่าที่เจ้าบ่าวยื่นมือมาตรงหน้า นางก็วางมือของนางลงพลางก้าวขาเดินตามอย่างเรียบร้อย ไม่มีทีท่ากังวล ไม่มีร่องรอยความประหม่าในทุก ๆ การกระทำ ออกจะสง่างามและน่าชื่นชมในทุกการเคลื่อนไหว
...หากแต่ใต้ผ้าคลุมหน้า ถึงไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีรอยยิ้มยินดี...
“หนึ่ง บ่าวสาวคำนับฟ้าดิน”
“สอง บ่าวสาว...”
นางโค้งตัวตามจังหวะตะโกน ประเพณีคร่ำครึทั้งหลายที่ต้องกระทำผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปยังห้องหอที่เตรียมไว้ รอค่ำคืนมงคลแสนหวานตามความคิดของผู้อื่น
ส่วนรัชทายาทหมาด ๆ ในอาภรณ์มงคลสีแดงสด ก็กำลังรับหน้าแขกเหรื่อที่ต่างพากันแบกของขวัญมาร่วมแสดงความยินดี หรือผู้ใดหน้าหนาหน่อยก็หนีบบุตรสาวติดกายมาเผื่อว่าเจ้าบ่าวที่พึ่งรับชายาเอกหมาด ๆ จะสนใจอยากมีชายารองหรืออนุเพิ่มเติม
“เสด็จพี่รัชทายาท...ข้าเอาของขวัญชั้นเยี่ยมมามอบให้ หวังว่าเสด็จพี่และเสด็จพี่สะใภ้จะชมชอบของขวัญจากข้า”
“ขอบคุณน้องเก้า”
“...ดูแลนางให้ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”
“แน่นอน พี่รับปากเจ้า”
องค์ชายเก้าเฟยสวี่ฉีที่มาร่วมงานมงคลสมรสมีสีหน้าเศร้าสร้อยที่แทบปิดไว้ไม่อยู่ ใต้ตานั้นชัดเจนว่าเขาไม่ได้พักผ่อนเต็มที่เป็นเวลานาน แต่ถึงแม้ในใจจะเศร้าสักเพียงใด เขาก็จะไม่ให้เรื่องของหัวใจมาทำลายความสัมพันธ์พี่น้องที่พี่ใหญ่ได้ฝากฝังเอาไว้
เฟยสวี่ฉีปักใจกับเฟิ่งปิง เขาชมชอบนางด้วยใจจริงถึงขั้นที่บ่ายเบี่ยงจะรับชายาหรืออนุ แต่มาถึงตอนนี้ ในฐานะองค์ชายพระองค์หนึ่ง เขาย่อมไม่ไร้หัวคิดถึงขนาดที่จะรักชอบพระชายาของเสด็จพี่รัชทายาทต่อไป
...เขาไม่อยากสร้างปัญหาให้พี่ชาย และไม่ต้องการให้นางอันเป็นที่รักต้องหนักใจ
“ยินดีกับงานมงคลด้วยพ่ะย่ะค่ะเสด็จพี่รัชทายาท”
“ขอบใจนะเจ้าห้า”
องค์ชายห้าเฟยต้าซานประสานมือคารวะ แม้จะเห็นใจน้องเล็ก แต่เรื่องการสมรสนั้นก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของราชวงศ์ เขารู้ว่าพี่รองหลีกทางให้น้องเก้ามาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เมื่อถึงตอนนี้ ฐานะของพี่รองจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนให้มั่นคงที่สุด การสมรสนี้จึงไม่ถือว่าเป็นความผิดของเขา
พี่รองไม่ได้แย่งสตรีผู้นั้นไปเพราะต้องการจะแย่ง แต่หากเป็นความจำเป็นที่ไม่ว่าผู้ใดก็เลี่ยงไม่ได้
เฟยต้าซานตบบ่าน้องเล็กเบา ๆ และพาเขาออกจากงานเลี้ยงก่อนใคร ดูท่าแล้ววันนี้เขาคงได้ร่ำสุรายันเช้าเป็นเพื่อนคนที่พึ่งอกหักอีกหนอย่างช่วยไม่ได้ เฮ้อ...
หยางเอ่อคังแทบคุมแรงไว้ไม่อยู่ เขาบีบจอกเหล้าในมือเป็นการสะกดกลั้นอารมณ์ ในขณะที่ปากก็เอ่ยเสียงกระซิบเป็นการเตือนอย่างไม่กลัวโทษล่วงเกินเบื้องสูง
“ฝ่าบาท ต่อให้ท่านได้เป็นฮ่องเต้ แต่หากทำให้ปิงเอ๋อร์ต้องเสียน้ำตา ดาบของกระหม่อมจะบั่นคอพระองค์เอง”
“ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นแน่ ท่านพ่อตา”
“...”
ตระกูลหยางเป็นชนชั้นสูง พวกเขาเข้าใจขนบธรรมเนียมและความจำเป็น แม้หยางเอ่อคังจะเป็นพวกแปลกที่มีภรรยาคนเดียว ทว่าพวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามให้รัชทายาทไม่มีหญิงอื่น ยิ่งในวังบูรพามีทั้งชายารองและอนุอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจทำอันใดได้ ได้แต่หวังว่าบุรุษตรงหน้าจะไม่ลุ่มหลงสตรีอื่นจนใจร้ายกับปิงเอ๋อร์โดยไม่ไว้หน้าพวกเขา
“ท่านแม่ทัพหยาง รองแม่ทัพหยาง และขุนนางหยาง รวมถึงฮูหยินหยาง ไม่ต้องห่วงอันใด นางคือชายารัชทายาท ไม่มีผู้ใดในวังบูรพามีสิทธิ์รังแกนาง”
“...แม้แต่พระองค์?”
“แน่นอน แม้แต่ข้าด้วย ข้าขอสาบานด้วยเกียรติของข้า”
เฟยหรงซิ่นรับหน้าแขกเหรื่อหลายต่อหลายประเภทด้วยตัวเองเป็นเวลานาน ทั้งคนที่ยินดีกับการสมรส และพวกที่เสแสร้งยินดี แต่นั่นก็มิใช่อะไรที่เจ้าสาวในห้องหอให้ความสนใจ...
“พี่สุ่ยหลิวให้ทุกคนออกไปเถิด”
“เพคะ พระชายา”
พี่สุ่ยหลิวเป็นสาวใช้ข้างกายเพียงคนเดียวที่หยางเฟิ่งปิงอนุญาตให้ติดตามตนมายังวังบูรพาอันเป็นพระตำหนักของรัชทายาท ซึ่งพอได้รับคำสั่งจากเจ้านาย ข้ารับใช้ผู้ภักดีก็พร้อมกระทำตามโดยมิคิดมากความ
“พระชายาต้องการพำนักเพียงลำพัง พวกเจ้าทุกคนออกไปก่อน”
“แต่ว่า...”
“พวกเจ้าจะขัดรับสั่งรึ?”
“มิกล้าเพคะ”
นางกำนัลน้อยใหญ่ที่มาเฝ้าจับตามองเจ้าสาวหมาด ๆ ต่างพากันล่าถอยออกจากห้องยามเมื่อสาวใช้ข้างกายพระชายาหันมากวาดตามองพวกตนด้วยทีท่าน่าหวาดเกรง
“คุณหนูต้องการสิ่งใดเรียกข้านะเจ้าคะ”
“อืม พี่ออกไปรอด้านนอกเถอะ”
สุ่ยหลิวพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยความเป็นกังวล
สิ้นเสียงบานประตูไม้ปิดลง มือเล็กก็ตวัดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกจากศีรษะ มงกุฎหงส์ถูกถอดออกแล้ววางทิ้งไว้หน้ากระจกอย่างไม่ไยดี เจ้าสาวหมาด ๆ กวักน้ำในอ่างขึ้นมาล้างหน้า ผ้าขาวนุ่มมือถูกนำมาเช็ดคราบเครื่องประทินโฉมบนใบหน้าอย่างคล่องแคล่ว
เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวระบั้นเอว ชุดเจ้าสาวที่ถูกปักลายอย่างงดงามด้วยฝีเข็มของตนเองตามธรรมเนียมถูกถอดทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไว้บนเตียงเหลือเพียงเสื้อตัวในที่ปกปิดร่างกายมิดชิด
หญิงสาวร่างบางที่ทำตัวตามสบายมิต่างจากอยู่บ้านตน สาวเท้าเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะอาหารที่มีสุราอาหารหลายสิบอย่างที่ใกล้จะเย็นชืด กระนั้นนางก็ยังหยิบตะเกียบขึ้นมากินอาหารเหล่านั้นอย่างเชื่องช้า ก่อนที่จะหยิบจอกสุราขึ้นกระดกมิต่างจากดื่มน้ำเปล่าแก้กระหาย
ผู้ใดบัญญัติให้เจ้าสาวต้องรอเจ้าบ่าวมาเปิดผ้าคลุมหน้า?
ผู้ใดบัญญัติให้เจ้าสาวต้องรอดื่มสุรามงคลร่วมกับเจ้าบ่าว?
เจ้าสาวในบัญญัติผู้นั้นหาใช่นางไม่ ในเมื่อตัวนางและเจ้าบ่าวผู้นั้นเป็นเพียงผู้ร่วมมือกันชั่วคราว เพื่อจัดการปัญหาในเมืองหลวงมิต่างจากจัดการปัญหาธุรกิจ
อย่างไรเสียไม่ว่านางจะกระทำตัวเช่นไร รัชทายาทผู้นั้นก็ยังคงต้องการความร่วมมือจากนางอยู่ ดังนั้นต่อให้เขากริ้วก็มิอาจทำอันใดนางได้ ไม่รวมกับท่าทีที่เหมือนกับว่าเขากำลังหลงรักนางนั่นอีกด้วย
...แล้วนางจะต้องไปสนใจเขาเพื่อสิ่งใดเล่า?
...
หลายชั่วยามทีเดียวกว่าที่งานเลี้ยงในห้องโถงจะจบลง
และแล้วเฟยหรงซิ่นจึงได้เข้าไปในห้องหอที่สมควรมีเจ้าสาวคนงามนั่งรอเขาอยู่ แต่ที่ไหนได้ ร่างเล็กนั้นนอนขดอยู่บนเตียงกว้างอย่างสบายใจ ไม่มีชุดพิธีการหรือมงกุฎหงส์ บนโต๊ะอาหารเองก็มีร่องรอยการถูกกินไปบ้างแล้ว
ร่างสูงในชุดมงคลเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง มือหนาปัดผ่านเส้นผมที่ตกลงมาบนใบหน้างามด้วยความอ่อนโยน บนใบหน้าหล่อเหลาไม่ขาดรอยยิ้มที่มุมปากที่แสนจะให้ความเอ็นดู
เขาแต่งกับนางเพราะหน้าที่ แม้จะมีใจให้นางอยู่ฝ่ายเดียว แต่เขาก็สัญญากับคนรอบข้างและตัวเองแล้วว่าจะดูแลนางให้ดี
...ภรรยาในนามของเขา
...หากหลังจากนี้นางจะมีใจให้เขาบ้างก็คงจะดียิ่ง
เฟยหรงซิ่นถอยไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ก่อนจะล้มตัวลงนอนที่ตั่งข้างหน้าต่างเพื่อที่เขาจะได้ไม่เผลอละเมิดข้อตกลงกับภรรยาของตนเอง
ในช่วงเวลาเดียวกัน
แคว้นเซี่ย ตำหนักฟ้ากระจ่าง
ขบวนเดินทางของชินอ๋องและว่าที่พระชายาใช้เวลาเร่งเดินทางได้เกือบหนึ่งเดือน พอมาถึงจวนของชินอ๋อง พิธีแต่งงานแบบเรียบง่ายก็ถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแขกจากต่างบ้านต่างเมืองตั้งตัวแทบไม่ทัน แต่ทว่าทุกอย่างก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่นจนน่าตกใจ
...เป็นเหตุบังเอิญที่งานแต่งนี้ตรงกับงานแต่งขององค์รัชทายาทแคว้นฉิน
มงคลสมรสที่ควรจะเป็นเรื่องน่ายินดี เพียงแต่บ่าวสาวนั้นมิใช่คนที่ต้องการอยากให้เป็น ทุกอย่างเลยเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไร
“ท่านอ๋อง...”
เจ้าสาวหมาด ๆ คืออดีตองค์หญิงแห่งแคว้นฉิน นางเอ่ยเรียกบุรุษในชุดแดงด้วยเสียงเบาราวกับเสียงยุง เพราะเจ้าบ่าวเข้ามาในห้องแล้วก็หาได้สนใจจะเปิดผ้าคลุมหน้าให้นางตามธรรมเนียม
เฟยฉางเยว่ที่ต้องดั้นด้นมาแต่งงานถึงต่างแคว้นใจสั่นระรัว นางรู้ดีว่าการแต่งงานนี้หาได้เกิดจากความพึงใจ หากแต่ทั้งนางและบุรุษตรงหน้าต่างเป็นหมากทางการเมืองตัวหนึ่ง กระนั้นนางก็ยังหวังว่าเจ้าบ่าวผู้จำใจของนางจะสนใจนางที่นั่งเป็นหัวหลักหัวตอบนเตียงตรงนี้บ้าง
“จงอยู่ในที่ของเจ้า อย่าได้ล้ำเส้นเปิ่นหวาง”
ฮุ่ยเทียนเหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นทุกครั้ง ตลอดช่วงเวลาการเดินทาง ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะเข้าใกล้นาง ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะพูดดี ๆ กับนาง
พอกล่าวจบก็ก้าวเท้าเดินไปยังห้องข้าง ๆ ที่ถูกสร้างเตรียมไว้อยู่แล้วทันที ปล่อยเจ้าสาวที่ผ่านการทำพิธีร่วมกันเมื่อช่วงเช้าไว้เดียวดาย
บุรุษผู้เย็นชาดั่งก้อนน้ำแข็งหาได้ใส่ใจว่าเจ้าสาวผู้นั้นที่นั่งตัวเกร็งรอตนมาร่วมสามชั่วยาม เจ้าสาวที่แม้ได้มาโดยไม่เต็มใจ แต่ก็เป็นภรรยาหมาด ๆ ตามธรรมเนียมของตน ไม่ได้สำคัญต่อใจของเทพสงครามแม้เพียงนิด
เจ้าสาวที่ถูกทิ้งร้างในห้องหอโดยที่เจ้าบ่าวไม่แม้แต่จะเฉียดกายเข้าใกล้กลั้นน้ำตาไว้มิให้ร่ำไห้ มือขาวนวลเนียนดั่งหยกเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นเองก่อนจะยกยิ้มหยันที่ตัวเองเผลอคาดหวังทั้ง ๆ ที่รู้ตัวดีอยู่แล้ว
...ภาพฝันถึงชีวิตแต่งงานอันแสนหวาน คงเป็นไปมิได้สำหรับการแต่งงานที่มิได้เกิดจากใจ
...แต่หากเขายังให้เกียรติตามที่ควรได้ นั่นก็มากพอแล้ว
-------
ก็ตามนั้นว่าเขาต่างคนต่างแต่ง ที่แน่ๆ พระรองอย่างองค์ชายรองนี่น่าสงสารจีๆ