เทพยุทธ์โลกนิยาย

    ตอนที่ 30 สัตว์อสูร

    ตอนที่ 30


    ป่าหมอกคือป่าที่มีหมอกลงอยู่ชั่วนาตาปีมันเป็นป่าที่ใหญ่และอันตรายเป็นอันดับสองในถิ่นที่อยู่ของมนุษย์เพราะมันเป็นป่าที่มีสัตว์อสูรระดับสองอาศัยอยู่


    สัตว์ในโลกนี้แบ่งออกเป็นสามจำพวกคือ


    1 สัตว์ธรรมดา คือสัตว์ที่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อมนุษย์


    2 สัตว์ร้าย คือสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์แต่ยังไม่สามารถใช้พลังพิเศษได้ต่อให้มันเป็นหมาสามหัวแต่ถ้ายังใช้พลังพิเศษไม่ได้มันก็เป็นได้เพียงสัตว์ร้ายเท่านั้น


    3 สัตว์อสูร คือสัตว์ทุกตัวที่สามารถใช้พลังพิเศษหรือที่คนในโลกนี้เรียกว่า 'พลังอสูร' ได้ต่อให้มันเป็นเพียงหนูแฮมสเตอร์ถ้าสามารถใช้พลังอสูรได้มันก็คือสัตว์อสูร


    ระดับของสัตว์อสูรประกอบไปด้วย


    ระดับหนึ่ง = นักสู้/เริ่มต้น

    ระดับสอง = อาจารย์/ใช้ออก

    ระดับสาม = ปรมาจารย์/ใช้กฎ

    ระดับสี่ = กึ่งเทพยุทธ์

    ระดับห้า = เทพยุทธ์


    ระดับยิ่งสูงสัตว์อสูรยิ่งมีภูมิปัญญามากขึ้น ถ้าสัตว์อสูรตัวนั้นไม่มีความผูกพันกับผู้เลี้ยงมากพอเมื่อมันแข็งแกร่งกว่าผู้เลี้ยงหรือแข็งแกร่งกว่าสิ่งที่จองจำมันไว้มันจะแว้งกัดทันที


    เพราะเหตุนี้เหล่าขุมอำนาจใหญ่จึงไม่เล็งผลเลิศกับการเลี้ยงสัตว์อสูรแบบเดียวแต่หันไปทุ่มเทวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสัตว์อสูรแบบกองทัพมากกว่า


    ทว่ามีเพียงแค่ราชอาณาจักรแสงสว่างเท่านั้นที่ทำสำเร็จ กองทัพสัตว์อสูรที่ว่านี่ก็คือ 'กองทัพม้าวายุโลหะเทา'


    อาชาวายุโลหะเทาเมื่อกลายเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งมันจะมีความเร็ว,ความอึดกับพละกำลังเพิ่มขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแกร่งเสมือนกับไปสักมหาอุตมา ผู้ฝึกตนที่ระดับต่ำกว่าอาจารย์/ใช้ออกจะไม่สามารถสร้างรอยแผลให้มันได้เลยถ้าจะฆ่ามันพวกเขาต้องใช้ค้อนหรือของแข็งมาทุบให้มันกระดูกหักหรือช้ำในตาย


    ทว่าเมื่ออาชาวายุโลหะเทากลายเป็นสัตว์อสูรระดับสองวิธีนี้ก็แทบจะใช้ไม่ได้ผลเพราะพลังที่เพิ่มขึ้นมาของม้าวายุโลหะเทาคือ 'การสร้างเกราะพลังสะท้อนกลับ'


    ถ้าม้าวายุโลหะเทาตัวไหนสามารถผสานเกราะพลังเข้ากับการวิ่งมันก็จะกลายเป็นรถหุ้มเกราะที่พุ่งชนข้าศึกจนแตกกระเจิงต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธขั้นปรมาจารย์ยังไม่อาจปะทะตรงๆ


    _________________________________


    เมืองติดหมอกเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกติดปากเพราะเมื่อก่อนที่นี่คือค่ายทหารติดหมอกที่ช่วงแรกก่อสร้างราชอาณาจักรใช้เป็นที่เฝ้าระวังสัตว์อสูรกับศัตรูของราชอาณาจักร


    เพราะถ้าใช้ป่าหมอกเป็นศูนย์กลางทิศเหนือจะติดเทือกเขากักอสูร ทิศตะวันตกติดแคว้นลับแล ทิศตะวันออกติดแคว้นป่าเขียวที่อยู่ใต้อาณัติของสมาพันธ์เทพนักสู้ ทิศใต้จึงเป็นราชอาณาจักรแสงสว่างทำให้ราชอาณาจักรต้องตั้งค่ายทหารไว้ที่นี่


    ทว่าความอันตรายก็มาพร้อมกับสมบัติเมื่อผู้คนเห็นว่าวัตถุดิบในป่าหมอกสามารถขายได้ราคางามจึงทำให้มีผู้คนมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมากเพื่อยึดอาชีพหาของในป่าหมอกขายพอเห็นแบบนี้ราชสำนักจึงมีนโยบายพัฒนาค่ายทหารให้กลายเป็นเมืองตั้งชื่อให้ว่า 'เมืองหมอกอำไพ' 


    ไป๋กุนหลางใช้เวลาหนึ่งเดือนกับอีกหนึ่งสัปดาห์จึงเดินทางมาถึงเมืองหมอกอำไพซึ่งช้ากว่าปกติสิบสี่วันที่ช้าแบบนี้เพราะไป๋กุนหลางมัวแต่ถะเหลถะไหลตามรายทาง ที่ไหนสวยงามเขาแวะชม อาหารที่ไหนอร่อยเขาแวะชิม นางคณิกาเมืองไหนเด็ดเขาแวะชวนนางขึ้นภูเขาสักสองสามคืน 


    ที่ไป๋กุนหลางใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์แบบนี้เป็นเพราะเขารู้สึกว่าไฟที่กำลังลนก้นของตนได้มอดไปแล้วแม้อาจจะมีเหตุการณ์แบบหนังโกงตายยังต้องตายทว่ามันก็พิสูจน์เป็นแน่แท้ไม่ได้ไป๋กุนหลางจึงไม่เก็บมาใส่ใจให้มากความปัจจุบันชีวิตของไป๋กุนหลางจึงเรียกได้ว่าลั้นลาเอามากๆ


    เมื่อเข้าเมืองก็เป็นเวลาตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าแล้วไป๋กุนหลางจึงไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนเอาแรงไว้สำหรับการเดินทางของวันพรุ่งนี้


    ________________________________


    ยามรุ่งเช้ามาเยือนไป๋กุนหลางลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา 


    'ไม่ค่อยชินแฮะที่ไม่มีปินปินมาคอยปรนนิบัติ' ไป๋กุนหลางนึกถึงปินปินขึ้นมา


    พอทำธุระบนห้องเสร็จไป๋กุนหลางก็คาดกระเป๋า สะพายกระบี่ ห่มผ้าคลุมเดินลงมาชั้นล่างสั่งน้ำชากับซาลาเปามากินเป็นมื้อเช้า


    ในระหว่างที่รอซาลาเปาไป๋กุนหลางได้จิบน้ำชามองดูผู้คนภายในเมือง มองดูเด็กที่ตื่นขึ้นมาวิ่งเล่นช่างเป็นทัศนียภาพที่สบายตาจริงๆ 


    แปรด!...แผละ!


    เสียงและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ทำลายทัศนียภาพของไป๋กุนหลางจนไม่เหลือชิ้นดีต้นตอก็มาจากแรดไร้นอที่เดินผ่านหน้าเขาไปซึ่งเจ้าของก็ไม่ได้สนใจทุ่นระเบิดที่สัตว์เลี้ยงตัวเองทิ้งไว้เลยแต่ก็เข้าใจได้เพราะเมืองหมอกอำไพไม่ได้มีกฎเข้มงวดเหมือนเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์


    เมื่อทัศนียภาพถูกทำลายไป๋กุนหลางเลยหันมาตั้งสมาธิอยู่กับการกินซาลาเปาเบื้องหน้า กินเสร็จแล้วไป๋กุนหลางจึงไปตลาดเดินดูสินค้าที่มาจากป่าหมอกเผื่อมีอะไรน่าสนใจ


    "พี่ชายท่านนี้สนใจร่วมกลุ่มกับพวกเราเพื่อเข้าไปหาวัตถุดิบในป่าหมอกหรือไม่"


    ในระหว่างที่ไป๋กุนหลางกำลังเดินดูสินค้าอยู่ในตลาดก็ได้มีชายวัยยี่สิบกว่าๆเข้ามาทักแล้วชวนร่วมตี้ ไป๋กุนหลางคิดจะปฏิเสธเพราะตัวเขาเองก็มีธุระ


    "ด้ายยย????????????"


    แต่พอหันไปเห็นผู้หหญิงคนหนึ่งในตี้นั้นที่มี ทรวดทรงแบบ อกกลม,เอวคอด,สะโพกบึ้มก็ได้ทำให้ไป๋กุนหลางตอบรับคำชวนด้วยสภาพจิตใจอันเลื่อนลอยประหนึ่งวิญญาณพรายถูกหมอผีสวดคาถาเรียกลงหม้อ


    เมื่อไป๋กุนหลางตอบตกลงชายที่มาชักชวนก็ได้พาไป๋กุนหลางไปทำความรู้จักกับพวกพ้องของตน "ข้ามีนามว่าจางเหลียงเป็นศิษย์พี่ใหญ่,นี่ตีอู่เป็นศิษย์น้องรอง,ส่วนนี่ฟานอี้ศิษย์น้องสาม,และนี่คือหม่าเหนียงศิษย์น้องสี่พวกเราล้วนเป็นศิษย์สำนักพิงภูผาแห่งเมืองเสือเผ่น"


    สำนักพิงภูผาก่อตั้งมาสิบห้าปีโดยผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์จอมดาบพิงภูผาหวงซานมันเป็นเพียงสำนักเล็กๆไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรแต่ไป๋กุนหลางก็รู้จักเพราะก่อนออกจากเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์เขาได้อ่านบันทึกผู้ฝึกตนที่ราชอาณาจักรได้รวบรวมเอาไว้ (เทพีแห่งชัยชนะยิ้มให้ผู้ที่เตรียมพร้อมเสมอ...ไป๋กุนหลาง)


    "นามของข้าคือซุนหงอคงเป็นจอมยุทธ์พเนจร" ไป๋กุนหลางแนะนำตัวและสังเกตุคนทั้งสี่


    ศิษย์พี่ใหญ่จางเหลียง ชาย เป็นผู้ฝึกยุทธ์ อาวุธดาบ


    ศิษย์น้องรองตีอู่ ชาย เป็นผู้ฝึกยุทธ์ อาวุธแปลกเพราะใช้มีดสั้นกับธนู


    ศิษย์น้องสามฟานอี้ หญิง(หญิงผู้นี้แหละที่ทำให้ไป๋กุนหลางจิตหลุดลอย) เป็นผู้ฝึกยุทธ์ อาวุธดาบ


    ศิษย์น้องสี่หม่าเหนียง หญิง คนนี้แปลกสุดเพราะเป็นเจ้าอาคม


    ทั้งสี่คนล้วนแต่อยู่ในระดับอาจารย์/ใช้ออกแต่เจ้าอาคมระดับใช้ออกแทบไม่มีความสามารถต่อสู้ไป๋กุนหลางจึงเดาว่าศิษย์น้องสี่ผู้นี้แค่ตามพี่ๆมาเที่ยวเล่น


    พอทำความรู้จักกันแล้วไป๋กุนหลางจึงถามถึงจุดมุ่งหมายของพวกจางเหลียงได้ความว่าพวกเขาต้องการถุงน้ำดีของงูจงอางหงอนแดงที่อาศัยอยู่ฝั่งตะวันออกของป่าหมอกซึ่งมันอยู่คนละทางกับสิ่งที่ไป๋กุนหลางต้องการแต่เมื่อมองไปที่นาฬิกาทรายมีชีวิตเขาคิดว่าธุระของตัวเองรอได้


    "ขอถามอีกเรื่องสิทำไมพวกท่านจึงมาชวนข้าพวกท่านไปกันเองมันไม่สะดวกกว่ารึ?" ไป๋กุนหลางถาม


    พวกนั้นมองหน้ากันสักพักจางเหลียงก็หันมาตอบ "คือ…เพราะกว่าพวกเราจะรู้ว่าเจ้าจงอางหงอนแดงมันกลายเป็นสัตว์อสูรระดับสองก็คือตอนที่พวกเรามาถึงที่นี่แล้วทำให้แผนการฆ่ามันด้วยพวกเราสี่คนคงจะเป็นไปได้ยากพวกเราเลยต้องหาคนเพิ่ม"


    "อือ" ไป๋กุนหลางผงกศีรษะเข้าใจ


    จางเหลียงอธิบายต่อ "แต่พวกเราก็กลัวคนที่มาใหม่จะมาแย่งชิงสิ่งของทว่าท่านต่างออกไปพวกเราดูจากเสื้อผ้าของท่านที่น่าจะทำจากผ้าชั้นดีและกระบี่ชั้นยอดที่น่าจะมีระดับสูงกว่าศาสตราคู่กายของอาจารย์ข้าซะอีกถ้าท่านต้องการถุงน้ำดีท่านคงมีเงินซื้อเป็นสิบอัน  พวกเราเลยคิดว่าท่านคงไม่แย่งชิงสิ่งของกับพวกเราหรอก กลัวเพียงท่านเห็นพวกเราเป็นสิบแปดมงกุฎที่จะมาหลอกลวงชิงทรัพย์ท่าน"


    "......" ไป๋กุนหลาง


    เมื่อทำความเข้าใจกันแล้วคนทั้งห้าก็ตัดสินใจเดินทางเข้าป่าหมอกทันทีทว่าไป๋กุนหลางไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการกระทำทุกอย่างของเขานับตั้งแต่มาถึงเมืองหมอกอำไพได้ตกอยู่ในสายตาข้างหนึ่งของคนผู้หนึ่งเสมอมา


    _________________________________


    ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านนะครับ 



    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์โลกนิยาย ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    864K 380
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258