บทที่ 106 เสียงระเบิด
การปรากฏตัวของผู้อาวุโสอัสนีม่วงทำให้บรรยากาศในที่นี้หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หลิวจินเยว่จะเอ่ยทำลายความเงียบ
“ผู้อาวุโสท่านเป็นใครกันเหตุใดจึงมาขัดขวางเรื่องระหว่างพวกข้า”
“หากข้าเดาไม่ผิดท่านคือคนในมุกฟ้านิรันดร์จึงไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคนภายนอกในยุคของข้าไม่ใช่รึ เหตุใดท่านจึงมาขัดขวางข้า”
นางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ตั้งแต่ที่ชายชราผู้นี้ปรากฏตัว สัญชาตญาณของนางก็ร้องเตือนให้ออกห่างจากชายชราตรงหน้าทันที นั่นหมายความว่าอย่างไร นั่นหมายความว่าชายชราตรงหน้านางนั้นแข็งแกร่งกว่านางเป็นอย่างมากไม่ใช่แค่ระดับขั้นสองขั้นอย่างแน่นอน
สิ้นเสียงของนางผู้อาวุโสอัสนีม่วงจึงเอ่ยตอบ
“ข้าไม่มีเหตุผลส่วนตัวที่ต้องช่วยเหลือเจ้าพวกนี้ แต่อย่างที่ข้าบอกไปตั้งแต่แรกห้ามมีใครสังหารกันในที่แห่งนี้ แม้จะต่อสู้กันเองข้าก็ไม่อนุญาตหากเจ้าต้องการต่อสู้ก็เชิญด้านนอก”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้เหมือนผู้อาวุโสอัสนีม่วงจะนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะเอ่ยต่อ
“แต่ก็ยังมีอีกที่หนึ่งที่เจ้าสามารถต่อสู้ได้ เจ้าเพียงแค่ต้องขึ้นไปยังชั้นสอง”
ชายชราเอ่ยพร้อมมองไปยังบันไดทางขึ้นชั้นสอง
“ดูเหมือนว่าเป้าหมายหลักของเจ้าคือเจ้าหนูหลินตงสินะ ตอนนี้เจ้าหนูนั่นกำลังทำความเข้าใจมรรควิถีและสร้างวิชามรรคอยู่หากเจ้าหนูนั่นออกจากการทำความเข้าใจเมื่อไหร่ข้าจะบอกเรื่องเจ้ากับเจ้าหนูนั่นเอง หากเจ้าต้องการจะรอเจ้าสามารถไปลองฝึกที่ชั้นที่สองดูได้”
สิ้นเสียงชายชราก็หันหลังหายลับกลับไป พร้อมกับเอ่ยประโยคทิ้งท้าย
“อย่าได้คิดจะแหกกฎของข้าเชียว เจ้าเชื่อข้าเถอะแม่หนูตระกูลหลิว”
เมื่อเสียงนั้นจบลงร่างของชายชราก็หายไปอย่างสมบูรณ์
ทางด้านของหลิวจินเยว่ นางตกตะลึงที่ชายชรารู้แซ่ของนางอยู่ไม่น้อยแต่นางก็ไม่สามารถถามอันใดได้แล้ว จากนั้นนางหันไปมองหลี่เฟยครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินตรงไปยังชั้นสอง ไม่นานในห้องแห่งนี้ก็เหลือเพียงหลี่เฟยเพียงผู้เดียว
การปะทะกันเมื่อครู่ได้ตอกย้ำให้นางรู้ถึงความอ่อนแอของตนเอง มือของนางกำแน่นก่อนจะเดินกลับเข้าไปในประตูฝึกฝนกายหยาบดังเดิม
ภายในจุดไร้คลื่นที่หนึ่งร้อย ร่างของชายหนุ่มถูกโอบล้อมไปด้วยวิถีมรรคและกฎสวรรค์มากมายพร้อมๆ กับที่มีรัศมีหยินหยางหมุนวนด้านหลังของชายหนุ่ม
“ข้าต้องใช้เทคนิคกายาหลอมมรรคและกายกำเนิดเต๋าของข้าเป็นฐานในการสร้างเทคนิคบ่มเพาะนี้ แต่ปัญหาของข้าในตอนนี้คือข้าไม่รู้ถึงความสามารถพิเศษของกายข้าเลย”
“เหตุใดมันจึงชื่อว่ากายกำเนิดเต๋ากัน?”
ชายหนุ่มเริ่มหลับตาครุ่นคิดถึงคำถามนี้โดยไม่ได้คำนึงถึงเวลาที่เลยผ่าน สิบวันต่อมาชายหนุ่มได้ลืมตาขึ้นพร้อมๆ กับโคจรพลังธาตุไฟและธาตุน้ำออกมาพร้อมๆ กัน
ก่อนที่ในเวลาต่อมาชายหนุ่มจะค่อยๆ นำ พลังธาตุทั้งสองที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้เข้ามาผสานกัน พร้อมๆ กับโคจรเทคนิคกายาหลอมมรรคและเตรียมกระตุ้นใช้พลังของกายกำเนิดเต๋า
นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ชายหนุ่มพยายามกระตุ้นกายเซียนบรรพกาลของตน ถึงแม้ก่อนหน้านี้เทคนิคกายาหลอมมรรคจะดึงพลังของกายกำเนิดเต๋าออกมาด้วยตัวเองแต่นั้นก็ไม่ถึงกับเป็นการกระตุ้นกายกำเนิดเต๋าสักเท่าไหร่ แต่สาเหตุที่ชายหนุ่มรู้ว่ามีการดึงพลังนั้นเพราะครั้งหนึ่งซินแสเฒ่าเคยบอกตนไว้
ทว่าซินแสเฒ่ากลับไม่ได้บอกวิธีใช้หรือวิธีกระตุ้นกายกำเนิดเต๋าไว้เลย สถานการณ์ปัจจุบันชายหนุ่มจึงทำได้เพียงลองหลายๆ วิธีในการกระตุ้นกายกำเนิดเต๋าของตนไม่ว่าจะเป็นการใช้จิตใต้สำนึกสัมผัสถึงร่างกายของตัวเองหรือการเปิดใช้พลังสายเลือด และแน่นอนชายหนุ่มนั้นล้มเหลว
ในตอนนั้นก้อนพลังธาตุทั้งสองที่กำลังผสานกันก็ระเบิดออกทันที
ชายหนุ่มได้แต่ส่ายศีรษะและล้มเลิกความตั้งใจที่จะกระตุ้นกายกำเนิดเต๋าด้วยตนเองไว้ชั่วคราว อย่างไรเสียวิชากายาหลอมมรรคก็สามารถกระตุ้นกายกำเนิดเต๋าได้เช่นกันแม้จะน้อยนิดก็ตามแต่นั่นก็เพียงพอสำหรับตอนนี้ที่ต้องสร้างวิชาบ่มเพาะในขั้นต้นให้สำเร็จ
หลังจากนั้นชายหนุ่มได้โคจรวิชากายาหลอมมรรคและค่อยๆ สัมผัสถึงพลังของกายกำเนิดเต๋าอย่างเนิบช้าและเก็บทุกรายละเอียดที่สามารถรับรู้ได้ ชายหนุ่มได้ใช้พลังสองสายนี้เป็นหลักผสมกับความเข้าใจจากประสบการณ์ความรู้ที่ผ่านมารวมถึงตำราในชั้นที่สี่เพื่ออนุมานวิชามรรคในการบ่มเพาะของตัวเอง
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป ในที่สุดสิบห้าวันหลังจากนั้นชายหนุ่มได้ลืมตาขึ้นพร้อมๆ กับที่ตราสัญญาลักษณ์หยินหยางที่หมุนวนด้านหลังชายหนุ่มเริ่มสั่นไหวก่อนที่ในเวลาต่อมาจะได้ปรากฏร่างจำแลงขนาดเท่าตัวคนของสัตว์เทพทั้งห้าโคจรอยู่รอบตราสัญญาลักษณ์หยินหยาง
“นี่เป็นแค่รูปแบบแรกของวิชาบ่มเพาะของข้าเท่านั้น ความสามารถของข้าในตอนนี้ทำได้เพียงเท่านี้จริงๆ แต่อย่างน้อยเทคนิคบ่มเพาะนี้ในปัจจุบันก็ทำให้ข้าสามารถพัฒนาต่อไปได้แล้ว”
“แต่เนื่องด้วยมันยังไม่สมบูรณ์ ข้าจะยังไม่ตั้งชื่อมันเสียตอนนี้ เอาไว้ข้าบรรลุแจ้งเป็นจักรพรรดิเซียนเมื่อใดข้าค่อยคิดเรื่องนี้อีกทีก็แล้วกัน”
ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังคิดอยู่นี้เอง ร่างของผู้อาวุโสอัสนีม่วงก็ได้มาปรากฏข้างๆ ร่างของชายหนุ่ม
“คารวะผู้อาวุโส”
ชายหนุ่มเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร
ทางด้านผู้อาวุโสอัสนีม่วงเองก็ได้พินิจมองชายหนุ่มและเทคนิคบ่มเพาะที่ยังโคจรอยู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ
“วิชามรรคนี้มัน”
สิ้นเสียงของผู้อาวุโสอัสนีม่วงในเวลาเดียวกันนั้นเอง ร่างของชายชราทั้งสองที่เหลือก็ได้ตามมา เมื่อทั้งคู่เห็นเทคนิคบ่มเพาะที่ชายหนุ่มกำลังโคจรอยู่ทั้งคู่ก็ต่างหลุดอุทานออกมา
“นี่มันวิชามรรคแบบใดกัน แม้ตอนนี้จะรู้สึกได้จางๆ แต่ความรู้สึกเช่นนี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกถึงความลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งได้”
ผู้อาวุโสจิตวิญญาณอาวุธเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง ชายชราทั้งสองที่เหลือก็ไม่ต่างกันนัก
“คลื่นลูกใหม่ซัดคลื่นลูกเก่าจริงๆ”
ชายหนุ่มที่เห็นการมาของชายชราทั้งสอง จึงผสานมือคำนับ
“คารวะผู้อาวุโส ทั้งสองฝีมือของข้ายังห่างจากพวกท่านทั้งสามอีกมากนัก ข้ายังเป็นคลื่นลูกนั้นไม่ได้หรอกขอรับ”
“ฮ่าๆ เจ้านี่ก็ช่างถ่อมตัวเสียจริง”
ชายชราจิตวิญญาณอาวุธเอ่ยออกมาพร้อมกับหัวเราะไปพลาง
“เอาล่ะเจ้าหนู เรื่องอื่นๆ เอาไว้คุยหลังจากนี้ก็แล้วกัน ข้ามีเรื่องต้องบอกเจ้า”
ผู้อาวุโสอัสนีม่วงเอ่ยออกมา ก่อนจะเล่าการมาถึงของหลิวจินเยว่ให้ชายหนุ่มฟัง
เมื่อฟังเรื่องราวจนหมด ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมๆ กับที่ยกฝ่ามือซ้ายขึ้นมาดู สัญญาลักษณ์จันทร์ครึ่งเสี้ยวจึงปรากฏต่อสายตาของชายหนุ่ม
“เช่นนั้นข้าก็ต้องขอไปเจอนางหน่อยแล้ว”
การที่หลิวจินเยว่มาหาชายหนุ่มนั้นไม่ถือว่าเป็นเรื่องเกินความคาดหมายของชายหนุ่มแต่อย่างใด ในความคิดของชายหนุ่มในเมื่ออีกฝ่ายทิ้งตราประทับนี้ไว้และยังเห็นตนในมุกฟ้านิรันดร์แห่งนี้นั่นจึงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นที่หลิวจินเยว่จะมาหาเรื่องตน
แต่การที่หลิวจินเยว่เกือบจะลงมือสังหารหลี่เฟย สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก หากตอนนั้นผู้อาวุโสอัสนีม่วงไม่เข้ามาช่วยไว้ จะเกิดอะไรขึ้นกับหลี่เฟยกันแค่คิดแววตาของชายหนุ่มก็เริ่มเกิดจิตสังหารขึ้นมา แม้หลี่เฟ่ยกับชายหนุ่มจะยังไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันขนาดนั้น แต่ความสัมพันธ์นั้นก็ไม่ใช่แค่คนรู้จักอย่างแน่นอน การที่นางเกือบจะถูกสังหารทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเกิดจิตสังหาร
ทางด้านหลิวจินเยว่เองนางก็ได้ทราบถึงการออกมาของชายหนุ่มจากปากผู้อาวุโสหยินหยางแล้วเช่นกัน
เพียงไม่นานด้านนอกตำหนักขัดเกลา
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีก็ได้มาเจอหน้ากัน โดยที่ทุกคนที่อยู่ในตำหนักขัดเกลาก็ออกมาชมการต่อสู้นี้เช่นกัน
“ข้านึกมาเจ้าจะเก็บตัวบ่มเพาะจนเวลาในมุกฟ้านิรันดร์หมดไปเสียแล้ว”
หลิวจินเยว่ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ทางด้านชายหนุ่มที่ได้ยินหญิงสาวตรงหน้าพูดเช่นนั้นก็ไม่ได้เอ่ยอันใด แต่ภายในใจของชายหนุ่มเริ่มเกิดจิตต่อสู้ขึ้นมาบ้างแล้ว ตัวเขาก็อยากจะรู้เช่นกันว่าพลังระดับจ้าวดินแดนของเขานั้นจะทรงอานุภาพแต่ไหน
และสตรีตรงหน้านี้ก็เป็นคู่มือที่ดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะระดับพลังและความสามารถนางแทบไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย
สิ้นสุดความคิด ชายหนุ่มได้หันไปสบตากับหญิงสาว
“เข้ามา”
สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ร่างของทั้งสองก็ได้หายไปจากจุดเดิมไม่เหลือไว้แม้แต่เงา เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นเหนือฟากฟ้าเมื่อทุกคนหันไปมองก็มองเห็นแต่เพียงร่างเงาสองร่างที่เข้าปะทะกันอย่างต่อเนื่อง
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังปะทะกันอยู่นี้เอง เสียงระเบิดอันดังสนั่นจากที่ไม่ทราบว่ามาที่แห่งใดก็ได้ดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมๆ กับปล่อยคลื่นพลังปราณออกมาเป็นวงกว้างจากจุดศูนย์กลางของแรงระเบิด
ด้วยเหตุนี้เอง ร่างของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีจึงได้ออกจากกันพร้อมๆ กับมองไปยังจุดที่เป็นต้นกำเนิดเสียงระเบิดและคลื่นพลังปราณนั้น
ในตอนนี้เองเสียงของผู้อาวุโสหยินหยางก็ได้ดังขึ้นจนทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า
“ตำหนักมนุษย์เปิดออกแล้ว”
สิ้นเสียงนี้ หัวใจของทุกคนในที่แห่งนี้ยกเว้นชายชราทั้งสามก็เต้นแรงขึ้นมา
และในทุกสถานที่ในมุกฟ้านิรันดร์ เหล่าจอมยุทธ์จากขุมอำนาจต่างๆ ก็เริ่มมุ่งหน้าไปยังจุดศูนย์กลางของเสียงระเบิดแล้ว ถึงจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าจุดศูนย์กลางของเสียงนั้นคือสิ่งใดก็ตามที
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio