ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 เทพภูผาย้ายถิ่น

            “ก๊อกๆๆ...”ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังกระชั้นสามครั้งติดคนที่ผลักประตูเข้ามาคือหนุ่มหล่อร่างสูง

            “ท่านผู้อำนวยการ”เขายืดตัวเอามือทาบหน้าอกก่อนพูดขึ้น “กองกำลังมังกรเร้นกลับมาจากทำภารกิจแล้วครับ”

            เจ้าหนอนบ่อนไส้...เชียนเริ่นแสยะยิ้ม แววตาไร้ความรู้สึก ไอ้เจ้าคนแซ่สวีมันเป็นพ่อแกเหรอ?ริอาจกดดันฉันได้ปานนี้!

            เสียดายที่ต้องเสียสุนัขนักล่าชั้นดีไปถึงสามคน

            เมื่อไหร่ที่จับรหัสIP ได้ แกตกที่นั่งลำบากแน่

            “หัวหน้าฉู่คงเหนื่อยแย่”เขาคลี่ยิ้มเอ่ย “พวกเราก็เป็นคนกันเอง ไม่ต้องเป็นทางการก็ได้”

            ฉู่เจาหนานนิ่งเงียบ

            “ไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน”เชียนเริ่นปัดมือเอ่ย “หัวหน้าฉู่ยังมีเวลาฝึกงานอีกสองปี ถึงตอนนี้ฉันจะเป็นคนจัดพิธีเลื่อนให้เป็นสมาชิกระดับA ด้วยตัวฉันเอง”

            “ขอบคุณครับท่านผู้อำนวนการ” ฉู่เจาหนานหยุดชะงักก่อนพูดต่อ “ขอรายงานอีกเรื่องครับเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างเผ่ามนุษย์และปีศาจของมณฑลหมิงสุ่ยในตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียดผมจึงยื่นคำขอแผนกตรวจสอบของศาลผู้ฝึกตนประจำมณฑลหมิงสุ่ยเพื่อขอจัดตั้งทีมจำนวนห้าคนลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ เขตเมืองผานซานเป็นเวลาครึ่งปีครับ”

            “หวูด...” กระแสลมม้วนตัวปะทุขึ้นด้านหน้าเขาฉับพลัน

            โต๊ะไม้ที่มือเขาทาบตัวแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขึ้นกลางอากาศตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ราวกับถูกใบมีดนับฟันกระหน่ำฟันภายในช่วงพริบตา

            เขาไม่สบตากับอีกฝ่ายรอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหาย ครั้นผ่านไปหนึ่งนาทีจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและมองหน้าฉู่เจาหนานด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง “หัวหน้าฉู่ คุณเคยเคารพกันบ้างไหม?”

            “เกรงว่าตัวผมก็แค่ปฏิบัติตามหน้าที่เท่านั้น”

            ทั้งสองนิ่งเงียบลงแรงกดดันของขั้นจู้จีเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนฉู่เจาหนานรู้สึกอึดอัดเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน

            แล้วอยู่ๆแรงกดดันก็คลายตัวลง ฉู่เจาหนานได้แต่ยืนกัดฟันเหงื่อตกอยู่ที่เดิม

            “ออกไปได้แล้ว”เชียนเริ่นคลี่ยิ้ม “จำเอาไว้ ทีหลังเรื่องแบบนี้ต้องแจ้งฉันก่อน”

            “ครับ”

            ครั้นประตูปิดลงเชียนเริ่นก็นั่งลงถือแก้วชาอย่างเงียบขรึม แสงจันทร์นอกหน้าต่างส่องแสงทาบลงบนตัวเขาสายลมยามราตรีโบกพัดผ้าม่านปลิวไสว บรรยากาศช่างดำเนินไปอย่างเงียบสงบและอบอุ่น

            ทว่าวินาทีต่อมา!

            “โครม... เพล้ง!”เสียงข้าวของแตกกระจายดังขึ้นทั่วห้อง! บานกระจกหน้าต่าง โต๊ะ เอกสารชั้นวางหนังสือ พื้นไม้ แตกสลายกระจุยกระจายภายในพริบตา!

            สภาพของเชียนเริ่นในตอนนี้ไม่ต่างอะไรไม่จากปีศาจร้ายที่นั่งอยู่ท่ามกลางความโกลาหล

            “เจ้หนูแกคิดว่าฉันไม่กล้าทำอะไรแกจริงๆ เหรอ?”เขาเลียริมฝีปากตัวเองพลางพูดขึ้นด้วยเสียงอำมหิต “แกควรรู้สึกขอบคุณที่เกิดมาในชาติตระกูลที่ดี...ไม่งั้นฉันคงฉีกแกเป็นชิ้นๆ ไปนานแล้ว!”

            ผู้เฒ่าแน่ใจ100% ว่าคนในกองกำลังมังกรเร้นทำการแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาย่อย!เพื่อให้เขาระบุรหัส IP เป้าหมายไม่ได้!

            แล้วตอนนี้...ยังกดดันไล่บีบเขาเพิ่มอีก โดยการบอกคนในศาลผู้ฝึกตนให้จับตามอง

            เมื่อครู่นี้เขาเกิดตบะแตกขึ้นมาจริงๆ แต่ว่าด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของอีกฝ่าย ก็พบว่าบนร่างก่ายของอีกฝ่ายมีวัตถุเวทมนตร์ที่สามารถปกป้องกันพลังขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์ได้หนึ่งชั่วโมงอยู่สามชิ้น!

            เป็นเหตุให้เชียนเริ่นจำเป็นต้องถอยออกมาก่อน!

            เขาในตอนนี้ที่เพิ่งรับคำลั่งสังหารจากเบื้องบนของท่านฝู่หยุนเจินเหรินมาหากทำไม่สำเร็จก็เท่ากับว่าชื่อเสียงและโอกาสที่เขาควรจะได้รับแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา!

            ซ้ำทั้งมีสุนัขรับใช้รัฐบาลหวาซย่าอย่างศาลผู้ฝึกตนคอยจับตามองอยู่!หากทำไม่สำเร็จแม้แต่อนาคตของเขาก็คงดับสลายไปเช่นกัน!

            เขารู้ตัวดีว่า...นอกจากระเบิดนิวเคลียร์แล้ว รัฐบาลหวาซย่าจะต้องมีอาวุธลับที่สามารถกำราบจินตันเจินเหรินอยู่อีกแน่นอนเพราะถ้าหากไม่มี คานที่ค้ำความสมดุลไว้ โลกใบนี้ต้องสั่นคลอนเป็นแน่!

            ไม่ต้องพูดถึงเทียนเต้าเพราะแค่สุดยอดอาวุธพิฆาตสามชิ้นของบรรดานักวิทยาศาสตร์หัวกะทิก็สามารถข่มให้โลกผู้ฝึกตนไม่กล้าแผงฤทธิ์แล้ว

            “อาวุธราชันย์...”เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ถ้าฉันมีอาวุธราชันย์อยู่ในมือ เรื่องมันคงไม่เอิกเกริกแบบนี้หรอก...”

            ตอนนี้เขาไม่กล้าจะฉีกหน้ากับรัฐบาลหวาซย่า

            ดังนั้นจิตสังหารที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่จึงถูกสะกดลงเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

            หลังจากนั้นหนึ่งวันรถติดอออยู่บนทางหลวงเข้าเมืองผานซานเป็นจำนวนมาก

            ทางหลวงเข้าเมืองมักมีสภาพจราจรติดขัดอยู่แบบนี้เสมอมาโดยเฉพาะเมืองผานซานที่เป็นเมืองใหญ่รองเป็นอันดับสองถัดจากเมืองหลวงคายจิง

            “เห้อรถโคตรติดเลย...”  บนรถคันหนึ่งคนขับรถอายุราวสี่สิบหนึ่งคนกำลังหยอกสาวน้อยอยู่ ทั้งอุ้มไปบ่นไป “ติดกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วถนนเส้นนี้นี่มันจริงๆ เลย”

            ตอนนี้สาวน้อยอายุราวเจ็ดแปดขวบไม่ได้ฟังที่พ่อตัวเองพูดสักนิดเขาได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่างตาไม่กระพริบ

            “ลูกจ๋าดูอะไรอยู่เหรอ?” ครั้นแม่ของเขาที่นั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับมองตามลูกสาวตัวเองไปก็ถึงกับอึ้งงันทันที

            “เอ๊ะอย่าดึงฉันสิ” คุณแม่เอื้อมมือไปดึงเสื้อคนขับ และเมื่อคนขับเงยหน้าขึ้นคิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที “อะไรกัน? ตกใจอะไรกัน...”

            มือข้างหนึ่งของคุณแม่ยกขั้นปิดปากส่วนอีกข้างสั่นงั่กชี้ขึ้น ครั้นคนขับมองตามปลายนิ้วไปก็ถึงกับอึ้งค้างขึ้นมาเช่นกัน

            นาทีนี้ผู้คนจำนวนมากต่างลงมาจากรถและยืนออกันอยู่บนทางหลวงบ้างก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพเหตุการณ์ผิดปกติเบื้องหน้า

            “หรือว่านี่จะเป็นเทพแห่งภูผา”“พระเจ้า! ตัวอะไรกัน ทำไมถึงใหญ่ขนาดนี้?” “ปีศาจงั้นเหรอ?” “รีบถ่ายเข้าสิ!แล้วอัพโหลดลงเว่ยปั๋ว[1]ด้วย จะมีคนกดไลค์กี่คนนะ! ไลฟ์สดด้วยเลยแล้วกัน!”“นี่มันตัวอะไรกันแน่?”

            บนภูเขาไม่ไกลจากทางหลวงเท่าไรนักในวันที่ไร้สายลมพัดโบก ผืนป่าบนภูเขากลับกระเพื่อมเคลื่อนไหวดุจคลื่นสมุทร

            ดูเหมือน...สัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ท่ามกลางผืนป่าเดินจากเมืองผานซานไกลออกไปเรื่อยๆ

            ตอนนี้พวกเขาไม่รู้เลยว่าภายในผืนป่าบนภูเขานี้ มีชาวนาชราคนหนึ่งนั่งตัวสั่นงั่กอยู่บนรอยเท้าคางคกขนาดหกเจ็ดเมตรห่างออกไปปรากฏรอยเท้าเป็นทางยาว

            “นี่มัน... เทพภูผากำลังย้ายถิ่นงั้นเหรอ!”

            รอยเท้าไร้รูปร่างแน่ชัดประทับลงบนพื้นตามการสั่นสะเทือนของผืนดินและกำลังมุ่งหน้าไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว

            ดูเหมือนอืดอาดแต่เนื่องจากขนาดร่างอันใหญ่โตของหลี่จงหยวน ทุกย่างก้าวกินระยะห่างจากกันหลายสิบเมตรเลยทีเดียว

            ในรถคันหนึ่งผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งถอดแว่นกันแดดออก ตาขวาเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และโลกปีศาจผ่านไปพักใหญ่เขาถึงหันกลับไปพูดกับเพื่อนร่วมทีมผู้หญิง “ก็แค่ปีศาจย้ายถิ่นเท่านั้นไม่มีอะไรน่าดูหรอก คงจะอยู่ที่มณฑลหมิงสุ่ยไม่ได้แล้วสินะ”

            ผู้หญิงมองตาเขาคลี่ยิ้มขึ้นพลางเอื้อมมือไปตบไหล่ “หยุดใช้เนตรสวรรค์ได้แล้วเนตรสวรรค์ของเทียนเต้าเป็นแค่รุ่นแรก ใช้ตอนกลางคืนจะทำให้คนอื่นตกใจนะ”

            “ย้ายถิ่นแล้วเหรอ...”ด้านหน้าป้ายเข้าเมืองที่เขียนว่ามณฑลหมิงสุ่ยตำรวจจราจรคนหนึ่งเป็นถอนหายใจก่อนหันกลับไปควบคุมการจราจรตามดิม “นับวันพวกเรายิ่งใช้ชีวิตลำบากขึ้นเรื่อยๆแล้ว”

            หลี่จงหยวนไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งนั้นเขาได้แต่เดินหน้าต่อไปอย่างอึกทึก เพราะคนธรรมดาก็มองไม่เห็นอยู่ดีถึงมีคนมองเห็นยังไงก็ต้องช่วยรักษาความปลอดภัยในการย้ายถิ่นตามข้อตกลงในสนธิสัญญาหนงเสินเจี้ยอยู่ดีแล้วเขายังต้องกลัวอะไรอีก?

            แต่จะบอกว่าไม่กลัว100% ก็ไม่ใช่ เพราะเขากลัว... ไอ้เจ้าคนที่อยู่ในท้องตัวเองคนนั้นหากทำอะไรให้เจ้านั่นไม่พอใจขึ้นมา ตัวเองคงจบเห่แน่ๆ

            ถ้าเขาเคลื่อนไหวเต็มกำลังขึ้นมาจริงๆก็คงเคลื่อนไหวเร็วกว่าเขาในตอนนี้หลายเท่าตอนนี้เป็นแค่ความเร็วที่ใช้ในการเดินเล่นเท่านั้น

            ความคิดต่างๆที่แล่นเข้ามาในหัวเขาตอนนี้ทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับการเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์เป็นยิ่งนัก

            แม้ในใจลึกๆยังคงมีความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากการควบคุมของสวีหยางอี้อยู่ก็ตาม

            ตอนนี้สวีหยางอี้โจวถิงถิง และปีศาจหมาป่าล้วนอยู่ในช่องท้องของหลี่จงหยวน คงไม่พูดไม่ได้ว่าเจ้าปีศาจตัวนี้มันช่างเป็นปีศาจที่มีอารมณ์สุนทรีย์ในการใช้ชีวิตเสียจริงเพราะในพื้นที่มิติของมันเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ในการปลูกหญ้าน้ำค้างเท่านั้น แต่ยังสร้างลำธารขึ้นมาในนี้ยิ่งไปกว่านั้นมันยังปลูกเรือนไม้ขนาดแปดสิบตารางวาขึ้นมาอีก

            ตอนนี้โจวถิงถิงกับปีศาจหมากำลังเล่นแลปท็อปกันอยู่ในขณะที่สวีหยางอี้กำลังเก็บตัวอยู่ในห้องๆ หนึ่งอยู่และไม่มีวี่แววจะโผล่ออกมาแม้แต่น้อย

            เขากำลังครุ่นคิดเรื่องหนึ่งอยู่ตลอดเวลา

            เหตุใดเขาจึงถูกตามฆ่าจากผู้อำนวยการสาขาที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ?

            และเขาก็ได้ข้อสรุปขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีก็สามารถวิเคราะห์ความน่าจะเป็นได้ทั้งหมด

            มีใครบางคนบิดเบือนความจริงของเหตุการณ์การประลองเมื่อสามปีที่แล้วและพยายามปกปิดความจริงนั้นต่อโลกผู้ฝึกตนของประเทศหวาซย่าและการที่ตัวเขาถูกตามฆ่าแบบนี้มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อสามปีที่แล้ว

            “เป็นเพราะเจ้าสิ่งนี้เหรอ...”สวีหยางอี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง พร้อมกับกำลังจ้องมองกล่องจิ๋วที่อยู่เบื้องหน้าอยู่

            ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อสามปีที่แล้วเป็นต้นมามันก็ไม่กลับเข้าไปอยู่ในทะเลลมปราณเลยมันปราก​ฏออกมาเป็นวัตถุที่จับต้องได้ในค่ำคืนฝนตกตอนนั้นจากนั้นสวีหยางอี้ก็ทำสร้อยโซ่สีเงินและเอาเจ้ากล่องจิ๋วนี้มาเป็นจี้ห้อยคอใส่ติดตัว

            ตัวกล่องยังคงเป็นลวดลายสีทองและดูโบราณอยู่เหมือนเดิมไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากเดิมทั้งนั้น

            สวีหยางอี้หลับตาลงภายในใจพลันคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่จากเมืองซานสุ่ยมาจนถึงตอนนี้

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1]เวยปั๋ว เป็นเว็บไซต์ไมโครบล็อกของประเทศจีน มีลักษณะการใช้งานคล้ายกับทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กผสมกัน