ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 133 เขาไม่เบาเลยนะ

           “เพียะ!”

           หลินหมิงถูกหานซินตบหน้าอย่างแรงจนทิ้งรอยฝ่ามือไว้บนหน้าของหลินหมิงหานซินกล่าวว่า “เจ้าพวกไม่ได้เรื่องยังไม่รีบไสหัวไปอีก”

           “ช้าก่อน”

           ตู้เซ่าฝู่กล่าว จ้องไปที่หลินหมิงกล่าวว่า “ข้าคิดว่ามีคนอยากจะทำร้ายข้าเสียอีกที่แท้เพราะมีคนคิดจะก่อกบฏนี่เอง”

           “ไม่ ข้าไม่ได้คิดจะก่อกบฏ”

           หลินหมิงใช้มือกุมหน้าตัวเองที่ถูกตบจนแสบและร้อนผ่าวเขาคิดว่าเป็นทายาทของพวกตระกูลร่ำรวยสักคนในเมืองหลันหลิงที่ทำร้ายบุตรชายของตนตอนแรกเขาเตรียมมาเพื่อขู่ให้เด็กหนุ่มคนนั้นแค่นั้น

           ทว่าหลินหมิงไม่คาดคิดว่าบุตรชายของเขาช่างมือดีเสียเหลือเกินก่อเรื่องมาให้กับตนต้องมามีเรื่องกับบุคคลที่เหนือกว่าตนเป็นชนชั้นเจ้านายที่สูงกว่า

           ตู้เซ่าฝู่มองหลินหมิงกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าไม่คิดจะก่อกบฏเจ้าจะมาอัดสั่งสอนข้าทำไมล่ะ?”

           “คุณชายน้อย ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

           ขณะนี้หลินหมิงจะกล้ายอมรับได้ที่ไหนล่ะเขาตกใจกลัวจนตัวสั่น เด็กหนุ่มชุดม่วงที่อยู่ด้านหน้าเขาถึงขนาดอัดบุตรชายของเจ้าเมืองไปแล้วเขาจะกล้าไปมีเรื่องอีกที่ไหน

           “เจ้าไม่ได้มาเพื่อทำร้ายข้าและไม่ได้มาเพื่อก่อกบฏ หรือว่าเจ้าพากองทัพใหญ่ทหารเยอะขนาดนี้คือพามาเดินเล่นหรือ”

           จู่ๆ ตู้เซ่าฝู่ก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเขาหันไปหาชายที่อยู่ข้างๆ กล่าวว่า “หัวหน้ากองจางพาชายคนนั้นไปตรวจสอบพิพากษาความจริง ดูสิว่ามีใครคิดจะก่อกบฏหรือไม่?”

           “ขอรับ!”

           จากนั้นผู้ติดตามทั้งหมดก็เดินหน้าเข้าไปคุมตัวหลินหมิงไว้

           “นายน้อยช่วยข้าด้วย นายน้อยช่วยข้าด้วย” หลินหมิงตะโกนเรียกหานซินเพื่อขอความช่วยเหลือทว่าเรื่องมาขนาดนี้จะช่วยอย่างไรก็ไม่ทันแล้ว

           “เจ้าโง่” หานซินโมโหแทบจะเป็นฟืนเป็นไฟ ยังจะมีอารมณ์มาช่วยหลินหมิงอีกที่ไหนล่ะเจ้าบริวารโง่คนนี้ทำให้บิดาของตนตกที่นั่งลำบากไปด้วย พอถึงตอนนั้นหากผู้ปกครองมณฑลตัดสินว่าผิดล่ะก็บิดาของเขาก็คงหนีโทษไปไม่ได้ ขณะนี้ที่เขาต้องรีบทำคือรีบกลับไปแจ้งบิดาของเขา

           “พวกเราไปกัน”

           ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้สนใจคนรอบข้างคนอื่นอีกเขาหมุนตัวเดินจากไป ทหารรักษาเมืองกว่าพันคนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนหัวหน้ากองของพวกเขาถูกคุมตัวไปแล้ว พวกเขายังจะทำอะไรได้อีก

           “ท่านพ่อท่านพ่อ……”

           คุณชายน้อยหลินที่อยู่บนเปลหามเห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าวก็ตะลึงเหม่อมองดูบิดาถูกคุมตัวไปตกใจจนเหม่อลอยไม่ได้สติ

           หลินหมิงมองหน้าบุตรชายของตัวเองสายตาโกรธเคืองแทบจะไฟลุก หากเขาไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของตนเขาอยากจะจับคนที่ก่อเรื่องให้เขามาฆ่าให้ตายไปเสียเดี๋ยวนี้เลย

           “หวงที่สามเจ้านี่เมื่อกี้บอกว่าจะทำอะไรข้านะ?”

           ตู้เซ่าฝู่เดินมาทางคุณชายน้อยหลินจากนั้นจู่ๆ ก็หยุดฝีเท้า และเดินถอยก้าวเข้าไปจ้องหน้าคุณชายน้อยหลิน เขาพูดกับหวงที่สามที่อยู่ข้างๆ

           หวงที่สามพูดอย่างจริงจังว่า“เรียนคุณชายน้อยเซ่าฝู่ เจ้านี่บอกว่าจะทำให้ท่านรู้สึกว่าตายดีกว่าอยู่ขอรับ”

           “งั้นก็ฝากเจ้าด้วยนะ” ตู้เซ่าฝู่พูดจบก็เชิดหน้าเดินผ่านและจากไป

           “อ๊าก……”

           จากนั้นไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนมาจากคุณชายน้อยหลินกับหลินหมิงสองพ่อรู้ดังขึ้นมาอย่างน่าเวทนา……

           บริเวณนอกจวนอันโอ่อ่าที่เป็นอาณาเขตที่พักของผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงตู้เซ่าฝู่ หัวหน้ากองจาง หวงที่สามทั้งสามคนกำลังขี่อสูรอาชาเกล็ดทมิฬกลับเข้ามา

           “หยุดก่อน!”

           ขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังจะเดินทางเข้าไปในจวนจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น จากนั้นก็มีวัยรุ่นร่างบางปรากฏตัวออกมาอยู่ด้านหน้าตู้เซ่าฝู่นางคือโอวหยังส่วงที่ออกจากสวนโบราณมาก่อน

           “คุณหนูใหญ่” หัวหน้ากองจาง หวงที่สามคนผู้ติดตามคนอื่นต่างรีบคำนับคารวะ

           “มีเรื่องอะไร?” ตู้เซ่าฝู่มองไปที่โอวหยังส่วงหญิงที่แต่งเป็นชายในใจของเขาผ่อนคลายลงมาบ้าง อย่างน้อยจูบแรกของเขาก็ไม่ได้เสียไปให้ผู้ชาย

           โอวหยังส่วงจ้องตู้เซ่าฝู่และคนอื่นตาเขม็งกล่าวว่า “เรื่องคืนนี้ที่สวนโบราณพวกเจ้าห้ามบอกกับบิดามารดาของข้า มิเช่นนั้นข้าจะตามมารังควานพวกเจ้าไม่หยุดแน่”

           เมื่อพูดจบ โอวหยังส่วงก็หมุนตัวเดินเข้าไปในจวนหลันหลิง………………

           ภายในจวนหลันหลิงมีสาวใช้ช่วยเตรียมห้องให้กับตู้เซ่าฝู่ไว้อย่างเรียบร้อยก่อนหน้าสักพักแล้วตอนแรกตู้เซ่าฝู่คิดจะกลับไปพักที่บ้านของมู่หรงโยวรั่วทว่าเขาไม่อาจต่อกรกับแรงคะยั้นคะยอจู่โจมของป้าซันได้เลยสุดท้ายจึงต้องรับปากตอบรับป้าซันว่าจะกลับมาพักที่จวนหลันหลิงตอนกลางคืน

           ตู้เซ่าฝู่อยู่อยู่ในห้องพักแล้วเริ่มนั่งขัดสมาธิเขาจับที่จมูกที่มีเลือดซึม แหงนหน้าขึ้นบนเล็กน้อยยังดีที่เลือดไหลออกมาไม่มากสักเท่าไร

           “ต้องรีบบรรลุหน่อยระดับฌานในตอนนี้ถือว่ายังอ่อนแออยู่มาก”

           ตู้เซ่าฝู่พูดกับตัวเองเบาๆเขาคิดถึงมารดาและน้องสาวที่ตนยังไม่เคยพบเคียดแค้นผู้มีอำนาจใหญ่ที่เป็นตัวการพรากครอบครัวของเขาให้ต้องแยกจากกันเขารู้ว่ามีเพียงแต่ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นยอดฝีมือที่แท้จริงจึงสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดที่จะเกิดในวันข้างหน้าได้หากไร้ฝีมือความสามารถ ทุกอย่างที่ฝันจะเป็นไปไม่ได้บนโลกนี้จำเป็นต้องมีความสามารถและอำนาจในการต่อรองต่อสู้กับสิ่งใดๆ ทั้งปวง

           เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ในใจของตู้เซ่าฝู่ชัดเจนดีว่าผ่านไปได้ด้วยดีเพราะมีจวนหลันหลิงช่วยหนุนหลัง

           หากไม่ได้เพราะตนมีจวนหลันหลิงเป็นอำนาจช่วยคุ้มกันให้อยู่เบื้องหลังวันนี้เขาคงออกจากสวนโบราณไม่ได้แล้ว วันนี้ที่รอดมาได้ด้วยดีทุกอย่างไม่ได้เป็นเพราะกำลังของตน แต่เพราะยืมอำนาจของคนอื่นมาใช้

           “พละกำลังของตัวเองถึงจะเป็นของตัวเอง ต้องพยายามบรรลุให้ได้ หลังจากพบผู้ปกครองมณฑลแล้วต้องรีบไปที่สำนักต่อเลยหวังว่าผู้ปกครองมณฑลจะรีบออกจากการจำศีลเก็บตัวไวๆ”

           ตู้เซ่าฝู่แสดงสีหน้าตั้งมั่นและเด็ดเดี่ยวจากนั้นก็มีประกายแสงสีทองจางๆ แผ่ออกมา เขาที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเริ่มร่ายพลังและควบคุมพลังด้วยฝ่ามือหลังจากนั้นรอบๆ กายก็มีแสงสีทองห่อหุ้มๆ เป็นวงรัศมี

           บนท้องฟ้าที่มืดครึ้ม มีดวงจันทร์คอยให้แสงสว่างนวลลอยอยู่บนนภาและสาดลงมาบนพื้นโลกจางๆ

           ภายในห้องหนังสือชายวัยกลางคนกำลังนั่งขัดสมาธิ มีอักษรยันต์ห่อหุ้มปกคลุมทั่วร่างของเขาพร้อมกับมีพลังปราณไหลเวียนทั่ว ชายผู้นี้มีลมปราณที่แข็งแกร่งน่าเกรงขามอย่างมาก

           “เอี๊ยด……”

           ประตูห้องหนังสือถูกเปิดออกมีชายวัยกลางคนสวมชุดดำคนหนึ่งเดินเข้ามายืนอยู่ข้างกายที่อยู่ในห้องอย่างเงียบๆ

           “ฟิ่วๆ!”

           ชายวัยกลางคนเก็บฝ่ามือที่กำลังร่ายพลังรัศมีอักษรยันต์พร้อมกับประกายแสงจางและดับหายไป ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายคิ้วดกเข้มดูดุดัน สีหน้าท่าทางดูสง่า แววตาสดใสเป็นประกายราวกับรัศมีแสงตะวันยามอรุณเขาคือผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงโอวหยังหลิง

           “ผู้ปกครองมณฑลเขากลับมาแล้ว”

           ชายวัยกลางคนชุดดำมองโอวหยังหลิงจากนั้นพูดเสริมมาอีกประโยคเบาๆ ว่า “เขานี่ไม่เบาเลยนะ”

           “ปกติเจ้าไม่ชมใครนี่”

           โอวหยังหลิงแหงนหน้ามองชายวัยกลางคนชุดดำจากนั้นกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเขาไม่เบาเพราะเขาเป็นบุตรชายของสหายรู้ใจของข้า ข้าแค่อยากรู้ว่าที่บอกว่าไม่เบานี่แข็งแกร่งถึงแค่ไหนกัน?”

           ชายวัยกลางคนชุดดำนัยน์ตาสั่นไหวจากนั้นบอกกับโอวหยังหลิงว่า “คืนนี้เขาบุกเข้าไปใน สวนโบราณจากนั้นยังไปอัดหานซินกับเมิ่งไหลไฉรวมถึงบุตรชายของหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองก็ถูกอัดด้วยหัวหน้าทหารคนนั้นจึงพาทหารกว่าพันนายมาสกัดที่ประตูใหญ่ของสวนโบราณแต่ตอนนี้เขาก็ถูกคุมตัวกลับมาสอบสวนแล้ว เขาพูดใช้เหตุผลไหลไปเลื่อยจนสุดท้ายบอกว่าทหารรักษาเมืองกับหานเฉียงคิดจะก่อกบฏ”

           โอวหยังหลิงได้ยิน นัยน์ตาก็สั่นไหวจากนั้นก็ยิ้มออกมา และเอ่ยถามไปว่า “คืนนี้เขากลับมาโดยปลอดภัยไร้บาดแผลใดๆเลยใช่หรือไม่?”

           “ไม่ใช่……”

           ชายวัยกลางคนชุดดำส่ายศีรษะ กล่าวว่า “เขาต่อสู้กับคุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่เองก็อยู่ที่สวนโบราณ น่าจะเพราะมู่หรงโยวรั่วคนนั้นแต่คุณหนูใหญ่ก็ไม่ได้เอาชนะเขาได้ แต่อย่างไรก็ตามเขามีระดับฌานแค่เพียงขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์”

           “ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์”

           โอวหยังหลิงนัยน์ตาสั่นไหวอีกครั้งจากนั้นก็ยิ้มกรุ้มกริ่มออกมา กล่าวว่า “นางหนูมีฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์เขามีฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์นี่นะ สมกับเป็นบุตรชายของหมอนั่นจริงๆ”

           “ผู้ปกครองมณฑลพวกเราต้องทำอะไรต่ออย่างนั้นหรือ?”

           ชายวัยกลางคนชุดดำมองโอวหยังหลิงจากนั้นกล่าวว่า “หลายปีมานี้ หลังจากที่ท่านผู้ปกครองมณฑลมาที่จวนหลันหลิงหานเฉียงถือว่าตัวเองพอมีความสัมพันธ์กับทางเมืองหลวงแคว้นตลอดมาจึงเกรงใจท่านแต่ปากในใจไม่เคยคิดจะเคารพ ข้าว่าตอนนี้พวกเราได้โอกาสแล้ว”

           โอวหยังหลิงลุกขึ้นมาเอามือไขว้หลังจากนั้นเดินวนรอบห้องหนังสืออย่างครุ่นคิด จากนั้นกล่าวว่า “แม้ว่าหานเฉียงจะโอหังไปบ้าง ทว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดไม่อย่างนั้นข้าคงไม่เก็บเขาไว้มาตลอดเช่นนี้”

           “ท่านผู้ปกครองมณฑลคิดอยากเก็บไว้ใช้การเองใช่หรือไม่หานเฉียงที่จริงก็ไม่อาจทำอะไรท่านได้อยู่แล้ว” ชายวัยกลางคนชุดดำกล่าว

           โอวหยังหลิงยิ้มออกมาเล็กน้อยบอกกับชายวัยกลางคนชุดดำว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเด็กๆก่อเรื่อง ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็อย่ายื่นมือเข้าไปยุ่งเลย ข้าเชื่อว่าหานเฉียงเองก็จะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเช่นกันถ้ามีคนที่คิดจะยื่นมือเข้ามา เขาคงจะไม่ใช่หานเฉียง”

           “ท่านผู้ปกครองมณฑลเช่นนี้จะเหมาะสมแล้วหรือ ในเมื่อเขาเพิ่งมาที่จวนหลันหลิงยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไร” ชายวัยกลางคนชุดดำรู้สึกเป็นกังวล

           “เขาไม่เข้าใจอะไรงั้นหรือวันนี้เขาอัดสี่คุณชายน้อยแห่งหลันหลิงไปแล้วนะ นี่ถือว่านานพอแล้วล่ะ หานซินแม้จะอายุไม่มากแต่เขาก็ฝีมือไม่เลว เมื่อเปรียบกับหานเฉียงบิดาของเขาบางจุดมีบางอย่างที่ทำได้ดีมากกว่าอีกดังนั้นข้าอยากรู้ว่า เขากับหานซินใครกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่ากัน” โอวหยังหลิงกล่าว แววตายังคงเปี่ยมด้วยความสงสัยและแอบหวังอยากรู้คำตอบในใจ

           “หานซินแข็งแกร่งมากจริงๆวันนี้เมื่อเจอเรื่องเช่นนั้นแล้วยังคงอดทนไว้ได้” ชายวัยกลางคนชุดดำนัยน์ตาสั่นไหวจากนั้นเอ่ยถามว่า “หากเขาชนะหานซิน แล้วจะทำไมหรือ?”

           “หากเขาชนะหานซินงั้นข้าจะไล่เขาไปจากที่นี่ตอนนี้เลย”

           โอวหยังหลิงกล่าวเบาๆ ว่า “หากขนาดหานซินเขาก็ชนะ งั้นข้ายังจะฝึกอะไรเขาได้อีก สหายของข้าคนนั้นเหมือนส่งลูกชายมาเพื่อแกล้งให้ข้าปวดหัวเลย”

           …………

           “เจ้าหนูคนนั้นแข็งแกร่งมากขนาดนั้นจริงๆหรือ เขาเป็นใครมาจากไหน?” ภายในห้องโถงอันเงียบสงัดชายร่างกายกำยำคนหนึ่งกล่าว สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขมวดคิ้วเล็กน้อย

           “มาจากไหนข้าไม่รู้แต่เจ้านั่นไม่ใช่ว่าแข็งแกร่งจริงๆ เขาไม่ได้ลงมือแบบปกติมีกลยุทธ์พลิกแพลงทำให้คนอื่นตั้งรับไม่ไหว”

           ภายในห้องโถงห้องเล็กๆ นั้น ที่ใบหน้าของหานซินมีผ้าชุบยาแปะไว้ที่จมูกเขาพูดกับบุรุษร่างใหญ่กำยำคนนั้น และพูดเสริมไปอีกว่า “เจ้าหมอนั่นไร้ยางอาย และเจ้าเล่ห์มากๆ”

           “นี่คือข้อแก้ตัวให้กับตัวเองที่เป็นฝ่ายแพ้”

           ชายร่างกำยำมองหานซิน กล่าวว่า “แพ้ก็คือแพ้ เจ้ารับมือศัตรูไม่ได้ ก็คือแพ้นั่นแหละ”

           “ข้ายังไม่แพ้” หานซินกล่าว

           ชายร่างกำยำมองหานซิน กล่าวว่า “ก็ได้ เรื่องของหลินหมิงข้าส่งต่อให้เจ้าจัดการแล้วกันหลายปีมานี้เจ้ายังไม่เคยพบเจอคนที่จะมาเป็นคู่ต่อสู้ได้ เมิ่งไหลไฉไม่เลวนะ แต่เมิ่งไหลไฉไม่เคยคิดจะมาต่อสู้กับเจ้าเจ้าน่าจะได้เจอคู่ต่อสู้ของตัวเองแล้วล่ะ”

           “ข้าไม่มีทางแพ้แน่นอน” หานซินกล่าว แววตาดูตั้งมั่นและร้อนระอุฮึกเหิม

           วันต่อมาที่จวนหลันหลิง ดวงตะวันตื่นขึ้นมาพาสัมผัสแห่งอรุณมาเยี่ยมเยียนโลกดวงดารายามกลางคืนเริ่มจางหายไปจากนภาภายในเมืองเริ่มมีเสียงผู้คนคุยกันอย่างคึกคัก มีเสียงดังออกมาจากตามท้องถนน

           “ฟู่!”

           ตู้เซ่าฝู่เก็บฝ่ามือหยุดการฝึกแสงสีทองรอบกายเริ่มหายไป เขาพ่นปราณโสมมออกมาจากร่าง เขารู้สึกถึงลมปราณอันเต็มเปี่ยมไหลเวียนอยู่ในร่าง

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน