การเดินทางด้วยรถม้ากินเวลาถึงสองชั่วยาม กลุ่มมู่เฉินเดินทางมาถึงเขตเขาจงเหอในเวลาพลบค่ำ บริเวณตีนเขาจงเหอเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีผู้คนอาศัยอยู่ราวห้าพันคน รถม้าวิ่งตรงไปยังใจกลางเมืองและหยุดที่หน้าประตูของหอประมูลยู่อิงสาขาย่อยจงเหอ หลังจากสำรวจรอบด้านพักหนึ่งมู่เฉินจึงเดินตามผู้อาวุโสยู่ไป๋และยู่เหยียนเข้าไปด้านในหอประมูล “คาระวะผู้อาวุโส คาระวะคุณหนูยู่เหยียน” ชายชราระดับแก่นแท้ขั้นที่สี่เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “ยู่เสินกง ไม่ต้องมากพิธี” ยู่ไป๋สะบัดมือบอกอย่างเรียบง่าย ยู่เสินกงเป็นผู้ดูแลหอประมูลยู่อิงสาขาย่อยแห่งนี้ เขาเป็นชายชราตัวเล็กที่มีท่าทางใจดีและอ่อนโยน ยู่เสินกงกวาดสายตามองกลุ่มคนที่เดินทางมาถึงด้วยความอบอุ่น แต่แล้วใบหน้าเขาก็ปรากฏร่องรอยแห่งความสงสัยเมื่อเห็นมู่เฉินพูดคุยกับหลิวหลิงด้วยความสนิทสนม “จอมยุทธ์น้อยท่านนี้คือ?” ยู่เสินกงสอบถามยู่ไป๋ “คุณชายเฉินเป็นแขกของข้า เจ้าจงเตรียมที่พักและต้อนรับเขาให้ดีที่สุด” ยู่ไป๋ตอบกลับ “ขอรับ งั้นเชิญคุณชายเฉิน ข้าจะพาท่านไปยังที่พักก่อน จากนั้นจึงค่อยมารับประทานอาหารค่ำที่เรือนรับรอง” แม้ยู่เสินกงจะยังคงสงสัยแต่เขาก็ทำตามคำสั่งยู่ไป๋เป็นอย่างดี ยู่เสินกงนำมู่เฉินไปยังเรือนรับรองที่ดีที่สุด แต่ในระหว่างการเดินผ่านสวนขนาดเล็กระหว่างทางเขาหยุดลงและหันมองมู่เฉินด้วยแววตาครุ่นคิด มู่เฉินเข้าใจทันที เขาหยุดยืนด้านตรงข้ามยู่เสินกงพร้อมกับยิ้มรอคำถามที่ขัดข้องในใจของยู่เสินกง “คุณชายเฉิน ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท ข้าขอดูตราหยกประจำตัวท่านได้หรือไม่?” ยู่เสินกงถามอย่างสุภาพ “แน่นอนว่าย่อมได้ ท่านสุภาพกับข้าเกินไปแล้ว” มู่เฉินยิ้ม เขาหยิบตราหยกสีดำออกมาจากแหวนมิติแล้วส่งให้ยู่เสินกง ทันทีที่สายตายู่เสินกงเห็นตราสีดำ มือที่กำลังยื่นไปรับตราหยกของเขามีอาการสั่นเทาในทันที นั่นมันตราหยกสีดำ ตราประจำตัวแขกผู้ทรงเกียรติสูงสุด “ข้าต้องขออภัยในข้อสงสัย ขอคุณชายโปรดเข้าใจ” ยู่เสินกงกล่าวอย่างร้อนรน “ผู้อาวุโสอย่าได้คิดมาก หากข้าเป็นท่านข้าคงทำเช่นกัน” “ท่านใจกว้างและเปิดเผยยิ่งนัก ข้าเข้าใจแล้วเหตุใดท่านยู่ไป๋จึงให้ความสำคัญกับท่านเช่นนี้” ยู่เสินกงพูดอย่างจริงใจ หลังจากเข้าที่พัก ยู่เสินกงเป็นผู้พามู่เฉินไปรัประทานอาหารค่ำด้วยตนเอง มื้อค่ำเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มู่เฉินยังเป็นปีศาจสุราเช่นเคย เขาดื่มจนแทบไม่หลงเหลือสติจึงค่อยกลับไปพักผ่อน วันทดสอบศิษย์ใหม่สำนักหลินกวงมาถึงในที่สุด มู่เฉินตื่นขึ้นด้วยอาการเวียนศรีษะ ฤทธิ์สุราที่เขากระหน่ำในคืนวานยังคงหลงเหลืออยู่บางส่วน หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยมู่เฉินเดินทางไปสถานที่ทดสอบร่วมกับยู่เหยียนและรุ่นเยาว์หอประมูลยู่อิงสี่คน ระหว่างเส้นทางสู่เขาจงเหอเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ส่วนใหญ่เป็นรุ่นเยาว์อายุราวสิบห้าสิบหกปี “ถึงแล้ว ไปกันเถอะ” ทันทีที่รถม้าหยุดลงยู่เหยียนหันมากล่าวชวนมู่เฉิน ด้านหน้ารถม้า เป็นลานทดสอบขนาดใหญ่ รุ่นเยาว์มากกวาพันคนยืนกระจายเต็มพื้นที่ บ้างเป็นกลุ่มคนจากตระกูลต่างๆ บ้างเป็นผู้ฝึกยุทธ์สัญจรที่ยืนอย่างโดดเดี่ยว มู่เฉินใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบรอบบริเวณพบว่ารุ่นเยาว์ส่วนใหญ่อยู่ระดับกำเนิดขั้นเจ็ดถึงแปด มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ระดับเก้าและสิบ “เป็นอย่างไรบ้าง?” ยู่เหยียนกล่าวถามอย่างรู้ทัน “ยี่สิบสามคนอยู่ระดับกำเนิดขั้นเก้าเหมือนเจ้าและมีห้าคนที่อยู่ระดับสิบ” มู่เฉินตอบกลับอย่างไม่ยี่ระ “มีระดับสิบถึงห้าคน แต่เหตุใดระดับเจ็ดเช่นเจ้าดูไม่ทุกข์ร้อนกับสถานการณ์?” ยู่เหยียนถามด้วยความสงสัย “เพียงแค่ระดับสิบ จะตื่นเต้นทำไม?” เขาตอบกลับอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “เฮอะ ข้าจะคอยดู” นางพูดจบก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินนำไปเบื้องหน้า แสงตะวันลอยสูงขึ้น รุ่นเยาว์กว่ากว่าพันคนยืนเรียงแถวอยู่ด้านหน้าลานพิธี ส่วนผู้อาวุโสและญาติผู้เข้าร่วมการทดสอบถูกกักอยู่ด้านนอก ไม่สามารถมองดูการทดสอบที่ด้านในได้ บนยอดเขาจงเหอชายสองคนและสตรีอีกหนึ่งคนยืนอยู่บนยอดเขา ทั้งสามต่างมองลงไปยังลานทดสอบศิษย์ใหม่ ชายด้านซ้ายรูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามนามว่าเมิ่งเซียว เขาคือหัวหน้าตึกปราณยุทธ์ ชายด้านขวาหน้าตาหล่อเหลาจ้าวสำอางนามว่าเนี่ยซาน เขาเป็นหัวหน้าตึกวิญญาณ สตรีตรงกลางงดงามปานเทพธิดามีนามว่าฟู่จิงหลิง นางเป็นหัวหน้าตึกสมบัติ “ปีนี้มีผู้เข้าทดสอบมากมายนัก” เมิ่งเซียวพูดขึ้น “เมิ่งเซียว เจ้าเห็นแววผู้ใดหรือไม่?” เนี่ยซานกล่าวถาม “มีอยู่ห้าคนที่ความแข็งแกร่งถึงเกณฑ์แต่กลับไม่น่าสนใจเท่ากับคนอ่อนแอผู้หนึ่ง” เมิ่งเซียวตอบอย่างครุ่นคิด “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้ายังคงมีสายตาที่แหลมคมเช่นเดิม เราคงต้องรอดูความสามารถของเขาในการทดสอบ” เนี่ยซานกล่าวต่อ “พวกเจ้ากล่าวถึงผู้ใด?” ฟู่จิงหลิงที่นิ่งเงียบตลอดมาถามขึ้นอย่างสงสัย “เด็กหนุ่มระดับกำเนิดขั้นเจ็ดคนหนึ่ง” เมิ่งเซียวตอบ “อ้อ...เด็กคนนั้นน่ะรึ? เมิ่งเซียวสนใจเด็กนั่นข้าเข้าใจได้เพราะปราณเขาเข้มข้นกว่าระดับกำเนิดขั้นสิบทั้งห้าคนนั้นเสียอีก แต่เนี่ยซานเหตุใดเจ้าถึงสนใจเด็กหนุ่มนั่น?” นางกล่าวถามต่อ เมิ่งเซียวเป็นหัวหน้าตึกปราณยุทธ์ย่อมต้องสนใจศิษย์ที่มีปราณแข็งแกร่ง แต่เนี่ยซานเป็นหัวหน้าตึกวิญญาณที่มุ่งเน้นที่ความแข็งแกร่งของวิญญาณเป็นหลัก เหตุใดเขาจึงต้องสนใจศิษย์ที่มีปราณแข็งแกร่ง? “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในตัวเขามิใช่แค่เพียงปราณเท่านั้นที่พิเศษ วิญญาณยุทธ์ก็เช่นกัน” เนี่ยซานตอบ “วิญญาณยุทธ์พิเศษ? พิเศษอย่างไร?...เอ๊ะ เหตุใดข้าไม่สามารถตรวจสอบวิญญาณยุทธ์ของเขาได้” นางพูดด้วยความตกใจ “อย่าได้ตรวจสอบให้เสียเวลาเลย ข้าได้ตรวจสอบก่อนแล้ว” เนี่ยซานพูดด้วยรอยยิ้ม “แล้วเจ้าตรวจสอบวิญญาณยุทธ์เขาได้หรือไม่?” “ข้าไม่สามารถส่งปราณเข้าด้านในจุดตันเถียนของเขาได้ คงทำได้เพียงรอดูความสามารถเขาตอนทดสอบเท่านั้น” เนี่ยซานพูดอย่างมีนัย ลานทดสอบ“ขอต้อนรับรุ่นเยาว์ทุกคน ข้านามว่าเมิ่งกู่ผู้อาวุโสสำนักหลินกวง เป็นผู้ควบคุมการทดสอบของวันนี้ ก่อนอื่นข้าจะอธิบายการทดสอบเสียก่อน...” ชายกลางลานทดสอบพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน การทดสอบแบ่งเป็นสามรอบ รอบแรกเป็นการทดสอบวิญญาณยุทธ์ รอบที่สองเป็นการทดสอบพรสวรรค์และรอบสุดท้ายเป็นการทดสอบทักษะยุทธ์ “รอบแรก เป็นการทดสอบวิญญาณยุทธ์ ผู้ที่มีวิญญาณยุทธ์ระดับปฐพีขั้นสูงขึ้นไปจะผ่านเข้ารอบที่สอง” เมิ่งกู่กล่าวขึ้น “ผู้อาวุโส มีบางอย่างผิดพลาดหรือไม่? ทุกปีกำหนดขั้นต่ำเพียงวิญญาณระดับปฐพีขั้นกลางมิใช่รึ” เด็กหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างตกใจ ความจริงเป็นดั่งที่เด็กหนุ่มกล่าว สำนักหลินกวงกำหนดขั้นต่ำอยู่ที่วิญญาณปฐพีขั้นกลาง เพียงแต่เมื่อครู่เมิ่งกู่ได้รับข้อความจากผู้นำสำนักเขาจำต้องเปลี่ยนเกณฑ์อย่างกระทันหัน “เหตุใดจึงเปลี่ยนกฏเช่นนี้ ไม่ยุติธรรมเสียเลย”
“ใช่ๆ ทุกปีไม่ใช่เช่นนี้ นี่เท่ากับว่าข้าเดินทางมาเสียเปล่า”
“ผู้อาวุโส กลับไปใช้กฏเดิมได้หรือไม่?” เสียงตะโกนบ้างอ้อนวอน บ้างโมโหดังทั่วบริเวณลานทดสอบ “หุบปาก!!! ก้าวมาด้านหน้าครั้งละสิบคนแล้วแสดงวิญญาณยุทธ์ของเจ้าออกมา ส่วนใครที่รู้ว่ามีระดับไม่ถึงเกณฑ์กลับได้เลย” เมิ่งกู่เปลี่ยนท่าทีเป็นเด็ดขาดและทรงอำนาจ ยอดเขาจงเหอ“หือ...เกิดอันใดขึ้น เหตุใดเมิ่งกู่จึงเปลี่ยนกฏการทดสอบรอบที่หนึ่งเช่นนี้?” เมิ่งเซียวกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เกรงว่าวันนี้จะมีเรื่องไม่ธรรมดาเกิดขึ้นเสียแล้ว ถึงกับทำให้ท่านผู้นำเผยตัวออกมาได้” เนี่ยซานกล่าว “เจ้าหมายความว่า...ท่านผู้นำเป็นคนเปลี่ยนกฏ?” ฟู่จิงหลิงเองก็ตกใจเช่นกัน ผู้นำสำนักมักเก็บตัวเงียบเสมอมา แม้กระทั้งพวกเขาที่เป็นถึงหัวหน้าตึกทั้งสามของสำนักแต่นับว่ายากยิ่งหากต้องการพบกับเขา “เมื่อครู่ข้ารับรู้ได้ถึงปราณท่านผู้นำ แม้จะบางเบาแต่ข้าจดจำมันได้เป็นอย่างดี” เนี่ยซานตอบกลับอย่างมั่นใจ ลานประลองที่อัดแน่นไปด้วยรุ่นเยาว์กว่าพันคน บัดนี้เบาบางลงอย่างมากเนื่องจากรุ่นเยาว์กว่าครึ่งมีเพียงวิญญาณระดับปฐพีขั้นกลาง การทดสอบเริ่มขึ้น รุ่นเยาว์ก้าวเดินออกมาครั้งละสิบคนและแสดงวิญญาณยุทธ์อย่างต่อเนื่อง รุ่นเยาว์ส่วนใหญ่มีวิญญาณระดับปฐพีขั้นสูง เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อยู่ระดับนภา หลังจากการทดสอบผ่านไปเก้าส่วน เหลือรุ่นเยาว์ที่ยังไม่ได้ทดสอบอยู่ราวห้าสิบคน ซึ่งมู่เฉินและยู่เหยียนอยู่ในกลุ่มนี้ “นั่นมันเจ้าสวะมู่เฉิน มันไม่มีวิญญาณยุทธ์แล้วไปทำอะไรที่ลานทดสอบ?” มู่เสียนกล่าวขึ้นอย่างขบขัน ตั้งแต่มู่เสียนมาถึงลานทดสอบ เขาก็มองหามู่เฉินอยู่ตลอด ตอนแรกในลานทดสอบมีคนจำนวนมากทำให้เขาค้นหาไม่พบ แต่ตอนนี้เหลือคนเพียงเล็กน้อยจึงทำให้มองเห็นมู่เฉินได้อย่างชัดเจน “ดีที่มันถูกขับไล่ออกจากตระกูลไปแล้ว ไม่เช่นนั้นตระกูลมู่เราคงต้องขายหน้ากันหมด” รุ่นเยาว์อีกคนกล่าวขึ้น “ฮี่ ฮี่ ฮี่ ข้าจะคอยดูว่าใครกันแน่ที่จะขายหน้า” หลิงเอ๋อพูดขึ้นอย่างมีนัย “เจ็ดคนสุดท้าย ก้าวมาด้านหน้าแล้วแสดงวิญญาณยุทธ์ของพวกเจ้าออกมา” เมิ่งกู่กล่าวกับมู่เฉินและอีกหกคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในลานทดสอบ มู่เฉินก้าวออกมาเป็นคนสุดท้ายและยังไม่แสดงวิญญาณยุทธ์ กลับกันเขาหันไปมองยู่เหยียนด้วยความใคร่รู้ ในบรรดารุ่นเยาว์ทั้งหมดเขาสนใจวิญญาณยุทธ์ของนางมากที่สุด “จงออกมา” ยู่เหยียนพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา ฮืม.... เงาสีแดงขนาดหนึ่งจั้งตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้ายู่เหยียน มันคือวิญญาณยุทธ์ประเภทสมุนไพร “นี่มัน...โสมมรรคาสวรรค์ วิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูง?” “เรื่องจริงหรือนี่ นางเป็นใครกัน?” “นางงดงามมาก สวรรค์โปรด ข้าต้องการรู้จักนางยิ่งนัก” “ถุ้ย!!! อย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย นางต้องเป็นของข้าเท่านั้น” เสียงพูดคุยดังทั่วบริเวณ แต่ยู่เหยียนไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย นางดึงวิญญาณยุทธ์กลับเข้าแล้วไปจากนั้นหันมามองมู่เฉินทันที ยอดเขาจงเหอ“ข้าต้องการให้นางจะเข้าร่วมตึกวิญญาณ เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” เนี่ยซานหันไปถามเมิ่งเซียวหลังจากเห็นวิญญาณยุทธ์ของยู่เหยียน “ย่อมได้ แต่...เจ้าหนุ่มนั่นต้องอยู่กับข้า” เมิ่งเซียวตอบพร้อมกับชี้มือไปยังมู่เฉิน “อืม...เช่นนั้นก็ได้” เนี่ยซานตอบอย่างลังเล “ได้เวลาแล้ว เจ้าหนุ่มนั่นจะเริ่มแล้ว...” ฟู่จิงหลิงพูดตัดบท หัวหน้าตึกทั้งสามเลิกพูดคุยแล้วเพ่งสายตาลงไปยังลานทดสอบทันที ลานทดสอบบรรยากาศในลานทดสอบเต็มไปด้วยคลื่นลมแห่งความชื่นชมและนับถือ การปรากฏตัวของวิญญาณยุทธ์ระดับนภาได้สร้างความหวังให้แก่ผู้อาวุโสในสำนักเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่เมิ่งกู่ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทดสอบอยู่ขณะนี้ ‘วิญญาณนภาขั้นสูง? อนาคตสำนักเราต้องแจ่มใสอย่างแน่นอน นี่เป็นสาเหตุที่ท่านผู้นำเปลี่ยนกฏ?’ เมิ่งกู่คิดในใจ “ได้เวลาที่เจ้าจะต้องแสดงมันออกมาแล้ว” ยู่เหยียนหันมาคุยกับมู่เฉิน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ย่อมได้ เจ้าคอยดูให้ดี” มู่เฉินตอบกลับ ตอนนี้ทุกคนที่เข้าร่วมการทดสอบต่างแสดงวิญญาณยุทธ์หมดแล้ว เหลือเพียงมู่เฉินผู้เดียว นั่นจึงทำให้เขากลายเป็นจุดเด่นทันที ‘หลินเยว่ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว’ มู่เฉินส่งเสียงเข้าไปยังจุดตันเถียน ‘ผลึกอสูรระดับสี่ จำนวนสิบชิ้น’ นางตอบกลับอย่างมีชั้นเชิง ‘ได้ๆ เข้าใจแล้ว’ มู่เฉินตอบอย่างหัวเสีย ปัง!!! เสียงระเบิดดังออกมาจากจุดตันเถียน ออร่าสีแดงสดกับร่างของสตรีปรากฏขึ้นที่ด้านข้างมู่เฉิน นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้างดงามปานนางเซียนและผิวขาวเนียนดุจหยกทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่นางทันที หลินเยว่เปิดเปลือดตาขึ้นอย่างช้าๆ จากนั้นรอบด้านของนางปรากฏความหนาวเย็นจนเสียดกระดูกกระจายออกมา ยู่เหยียนและรุ่นเยาว์ทั้งหกที่อยู่ด้านข้างมู่เฉินได้แต่ถอยออกมาเพื่อหลบเลี่ยง “วิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูง? เป็นไปได้อย่างไรกัน” มู่เสียนตะโกนก้องด้วยความตื่นตะลึง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เมื่อครู่ใครกล่าวว่าพี่มู่เฉินเป็นสวะ? หากเขาเป็นสวะแล้วตัวเองล่ะเป็นอะไร?” หลิงเอ๋ออดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้น มู่เสียนได้ยินถึงกับแทบกระอักเลือดออกมา เขาคือรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดในตระกูล แต่ตอนนี้กลับถูกรัศมีมู่เฉินกลบจนไม่เหลือสิ่งใด “เจ้ามีวิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูงตามที่อาจารย์อากล่าวไว้ไม่มีผิด” ยู่เหยียนพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านยู่ไป๋มีทักษะสัมผัสที่น่ากลัวยิ่งนัก” มู่เฉินตอบ “เจ้าชื่อมู่เฉินรึ?” เมิ่งกู่กล่าวขัดขึ้น “ใช่ขอรับ” มู่เฉินกล่าวตอบอย่างสุภาพ “ข้าไม่เคยได้รับข่าวว่ามีวิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูงในตระกูลมู่มาก่อน ตระกูลมู่ช่างซ่อนเจ้าได้มิดชิดนัก” เมิ่งกู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ใช่คนตระกูลมู่ตั้งแต่ที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลเมื่อราวหนึ่งปีก่อน” มู่เฉินกล่าวอย่างเฉยเมย “ขับไล่ออกจากตระกูล? ช่างเถอะ จะได้เวลาทดสอบในรอบที่สองแล้ว” เมิ่งกู่แทบไม่เชื่อสิ่งที่เขาได้ยิน ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีวิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูงถูกขับไล่ออกจากตระกูล? มันจะเป็นไปได้อย่างไร? “จบเรื่องราวแล้วใช่หรือไม่? ข้าจะไปแล้ว” เสียงหลินเยว่ดังขึ้นหลังจากนางเห็นว่าทุกคนกำลังจ้องมองมาที่นาง “ใช่ เจ้ากลับไปได้แล้ว” มู่เฉินตอบ จากนั้นร่างหลินเยว่ก็หายไปทันที ยอดเขาจงเหอ“นี่มัน!!! วิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูงอีกคน?” ฟู่จิงหลิงกล่าวขึ้น “เกรงว่าวิญญาณยุทธ์เขาจะแข็งแกร่งกว่าเด็กสาวเมื่อครู่เสียอีก” เนี่ยซานกล่าวเสริม “โอ้...ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นรึ?” นางถามอย่างสงสัย “ไม่ใช่แค่นั้น บางที....อาจจะแข็งแกร่งกว่าวิญญาณยุทธ์ของท่านผู้นำเสียด้วยซ้ำ” เนี่ยซานพูดอย่างลังเล “แปลกยิ่งนัก ข้าไม่เคยพบเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อน” เมิ่งเซียวที่เงียบมาตลอดพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เจ้าหมายความเช่นไร?” เนี่ยซานหันมาถามเมิ่งเซียวทันที “พวกเจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์สายปราณยุทธ์จึงอาจมองข้ามไป ลักษณะปราณของเขาดูเหมือนจะเป็นประเภทดูดกลืน แต่...วิญญาณยุทธ์กลับเป็นประเภทน้ำแข็ง พวกเจ้าคิดเช่นไร?” เมิ่งเซียวอธิบาย “จริงของเจ้า นี่มันแปลกเกินไปแล้ว เกรงว่านอกจากพวกเราและท่านผู้นำที่อยู่ระดับปราชญ์คงไม่มีผู้ใดมองออก” เนี่ยซานกล่าว “แล้วจะทำเช่นไรต่อไป?” ฟู่จิงหลิงเอ่ยถาม “เก็บเป็นความลับก่อน หลังจากท่านผู้นำปรากฏตัวค่อยคุยกันอีกครั้ง ระหว่างนี้...ต้องให้เขาอยู่ในตึกปราณยุทธ์ของข้า” เมิงเซียวกล่าว “คงต้องเป็นเช่นนั้น แม้จะเสียดายอยู่บ้าง แต่ที่เจ้าพูดมาคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว” เนี่ยซานพูดอย่างเสียดาย