เมื่อเจ้าหลวงจีนบ้าราคะวิปลาส วู๋ฟา ค่งชือ ถูกสังหารลง ฮาวเทียน หลงจ๋าว และเฟิงควาง สองในสามผู้คุ้มกฎที่เหลือก็ต่างพากันตกใจเป็นอย่างมาก พวกมันคิดตรงเข้ามาเล่นงานสาว ๆ เพื่อแก้แค้น แต่ก็โดน เจ้าสำนักกระบี่วิหคสวรรค์ เทียนเหลยกวง เจ้าอาวาตแห่งอารามบรรลุธรรม ไต้ซือเสียนจื้อ และ เจ้าสำนักคุ้มภัยหมัดทองคำ อี้หลงซุน เข้ามาขัดขวาง สามคนนี้ถือเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียง แม้นฝีมือมิอาจเทียบหยวนซิงก้านได้ แต่เพียงแค่ สองในสี่ผู้คุ้มกฎของพรรคมารราคะ ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของพวกเขา
เฟิงควางที่เห็นก็เกิดความหวาดวิตก ผิดกับฮาวเทียน หลงจ๋าว ที่ไม่เกรงกลัว มันตรงเข้าปะทะกับสามยอดฝีมืออย่างดุเดือด เฟิงควางแม้นจะกลัวแต่ก็ร่วมสู้ด้วย ทว่า...พอผ่านไปไม่กี่กระบวนท่า มันจึงทราบว่าความเร็วของมันนั้น เทียบกับความเร็วของ เทียนเหลยกวงไม่ติดเลย จะเพลี่ยงพล้ำถึงตายอยู่หลายหน ดังนั้นด้วยนิสัยขี้ขลาดของมันจึงเลือกที่จะ หนี เอาตัวรอด และด้วยเห็นว่า หยวนซิงก้านประมุขของมันก็ไม่น่าจะรอดในการต่อสู้ครานี้ และคงมิอาจตามมาลงโทษมันในภายภาคหน้าได้
สิ่งที่เฟิงควางทำสร้างความโกรธแค้นให้ฮาวเทียน หลงจ๋าวเป็นอย่างมาก แต่มันก็ทำอันใดไม่ได้ นอกจากรับมือกับสามยอดฝีมือต่อไปอย่างสุดกำลังก่อนที่เยตงฮั่ว และ อู๋เลี้ย สองผู้อาวุโสของพรรคมารราคะจะโผล่เข้ามาช่วย ดังนั้นการต่อสู้จึงกลายเป็นสามปะทะสามอย่างสูสีทัดเทียมกัน
หกยอดฝีมือปะทะกันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างงัดเอาสุดยอดวรยุทธ์ที่ตนเองมีออกมาห้ำหั่นกันจนเกิดแรงสั่นสะเทือนดังกึกก้องไปทั่วหุบเขาหมื่นราคะ เวลาผ่านไปนานหลายนาทีก่อนที่ผลของการต่อสู้จะเริ่มปรากฏขึ้น
ฮาวเทียน หลงจ๋าว พ่ายแพ้อย่างสมศักดิ์และถูก อี้หลงชุนสังหารด้วยเพลงหมัดทองคำในที่สุด
ตงฮั่ว ถูกไต้ซือเสียนจื้อ เล่นงานจนเส้นเอ็นฉีกขาด และถูกทำลายวรยุทธ์
อู๋เลี้ย ถูกเทียนเหลยกวง ใช้เพลงกระบี่วิหคสวรรค์ขั้นสูงสุดสังหารจนตายอย่างน่าอนาถ...
ไป๋ฟู่ที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างก็เริ่มกลัว..พี่น้องของมันไม่ตายอย่างน่าเวทนา ก็หนีหายเข้าป่าอย่างน่าอดสู ส่วนประมุขของตนในยามนี้ก็ดูเหมือนจะเสียเปรียบลงเรื่อย ๆ ไป๋ฟู่เริ่มเกิดความกังวลใจว่าตัวนางจะเอาอย่างไรต่อดี
ทว่า...ในการต่อสู้เป็นตาย หากเกิดความลังเลแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจจส่งผลร้ายแรงได้ เช่นที่กำลังจะเกิดกับนางในเวลานี้...
ไป๋ฟู๋ไม่ทันระวังตัวจึงถึงกระบี่ของเตี๋ยวเหม่ยแทงที่ไหล่ซ้ายจนทะลุ แถมยังถูกฝ่ามือของเยเหนียงซัดต่อเนื่องเข้าที่กลางหน้าอกจนกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างกระเด็นหลุดจากกระบี่ไปกระแทกต้นไม้จนเกิดเสียงดังโครมใหญ่ สองสตรีเห็นโอกาสทองจึงคิดลงมือสังหารนางให้สิ้นซาก แต่ไป๋ฟู่ก็ได้หยิบไข่ ๆ ของตัวอะไรบางอย่างออกมาโยนลงพื้น ซึ่งพอมันแตกออกก็ปรากฏสัตว์มีพิษมากมายออกมานับร้อยตัว ไม่ว่าจะเป็นแมงป่อง ตะขาบ แมงมุม งู และทุกตัวก็ตรงเข้าเล่นงาน เยเหนียง กับเตี๋ยวเหม่ย
“นี่มันไข่เดรัจฉานหมื่นพิษอาวุธลับองพรรคเตี๋ยวเหม่ยระวังตัว...!!” เยเหนียงร้องเตือนเสียงดัง จากนั้นทั้งสองสตรีจึงลงลงมือกำจัดพวกมัน
สัตว์พิษเหล่านี้ แม้จะถูกฝึกมาให้เล่นงานเป้าหมายได้ดีแค่ไหน แต่ก็หาใช่คู่มือของเตี๋ยวเหม่ยเจ้าสำนักหญิงผู้เก่งกาจ ส่วนเยเหนียงที่อยู่พรรคมารมาตั้งแต่เยาว์วัยยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางคุ้นชินกับพวกมันไม่ต่างอะไรกับไป๋ฟู่ ทว่า....ถึงจะกำจัดพวกมันได้ทั้งหมดก็จริง แต่เมื่อหันกลับไปดูตรงจุดที่ไป๋ฟู๋นั่งบาดเจ็บเมื่อครู่ นางก็ได้หายตัวไปเรียบร้อยแล้ว...
“นังอสรพิษ ใช้แผนสกปรกเพื่อให้ตนเองหนีเอาตัวรอด ขี้ขลาดยิ่งนัก คอยดูเถอะข้าจะตามล่าเจ้าไปให้ถึงที่สุด” เตี๋ยวเหม่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้น ก่อนที่นางจะกระชับกระบี่ในมือ และเตรียมออกตามล่าไป๋ฟู่ ทว่า...เยเหนียงก็ได้เอ่ยขึ้นเสียก่อน
เรื่องตามล่านาง ข้าเห็นด้วย แต่ว่ายามนี้ข้าว่า เจ้าควรจะช่วยกันจัดการพวกพรรคมารที่เหลือให้สิ้นซากเสียก่อน อีกไม่นานทุกอย่างก็น่าจะจบแล้ว ส่วนไป๋ฟู่นั้นบาดเจ็บสาหัสจากการถูกแทง ถูกซัดด้วยฝ่ามือ คงหนีไปได้ไม่ไกล หรือไม่ก็อาจจะตายระหว่างทาง”
พอเตี๋ยวเหม่ยได้ฟังเช่นนั้นนางก็นิ่งคิดอยู่เล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับคำของเยเหนียงอย่างแช่มช้า จากนั้นสตรีทั้งสองนางจึงพากันไปช่วยชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะคนอื่น ๆ ต่อ...
ตัดกลับทางฟางเหนียง และเว่ยเซี่ยยามนี้ สองคนไล่ต้อนจน หยวนซิงก้านจนมุมแล้ว เจ้าประมุขพรรคมารทราบแล้วว่า มันไม่สามารถเอาชนะสองแม่ลูกคู่นี้ได้ แถมคนของมันก็ถูกสังหารไปมากมาย บางส่วนก็รักตัวกลัวตายหนีหายเข้าไปป่าไปอย่างขี้ขลาด...
“มันจบแล้วหยวนซิงก้าน เจ้ากับพรรคมารของเจ้าจบสิ้นแล้ว ยอมแพ้ซะ แล้วข้ากับท่านแม่จะเมตตาไว้ชีวิตเจ้า” เว่ยเซี่ยเอ่ยปากให้หยวนซิงก้านยอมแพ้แล้วมันกับฟางเหนียงจะเมตตาไว้ชีวิต ทว่า...หยวนซิงก้านพอได้ฟังก็หัวร่อก่อนจะยิ้มเยาะเว่ยเซี่ย และเอ่ยว่า
“โอ้ ไว้ชีวิตข้ากระนั้นรึ... เจ้าหนู ช่างเป็นวาจาที่ฟังเสนาะหู น่าซาบซึ้งใจยิ่งนักแต่...”
“แต่อันใด”
“แต่ถึงเจ้ากับท่านแม่คนงามจะไม่ฆ่าข้า ก็ยังมีไอ้พวกชาวยุทธคุณธรรมจอมปลอมอีกหลายคนไม่ปล่อยข้าไปอยู่ดี แถมบางคนจะเข้ามาปกครองพรรคแทนข้าเพื่อหาผลประโยชน์อีก...” คำกล่าวของหยวนซิงก้านทำเอาเว่ยเซี่ย กับฟางเหนียงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ซึ่งดูจะเป็นจริงดังที่มันว่า เพราะลึก ๆ แล้วทั้งสองทราบดีว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าคนชั่วที่แสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมาก็คือ คนชั่วที่เสแสร้งเป็นคนดีหลอกผู้อื่น
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้เว่ยเซี่ยจึงเกิดความลังเลเล็กน้อย มันหันไปมองหน้ามารดาคนงามคล้ายจะถามนางว่า ควรทำเช่นไรต่อดี ทว่า...ในยามนั้นเองหยวนซิงก้านก็ได้ แสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายที่มุมปากก่อนที่มันจะเอ่ยบางอย่างด้วยเสียงอันดังกึกก้อง
“คนในพรรคของข้าทุกคนจงฟัง...!! ยามนี้ข้าได้พ่ายแพ้แก่สองแม่ลูกคู่นี้เป็นที่เรียบร้อย ข้าหยวนซิงก้าน จึงอยากจะขอสละตำแหน่งประมุขพรรค แล้วมอบให้เว่ยเซี่ยผู้นี้รับตำแหน่งแทน เนื่องด้วยเขามีกระบี่เทพมารราคะในครอบครอง แถมมารดาก็เป็นธิดาของประมุขพรรคมารรุ่นก่อน ทั้งสองมีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นที่สุด ขอให้พวกเจ้าทุกคนเชื่อฟัง และจงรักภักดีกับคนทั้งคู่นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป...!!!”
ทุกคนบนหุบเขาหมื่นราคะที่ได้ยินก็พากันตกใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเว่ยเซี่ย มันอยากจะเอ่ยปากปฏิเสธ ไม่รับตำแหน่ง ทว่า...ด้วยหลักฐานที่ชัดเจนก็ยากนักที่จะทำได้
“ทะ ท่านแม่ ขะ ข้า....” เว่ยเซี่ยสีหน้าหวั่นวิตก ก่อนจะหันไปหาฟางเหนียง ซึ่งนางเองก็นิ่งอึ้งเช่นกันเพราะไม่คิดว่าหยวนซิงก้านจะใช้ไม้นี้ การที่มันตัดช่องน้อยแต่พอตัว แล้วโยนภาระอันใหญ่หลวงให้เว่ยเซี่ยในครั้งนี้ช่างชั่วช้ายิ่งนัก เพราะเท่ากับว่าคมกระบี่ของชาวยุทธฝ่ายธรรมะที่เคยหันเข้าหาพวกมัน จะพลันเปลี่ยนมาพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองแทน
“ยามนี้ข้าได้สูญสิ้นทุกอย่างไปหมดแล้ว ทั้งอำนาจ ทั้งความยิ่งใหญ่ ไยจะต้องอยู่ต่ออีก ลาก่อนไอ้หนู ขอให้เจ้ากับมารดาสนุกกับการปกครองพรรคมารล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หยวนซิงก้านเอ่ยขึ้น พร้อมระเบิดเสียงหัวร่อดังลั่น จากนั้นมันก็เลือกที่จะก้าวเท้าถอยหลัง และร่วงตกหน้าผาสูงของหุบเขาหมื่นราคะลงไปเพื่อจบชีวิต ด้วยความสูงของหน้าผา ต่อให้มีกำลังภายในแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางรอดเป็นแน่
ฟางเหนียง กับเว่ยเซี่ยตกใจมากที่เห็นหยวนซิงก้านตัดสินใจจบทุกอย่างลงด้วยวิธีนี้ ทว่า...เหตุการณ์ก็ยังไม่จบลงซะทีเดียว เพราะทุกอย่างกำลังจะเป็นไปดังที่ฟางจ่อคอหอยคาดการณ์ไว้
เมื่อจู่ ๆ เจ้าเทียนหยง กับมู่ชิงอี้สองพ่อลูก และชาวยุทธกลุ่มหนึ่งได้ปรากฏตัวออกมาจากไหนไม่รู้ มู่เทียนหยง เอ่ยถามว่าเว่ยเซี่ยจะทำเช่นไรต่อ มันเสนอว่าให้สังหารคนของพรรคมารทุกคน และให้เว่ยเซี่ยทิ้งกระบี่ในมือลงหน้าผา พร้อมยุบพรรคมารซะ เมื่อทำเช่นนั้น มันกับชาวยุทธฝ่ายธรรมะบางคนจึงจะถือว่า ทุกอย่างได้จบลงแล้วจริง ๆ แต่หากไม่เช่นนั้น พวกมันจะหันกระบี่เข้าหาเว่ยเซี่ย กับฟางเหนียง และเป็นศัตรูกันต่อไป มู่เทียนหยงเองก็จะเป็นผู้นำของเหล่าชาวยุทธ์ จนกว่าจะทำลายพรรคมารราคะของเว่ยเซี่ยลงได้...
ซึ่งเรื่องนี้มีหลายคนไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะเตี๋ยวเหม่ย
“มู่เทียนหยงเจ้าไปมุดหัวที่ที่ไหนมา เหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่ปรากฏตัวออกร่วมต่อสู้ แล้วเจ้ากล้าดียังไงถึงคิดจะตั้งตนเป็นผู้นำของเหล่าชาวยุทธฝ่ายธรรมะแทนข้า”
“โอ้ ท่านเจ้าสำนักเตี๋ยวเหม่ย เรื่องที่ข้ากับสหายบางส่วนปรากฏตัวออกมาช่วยล่าช้า เรื่องนั้นท่านอย่าได้ใส่ใจเลย ข้าว่ายามนี้เรามาสนเรื่องความสัมพันธ์ลับ ๆ ของท่านกับบิดาของเจ้าเว่ยเซี่ย ไม่สิ กับตัวของเจ้าเว่ยเซี่ยจะดีกว่า...”
คำกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายของมู่เทียนหยงทำเอาเตี๋ยวเหม่ยถึงกับสะดุ้งเฮือก ใบหน้านางแดงก่ำ ก่อนจะนิ่งอึ้งไป จากนั้นก็พลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ขึ้นโดยรอบ ก่อนที่จะมีเสียงของอี้หลงชุน ไต้ซือเสียนจื้อ และ สามจอมยุทธเอ่ยขึ้น
ทั้งสามเองก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของมู่เทียนหยงในบางเรื่องเช่นการ สังหารคนของพรรคมารทุกคนที่ยอมแพ้ แต่พอถกเถียงกันไปเถียงมา พวกเขาก็พบว่า มิอาจเถียงสู้คนพาลอย่างมู่ชิงอี้ หรือเจ้าสำนักบางคนที่อยู่ข้างมันได้ ไต้ซือเสียนจื้อ จึงได้แต่ทอดถอนหายใจยาว ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ และเอ่ยขึ้นกับเว่ยเซี่ยว่า
“เถียงเหตุผลกับคนพาลก็มิได้ต่างอันใดกับการสนทนากับก้อนหิน ยากนักที่จะทำให้เข้าใจได้ อาตมามิขอยุ่งดีกว่า เรื่องที่สมควรทำก็ทำแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าโยมจะนำพาพรรคมารไปสู่หนทางที่ดีกว่าเดิม...” เมื่อไต้ซือเสียนจื้อกล่าวจบจึงหมุนกาย หันหลังเดินจากไป อี้หลงชุน กับ เทียนเหลยกวง ก็เช่นกัน ร่วมถึง พวกชาวยุทธคุณธรรมอีกมากมายที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของมู่เทียนหยง
ซึ่งการกระทำของชาวยุทธเหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้มู่เทียนหยงเป็นอย่างมาก มันกับชาวยุทธอีกหลายคนคิดจะลงไม้ลงมือกับพวกที่ไม่คล้อยตาม ทว่า...มู่ชิงอี้บิดาของมันก็ได้ปรามไว้ เพราะหากเกิดการปะทะกันตอนนี้ พวกมันนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายเสียมากกว่าได้ มู่เทียนหยง จึงเชื่อฟังก่อนที่จะหันมากดดันเว่ยเซี่ยต่อ
“เช่นนั้นเอาแบบนี้ก็ได้ เว่ยเซี่ย ไม่สิ เจ้าประมุขพรรคมารคนใหม่ ยุบพรรคมาร ทิ้งกระบี่เล่มนั้นลง หน้าผา แล้วข้าจะละเว้นชีวิตต่ำต้อยของพวกมัน”
เว่ยเซี่ยนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะกวาดตามองไปยังคนของพรรคมารราคะมากมาย ที่ยามนี้ถูกจับให้นั่งคุกเข่าก้มหน้า และมีกระบี่คมกริบหลายเล่มของพวกมู่เทียนหยง จ่อคอหอยอยู่ จากนั้นเว่ยเซี่ยหน้าไปมองไปที่ฟางเหนียง เตี๋ยวเหม่ย และเยเหนียง นางทั้งสามคนมองมันกลับ ก่อนจะพยักหน้าตอบด้วยแววตามุ่งมั่น มู่เทียนหยงเห็นนานจึงเอ่ยปากถามอีกครั้ง
“อ้าว ๆ เป็นอันใดไปเล่าท่านประมุข เรื่องแค่นี้ก็ยังมิอาจตัดสินใจด้วยตนเอง ถึงกับต้องถามแม่ ถามป้าเชียวหรือ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก นี่รึ ผู้นำประมุขพรรคมารคนใหม่ ช่างไม่ต่างจากเด็กอมมือเสียจริง ที่ข้าให้เจ้ายุบพรรคก็สมควรยิ่งนัก”
เว่ยเซี่ยที่ได้ฟังจึงระบายยิ้มออกมา ก่อนเอ่ยตอบว่า...
“ประมุขพรรคมารกระนั้นรึ..? ก็ฟังดูเป็นตำแหน่งที่คู่ควรกับข้าในยามนี้ดีมิใช่หรือไร อย่างไรเสียข้าก็ไม่อยากเป็นพวกดีจอมปลอมอย่างพวกเจ้าอยู่แล้ว เป็นมารก็ไม่เลวเหมือนกัน...”
เมื่อเว่ยเซี่ยกล่าวจบร่างของมันก็แผ่ปราณสีดำให้ปะทุออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว แววตานั้นแดงก่ำชั่วร้ายราวกับมารร้าย เส้นผมปลิวสะบัดลอยขึ้นราวกับมีลมพัดจากด้านล่าง มู่เทียงหยงที่เห็นถึงกับสองตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง แต่กว่าที่มันจะได้ทันชักกระบี่ ร่างของเว่ยเซี่ยก็พลันมาโผล่ที่ข้างกายของมันเรียบร้อย
“เจ้า...อยาก ทำสงครามกับพวกข้าต่อนักรึ เช่นนั้นก็ย่อมได้ งั้นข้าก็จะเป็นประมุขพรรคมารที่น่ากลัวกว่าเจ้าหยวนซิงก้านสักร้อยเท่าพันเท่าให้เจ้าเห็นเอง” เว่ยเซี่ยในร่างของเทพมารราคะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเย็นยะเยือกจนขนทั่วร่างของมู่เทียนหยง ลุกเกลียว มันส่งเสียงเหวอดังลั่นก่อนจะรีบชักกระบี่ออกมาฟันใส่เว่ยเซี่ย ทว่า...
เว่ยเซี่ยเองก็ใช้กระบี่เทพมารราคะฟันกลับ จนสองกระบี่กระทบกันเกิดประกายวูบวาบ พร้อมแรงสั่นสะเทือนแผ่กระจายไปรอบทิศ ซึ่งด้วยพลังของการปะทะก็ทำให้ร่างของมู่เทียนหยงกระเด็นกระดอนล้มกลิ้งล้มหงายไม่เป็นท่า ก่อนที่มู่ชิงอี้บิดาของมันซึ่งกำลังตื่นตะลึงในสิ่งที่เห็น จะได้ร้องออกมาอย่างหวาดกลัว พร้อมบอกให้ทุกคนถอยก่อน เพราะทราบดีว่าขืนสู้กับเว่ยเซี่ยในยามนี้ ก็คงไม่มีทางเอาชนะแถมอาจจะได้กลายเป็นผีเฝ้าหุบเขาหมื่นราคะกันหมด ดังนั้นพวกมันทุกคนจะพากันล่าถอยอย่างไม่คิดชีวิต ร่วมถึงตัวของมู่เทียนหยงที่บาดเจ็บสาหัส ก็ถูกมู่ชิงอี้รีบลากร่างหลบหนีไปติด ๆ
พอพวกมันจากไปหมดแล้ว ปราณสีดำที่แผ่ทั่วร่างของเว่ยเซี่ยจึงสลายไป ก่อนที่เขาจะพลันหมดสติ และล้มลง ทว่า...ก็ได้ฟางเหนียง กับเยเหม่ย และเตี๋ยวเหม่ยเข้ามาประคองไว้เสียก่อน
“เกิดอันใดขึ้นเมื่อครู่ ทำไมเว่ยเซี่ยถึงหมดสติไป” เตี๋ยวเหม่ยเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
เย่เหม่ยกล่าวว่า “กระบี่เทพมารราคะคงจะให้พลังกับเว่ยเซี่ยเพื่อขับไล่คนพวกนั้นไป และที่เว่ยเซี่ย สลบก็เพราะใช้ร่างกาย กับใช้ปราณราคะมากไป”
“ท่านพี่แล้วมีวิธีช่วยเว่ยเซี่ยหรือไหม” ครานี้ฟางเหนียงเอ่ยถามขึ้นบ้าง เยเหนียงแย้มยิ้ม ก่อนจะมองหน้าฟางเหนียง แล้วตอบว่า
“เรื่องนั้นพี่ทราบวิธี ทว่า...น้อง กับหลานสาวทั้งสองจะต้องมาช่วยด้วย”
“หลานสาว พี่หมายถึง เว่ยหลิน กับถิงถิงเช่นนั้นหรือ”
เยเหม่ยพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ส่วนเตี๋ยวเหม่ยที่ได้ฟังก็ขมวดมุ่นคิ้วก่อนจะเอ่ยขึ้น “แล้วข้าเล่า”
“เจ้าหรือ ข้าก็อยากให้เจ้ามีส่วนช่วยแต่วิธีนี้ต้องใช้คนในสายเลือดเดียวกัน เท่านั้น เว่ยหลินนั้นเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเว่ยเซี่ย ข้าเป็นป้า ถิงถิงเป็นลูกข้า ส่วนฟางเหนียงเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนเจ้าเป็นแค่แม่บุญธรรม” เยเหนียงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งพอเตี๋ยวเหม่ยได้ฟัง นางก็เข้าใจ แต่ภายในก็รู้สึกเสียดายอยู่ดีที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วย ผัว เอ๊ย! บุตรชายบุญธรรมสุดที่รักในครั้งนี้
เตี๋ยวเหม่ยทอดถอนหายใจ ก่อนจะหันไปลูบหัวบุตรสาว แล้วเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นแม่คงต้องกลับสำนัก งั้นแม่ฝากดูแลพี่ของเจ้าแทนแม่ด้วยนะเว่ยหลิน”
“ข้าทราบแล้วท่านแม่”
เมื่อกล่าวจบเตี๋ยวเหม่ยจึงลงเขา จากไปพร้อมกับเหล่าชาวยุทธคนอื่น ส่วนเว่ยเซี่ยนั้น เยเหนียงก็สั่งให้คนของพรรคมารพาร่างที่สลบไสลของเขาไปที่ห้องพักของนางเพื่อเตรียมทำบางอย่างต่อไป...
จบบทที่ 88