บทที่ 23 ที่นาที่ว่างเปล่าจะเป็ที่ดินที่มีประโยชน์
รุ่งเช้าของวันถัดมาหมอกบางลอยคลุมผืนนาที่เพิ่งเก็บเกี่ยวจนโล่งเตียนลมหนาวพัดผ่านยอดตอฟางแห้งส่งเสียงกรอบแกรบเบา ๆ บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบแต่ในใจของหลินเสี่ยวเฉินกลับเต็มไปด้วยแผนการใหม่ที่เริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากยืนมองผืนนาอยู่พักใหญ่เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าที่นานี้จะต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งให้ว่างเปล่าแม้จะเป็ฤดูเหมันต์ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็่พักดินแต่สำหรับเขาแล้วนี่คือโอกาส
หลินเสี่ยวเฉินหลบเข้ามุมลับอีกตามเคย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเขาก็เปิดระบบขึ้นมาอย่างเงียบเชียบแสงสีฟ้าอ่อนสว่างวาบตรงหน้าก่อนที่เขาจะแลกเมล็ดพันธุ์ผักออกมาหลายชนิดทั้งผักกาด กะหล่ำปลี คะน้า ผักบุ้ง และหัวไชเท้า ถุงเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆหลายห่อถูกจัดวางอยู่ในมือของเขาอย่างเป็ระเบียบ
เด็กชายมองมันด้วยสายตาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับบ้านเมื่อถึงเวลาอาหารเช้าจึงนำเมล็ดพันธุ์เ่าั้ออกมาให้ทุกคนดูพร้อมอธิบายแิของตัวเองอย่างเรียบง่าย
“ที่นาของเราตอนนี้ว่างอยู่ถ้าเอามาปลูกผักน่าจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นขอรับอีกอย่างที่นาใกล้แหล่งน้ำมากกว่ามีพื้นที่มากกว่าหลังบ้าน ข้าคิดว่าสะดวกกว่ามาก”
ทั้งสามคนพอฟังแล้วก็มองหน้ากันเล็กน้อย หลินกวงขมวดคิ้วนิด ๆไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วยแต่เพราะกำลังคิดตาม “แต่ตอนนี้มันฤดูเหมันต์แล้วนะอากาศแห้งมาก ปลูกผักจะขึ้นหรือ”
“อาจจะไม่งามเท่าหน้าฝนแต่ก็ไม่ถึงกับปลูกไม่ได้ตอนนี้พวกเรามีน้ำจากฝาย ดินก็ได้รับปุ๋ยแล้วอย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยที่ดินทิ้งไว้เฉย ๆท่านพ่อลองคิดดูสิแม้แต่ดินหลังบ้านพี่หญิงยังสามารถปลูกได้เลยแล้วดินในที่นาเล่าดีกว่าดินที่อยู่หลังบ้านเป็ไหน ๆ เหตุใดจะปลูกไม่ได้” หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้าเบาๆ
จางเว่ยเยียนมองเมล็ดพันธุ์ในมืออย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็ลองดูสักตั้ง”
“เดี๋ยวข้าจะจัดการปลูกเอง” หลินอวี้หรานเองก็ไม่ลังเลรับเมล็ดพันธุ์ไปด้วยแววตาจริงจัง
การตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่กลับเป็อีกก้าวสำคัญของครอบครัวหลินไม่นานหลังจากนั้นทั้งสี่คนก็พากันออกไปยังผืนนาแปลงนาที่เคยปลูกข้าวเกาเหลียงถูกแบ่งออกเป็ส่วน ๆ อย่างคร่าว ๆหลินเสี่ยวเฉินอธิบายวิธีปลูกให้ฟังทีละขั้น ั้แ่การพรวนดิน การทำร่องการหว่านเมล็ด ไปจนถึงการรดน้ำแม้จะเป็งานที่ไม่คุ้นเคยนักแต่ด้วยความร่วมมือของทุกคนงานก็เริ่มเป็รูปเป็ร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภาพของครอบครัวหนึ่งที่ช่วยกันทำงานท่ามกลางลมหนาวกลับดูอบอุ่นกว่าที่เคยเป็มา
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของบ้านหลินไม่ได้รอดพ้นสายตาของชาวบ้านคนอื่นไม่นานนักก็เริ่มมีคนเดินผ่านมามองด้วยสายตาสงสัย
ชายคนหนึ่งหยุดยืนดูอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “พวกเ้าทำอะไรกันน่ะ”
“กำลังจะปลูกผักน่ะ” หลินกวงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยตอบไปตามตรง
คำตอบนั้นทำให้ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหัวเราะเบา ๆอย่างไม่อยากเชื่อ “ปลูกผัก? ตอนนี้น่ะหรือ”
เสียงของเขาเรียกความสนใจจากคนอื่น ๆ ให้เข้ามามุงดูมากขึ้นไม่นานนักกลุ่มชาวบ้านก็ยืนล้อมดูอยู่ห่าง ๆ สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความแปลกใจทุกคนต่างก็มีคำถาม
“นี่มันฤดูเหมันต์นะจะปลูกผักได้อย่างไรกัน”
“ดินก็เย็น อากาศก็หนาว เมล็ดมันจะงอกหรือ”
เสียงวิจารณ์เริ่มดังขึ้นทีละน้อย
หลินกวงไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิด เขาเพียงยิ้มบาง ๆแล้วตอบกลับอย่างใจเย็น “ฤดูเหมันต์ก็ไม่เป็ไรหรอก พวกเรามีน้ำ มีปุ๋ยไม่น่าจะมีปัญหา ดีกว่าปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่าไปเฉย ๆ พวกเ้าลองปลูกดูก็ได้นะ”
คำพูดนั้นไม่ได้มีน้ำเสียงท้าทายแต่เป็เพียงการชักชวนธรรมดาทว่าชาวบ้านส่วนใหญ่กลับส่ายหน้า
“ข้าไม่เอาด้วยหรอก เสี่ยงเกินไป”
“เมล็ดพันธุ์ก็ไม่ใช่ถูก ๆถ้าปลูกแล้วตายหมดจะทำอย่างไร”
“สู้ไปเก็บผักป่ากินเหมือนเดิมดีกว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องลงทุน”
บางคนถึงกับหัวเราะเบา ๆราวกับมองว่าสิ่งที่บ้านหลินกำลังทำเป็เื่เหลวไหล หลินเสี่ยวเฉินที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ไม่ได้โต้แย้งอะไรเขารู้ดีว่าความคิดใหม่มักถูกต่อต้านโดยเฉพาะในที่ที่ผู้คนเคยชินกับวิธีเดิม ๆมานาน การพูดให้มากไปในตอนนี้ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลลัพธ์
เด็กชายก้มลงจัดร่องดินต่อไปอย่างตั้งใจราวกับเสียงรอบข้างไม่มีผลต่อเขาเลยแม้แต่น้อยหลินอวี้หรานเองก็ทำงานต่ออย่างเงียบ ๆ ไม่ได้สนใจคำพูดของคนอื่นเช่นกันจางเว่ยเยียนมองลูก ๆ ทั้งสองคนก่อนจะถอนหายใจเบา ๆแล้วกลับไปตั้งใจทำงานของตัวเองต่อ ส่วนหลินกวงแม้จะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม
ไม่นานนักชาวบ้านที่มุงดูก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันไป บางคนยังคงส่ายหน้าบางคนพูดจาเย้ยหยันเบา ๆ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะเข้ามาลองทำตาม
ผืนนากลับมาเงียบสงบอีกครั้งมีเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่านและเสียงมือที่ขุดดินอย่างสม่ำเสมอ เวลาค่อย ๆผ่านไปร่องผักเริ่มเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านลงไปอย่างเป็ระเบียบน้ำจากฝายถูกนำมารดอย่างทั่วถึง ดินชุ่มชื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นหลินเสี่ยวเฉินยืนมองผลงานของตัวเองอีกครั้งแม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นผลลัพธ์แต่ในใจของเขากลับมั่นใจเขารู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องบางทีอีกไม่นานผืนนาที่เคยแห้งแล้งนี้อาจกลายเป็ตัวอย่างของการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ที่ชาวบ้านไม่เคยเห็นและเมื่อถึงวันนั้นเสียงหัวเราะเยาะในวันนี้ก็อาจกลายเป็เสียงชื่นชมแทนก็เป็ได้