กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 39 คนหนึ่งไม่ได้อะไรแต่อีกคนกลับได้ประโยชน์ (1)

            บริเวณลานบ้านภายใต้แสงจันทร์ มีสาวงามกำลังร่ายรำดาบ!

            ทั้งหมดนี้ล้วนงดงามนักแต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับไม่ได้รู้สึกเพลิดเพลินใจแต่อย่างใด!

            เขาถอนหายใจอีกครั้งเบาๆอธิบายหลักของวิชาดาบอีกครั้งการอธิบายครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การชี้แนะให้หยางลู่ใหม่เพียงอย่างเดียวแต่ยังเป็นการกระตุ้นเงาตะคุ่มที่อยู่ตรงหน้าประตูห้องอีกด้วย!

            จ้าวหนีอิ่ง!

            ศิษย์พี่คนสนิทอีกคนของหยางลู่! ไม่สิ ที่ถูกต้องควรจะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องคนสนิทของฉินหรูเยียนมากกว่า! ว่ากันว่าความสัมพันธ์ของจ้าวหนีอิ่งและฉินหรูเยียนนั้นแน่นแฟ้นกว่า!

            ฉินหรูเยียนและจ้าวหนีอิ่งล้วนเป็นสาวงามที่งดงามที่สุดในบรรดาศิษย์เขตกลาง!อายุของทั้งสองนั้นน้อยกว่าหยางลู่เพียงไม่กี่เดือนแต่พลังยุทธ์กลับเหนือกว่าหยางลู่มาก คนหนึ่งเป็นนักยุทธ์ระดับเก้าขั้นสูงอีกคนหนึ่งเป็นนักยุทธ์ระดับแปดขั้นสูงสุด! ว่ากันว่าที่ยังหยุดชะงักอยู่แค่นี้เป็นเพราะทั้งสองสาวไม่คิดจะไต่เต้าไปจากระดับนักยุทธ์เร็วจนเกินไปนัก

            หากจะบอกว่าว่านฮวน หยางลู่ ตงฟางไฉ่อวิ๋นเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดของเขตใต้ฉินหรูเยียนและจ้าวหนีอิ่งก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าเป็นสตรีที่งดงามที่สุดของสำนักวิญญาณเมฆา!

            เซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกถึงลางสังหรณ์ว่าคำพูดของเขาคงจะทำให้จ้าวหนีอิ่ง สาวงามยอดอัจฉริยะที่ไม่ค่อยปรากฏตัวคนนี้ยอมโผล่หน้าออกมา!

            และด้วยเหตุผลบางอย่างสองสามวันมานี้เซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกชื่นชอบบทบาทอาจารย์ฝึกสอนหัตถ์ทองชั่วคราวของเขามาก!

            ลองคิดดูสิว่ามันทำให้ผู้คนเนื้อเต้นสักแค่ไหนการชี้แนะเพียงไม่กี่ประโยค ก็ทำให้พวกนางมีชีวิตที่รุ่งโรจน์ขึ้นได้แค่คิดเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกถึงความสำเร็จและความภูมิใจที่ห่างหายไปนาน

            แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมายังทั้งสามที่อยู่ตรงลานบ้านทำให้ทุกคนดูลึกลับราวกับอยู่ในความฝัน!

            หยางลู่สงบจิตใจและตั้งใจฟังอย่างจริงจังในขณะที่จ้าวหนีอิ่งยืนอยู่นิ่งๆ ยิ่งตั้งใจฟังมากเท่าไร ก็ยิ่งมีสมาธิมากขึ้นยิ่งตั้งใจฟังมากเท่าไรก็ยิ่งใจเต้นมากขึ้นเท่านั้นนี่เป็นครั้งแรกที่นางนางได้ยินการบรรยายที่ละเอียดและลึกซึ้ง ไม่สิที่ถูกต้องควรจะเป็นการบรรยายที่ลึกซึ้งและเข้าใจง่ายถึงการเปลี่ยนแปลงของท่วงท่าการต่อสู้

            ยิ่งฟังแสงในดวงตาของจ้าวหนีอิ่งก็ยิ่งสว่างไสวรู้สึกราวกับว่าคำพูดทุกคำของเซียวหลิงอวิ๋นทำให้หมอกบางๆ ที่ปกคลุมดวงตานางค่อยๆจางหายไปทำให้นางได้เห็นท่าทางการต่อสู้และแม้กระทั่งท่าทางการต่อสู้ทั้งหมดในมุมมองใหม่เข้าสู่วิสัยทัศน์ใหม่ และเปิดหน้าต่างบานใหม่ตราบใดที่นางซึมซับและเข้าใจหลักการเหล่านี้อย่างถ่องแท้แล้วพลังและการบ่มเพาะของนางจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหม่!

            …

            ภายใต้แสงจันทร์สว่างไสวหลังจากได้พิจารณาคำพูดของเซียวหลิงอวิ๋นอย่างละเอียดอีกครั้งหยางลู่ก็เริ่มฝึกดาบตามที่ตัวเองเข้าใจใหม่!

            หนึ่งครั้งสองครั้ง สามครั้ง นางหยุดและขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเริ่มฝึกซ้อมใหม่อีกครั้ง

            เซียวหลิงอวิ๋นไม่ได้พูดอะไรออกไป!

            เขาให้คำแนะนำไปมากเกินพอแล้วจากนี้ไปก็เป็นตัวของหยางลู่เองแล้ว!

            อาจารย์แค่พาที่ประตูแต่จะเข้าไปได้หรือไม่นั้น อยู่ที่ตัวบุคคล!

            จะสามารถบรรลุได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่านางจะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน!

            ไม่รู้ว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าประตูเรือนเป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็หลับตาลง แล้วแผ่ขยายจิตของตัวเองออกไป!

            ชั่วขณะต่อมารูปร่างจ้าวหนีอิ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของเซียวหลิงอวิ๋นอย่างชัดเจน!

            หลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วอึดใจ!

            หืม!

            เด็กสาวนางนี้มีไหวพริบที่ดีจริงๆพรสวรรค์เช่นนี้เทียบไม่ได้กับหยางลู่เลยจริงๆ!

            นางใช้ปลายนิ้วแทนดาบร่างกายเคลื่อนไหวเป็นท่วงท่าที่อ่อนช้อย ดาบนิ้วพลิ้วไหวและงดงามให้ความรู้สึกราวกับเป็นภาพลวงตา!

            ทันใดนั้นตัวของเซียวหลิงอวิ๋นก็สะดุ้งขึ้นมา!

            ภายในหัวของเขาร่างของจ้าวหนีอิ่งพร่าเลือนลงไป เวลานี้เด็กสาวเป็นเหมือนดั่งสายลมไม่สามารถจับต้องได้ ควบคุมไม่ได้ และแทรกซึมเข้าไปได้ทุกหนแห่ง!

            แล้วในชั่วขณะต่อมา!

            “แกร๊ง!”เสียงดาบดังขึ้นมาเบาๆ ดังมาจากดาบใหญ่เหล็กดำในมือเซียวหลิงอวิ๋นเซียวหลิงอวิ๋นต้องตกใจและประหลาดใจเมื่อพบว่าดาบใหญ่เหล็กดำเข้ามาอยู่ในมือของเขาราวกับได้ยินเสียงเรียกและมันก็สั่นพ้องขึ้นมาทันที ส่งเสียงร้องราวกับจิ้งหรีดกำลังรื่นเริง!

            ราวกับขุนศึกได้ยินเสียงท้าม้าศึกได้ยินเสียงแตรเป่า และควบทะยานออกไปด้วยความตื่นเต้นเพื่อที่จะได้ต่อสู้!

            นี่คือ ‘เจตจำนงดาบ’!

            เด็กสาวแซ่จ้าวคนนี้สิ่งที่นางใช้เมื่อสักครู่มีเจตจำนงดาบแฝงอยู่!

            เข้าถึงเจตจำนงดาบได้หรือนี่!

            เด็กสาวคนนี้มีพรสวรรค์แบบไหนกันแม้ตัวเราในชาติก่อนจะเคยเข้าถึงหลักการที่ยิ่งใหญ่นี้แต่ในชาตินี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงหลักการยังไม่สามารถทำให้มันเป็นจริงและเข้าถึงเจตจำนงดาบได้

            เด็กสาวคนนี้เพียงได้ฟังก็เข้าถึงเจตจำนงดาบได้แล้ว!

            พรสวรรค์เช่นนี้เรียกได้ว่าสุดยอดเช่นเดียวกัน!

            ขณะนี้เองเซียวหลิงอวิ๋นต้องตกใจจนอ้าปากค้าง ไม่สามารถปิดปากได้เป็นเวลานาน!

            ตัวเขาย่อมรู้จักเรื่องของตัวเองดีสุดยอดอัจฉริยะคนนี้เกิดจากความรู้อันกว้างขวางของตัวเขาซึ่งเคยเป็นถึงราชันเทพแห่งโลกเบื้องบนมีประสบการณ์การในการฝึกวิชามานานหลายหมื่นปี รวมถึงวิชาวรยุทธ์ต่างๆในระดับเทพสูงสุด ซึ่งเกิดจากการผสมผสานกันในทุกๆ ด้าน ไม่ใช่พรสวรรค์ที่แท้จริงของร่างกายนี้แต่อย่างใด!

            แต่เด็กสาวตระกูลจ้าวตรงหน้าเขาคนนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นเหมือนกับตัวเขาที่มีความทรงจำในชาติก่อนจึงสามารถอธิบายได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือพรสวรรค์อันน่าทึ่ง พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่พรสวรรค์อันร้ายกาจ!

            ในขณะเดียวกันนั้นเอง!

            ตำหนักของเจ้าสำนักวิญญาณเมฆาที่ทั้งหรูหราและโอ่อ่าตอนแรกชายชราร่างผอมแห้งสั่นสะท้านเล็กน้อยแล้วภาพในหัวของเขาก็ทะยานพุ่งขึ้นไปยังท้องฟ้าอยู่เหนือศีรษะของเซียวหลิงอวิ๋นและหยางลู่ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ

            ช้ากว่าชายชราร่างผอมเล็กน้อยชายชราเคราแพะที่อยู่อีกห้องก็เบิกตากว้างขึ้นในชั่วขณะต่อมาร่างสูงใหญ่นั้นก็หายไปจากนั้นก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของพวกเซียวหลิงอวิ๋นทั้งสามคน!

            “นี่มันเจตจำนงดาบแม้ว่าจะยังอ่อนเยาว์มาก แต่แม่หนูคนนี้ก็เป็นถึงนักยุทธ์ระดับแปดแล้วทั้งยังเข้าถึงเจตจำนงดาบสายลมได้ถึงระดับหนึ่งด้วย นี่มันอัจฉริยะฮ่าๆ...คาดไม่ถึง คาดไม่ถึงจริงๆ ครั้งนี้เรามาถูกทางแล้วจริงๆสำนักวิญญาณเมฆาของเราไม่เพียงแต่จะได้พบสุดยอดอัจฉริยะที่ในรอบหมื่นปีจะมีสักคนแล้วยังพบอัจฉริยะที่สามารถเข้าถึงเจตจำนงดาบสายลมได้ในถึงระดับหนึ่งในขณะที่ยังเป็นนักยุทธ์อีกด้วยสุดยอดอัจฉริยะที่ในรอบพันปีจะมีสักคนเช่นกัน!”ชายชราร่างสูงที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าตื่นเต้นจนตัวสั่น!

            “พวกเราสำนักวิญญาณเมฆามีผู้สืบทอดแล้ว!ข้าซวี่กวงคนนี้รู้สึกเหมือนได้เห็นความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรซินโยวแห่งนี้!ทั้งสองคนยอดเยี่ยมจริงๆ!”รอยยิ้มแห่งความปลื้มปีติปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายชราร่างผอม!

            …

            ในขณะที่ดาบใหญ่เหล็กดำของเซียวหลิงอวิ๋นกำลังส่งเสียงร้องอยู่นี้หยางลู่ที่กำลังแทงดาบสั้นออกไปก็รู้สึกได้ว่าดาบสั้นในมือสั่นเล็กน้อยราวกับว่ามีพลังลึกลับบางอย่างกำลังดึงดาบสั้นในมือของตนเองอยู่!หยางลู่ตกใจออกแรงเพิ่มจับดาบหลอมสายรุ้งในมือให้แน่นขึ้น แล้วก้าวเท้าถอยหลังและหยุดมือก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงงเล็กน้อย!

            “แกร๊ง!” หยางลู่ได้ยินเสียงดาบใหญ่เหล็กดำกลับเข้าฝักเบาๆ!

            เจ้าหนุ่มนี่ชักดาบออกจากฝักทำไมกัน? หยางลู่บ่นเบาๆ ในใจ แล้วฝึกดาบต่อ!

            ทางด้านเซียวหลิงอวิ๋นจิตสัมผัสของเขารับรู้ได้ว่าร่างของจ้าวหนีอิ่งที่จางหายเหมือนดั่งสายลมกลับคืนมาอีกครั้ง!

            ที่หน้าประตูเรือนจ้าวหนีอิ่งใช้มือขวาที่เรียวงามชี้เป็นดาบ ยืนอย่างนิ่งเฉยในท่าแปลกประหลาดราวกับกำลังถูกเชือกแขวนอยู่!

            เข้าฌาน!

            เด็กสาวคนนี้เป็นเหมือนกับฉินหรูเยียนเมื่อคืนก่อนที่เข้าสู่สภาวะเข้าฌาน!

            ไม่ว่าจะเป็นนักยุทธ์หรือผู้ใช้พลังวิญญาณการเข้าฌานล้วนเป็นสิ่งที่หาได้ยาก สภาวะเช่นนี้หาได้ยากยิ่งยิ่งเข้าสู่สภาวะเข้าฌานได้นานมากเท่าไร ผลที่ได้ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นสภาวะเข้าฌานนี้ไม่สามารถปล่อยให้ถูกรบกวนได้ด้วย!

            เซียวหลิงอวิ๋นรู้ดีถึงความลำบากของสภาวะนี้จึงลืมตาขึ้นแล้วมองไปรอบๆ ในขณะที่สังเกตการฝึกดาบของหยางลู่เขาก็แอบสังเกตสถานการณ์ของจ้าวหนีอิ่งที่อยู่หน้าเรือนด้วยรับหน้าที่เป็นองครักษ์โดยไม่ส่งเสียงใดๆ ออกไป!

            “เข้าฌานงั้นหรือ! ดี ดี ดี!” มุมหนึ่งในสำนักชายชราร่างผอมยิ้มจนตาแทบปิด! หากเขารู้ว่าเมื่อคืนก่อนฉินหรูเยียนเองได้เข้าสภาวะนี้ด้วยแล้วคงจะดีใจจนกระโดดตีลังกากลางอากาศสักสิบเจ็ดสิบแปดตลบไปแล้ว!

            เข้าฌานได้เด็กสาวคนนี้เป็นอัจฉริยะ เป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริงการเข้าฌานครั้งนี้จะทำให้นางเข้าถึงเจตจำนงดาบสายลมได้มากขึ้น

            ชายชราร่างสูงที่ลอยอยู่กลางอากาศเบิกตากว้างยิ่งมองเด็กสาวที่อยู่เบื้องล่างมากเท่าไรความประทับใจก็ยิ่งเอ่อล้นมากขึ้นเท่านั้น!

            จากนั้นก็มีคำถามผุดขึ้นแล้วเด็กสาวคนนี้มาที่นี่ได้อย่างไร แล้วเข้าสู่สภาวะเข้าฌานนี้ได้อย่างไรทันใดนั้นสายตาของเขาก็หันไปมองเซียวหลิงอวิ๋นและหยางลู่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของตัวเรือน!

            เซียวหลิงอวิ๋นเป็นฝีมือของพ่อหนุ่มคนนี้อย่างนั้นรึ! ชายชราร่างสูงตะโกนในใจ!

            เจ้าหนุ่มคนนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบหมื่นปีเท่านั้นยังมีความสามารถพิเศษในการกระตุ้นศักยภาพของอีกฝ่ายและยังสามารถยกระดับความสามารถของสหายร่วมสำนักให้สูงขึ้นไปอีกระดับได้ด้วย น่ะ...นี่คือเทพลงมาจุติ... บุตรแห่งสวรรค์!

            คำคำหนึ่งผุดขึ้นในใจของชายชราร่างสูงโดยไม่คาดคิด!

            บุตรแห่งสวรรค์ในตำนาน!

            ชายชราร่างสูงตัวค้างในอากาศจนเกือบจะตกลงมา!

            ดวงตาของเขาก็แทบจะถลนออกนอกเบ้า!

            โอ้สวรรค์และเหล่าเทพที่อยู่เบื้องบนเซียวหลิงอวิ๋น เจ้าหนุ่มหลิงอวิ๋นคนนี้... ที่แท้ก็คือบุตรแห่งสวรรค์นี่เอง!

            เรื่องนี้ต้องนำไปบอกท่านอาจารย์!

            ฟิ่ว!

            บนท้องฟ้าร่างของชายชราร่างสูงหายวับไปในทันที!

            …

            บริเวณที่พักอาศัยของศิษย์ระดับสูงเขตใต้!

            “ศิษย์พี่ตง แม่นางหยางไปหาเจ้าหนุ่มแซ่เซียวอีกแล้ว!”ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สามคนยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มรูปร่างเพรียวบางและหน้าตาหล่อเหลาดั่งหยกด้วยความเคารพ แล้วชายหนุ่มคนหนึ่งก็พูดขึ้นมา

            “หยางลู่ไปหาเจ้าเด็กนั่นอีกแล้วหรือ? นางหญิงกึ่งชายฉินหรูเยียนคนนั้นก็ไปด้วยหรือ?”

            “เรียนศิษย์พี่ตง ศิษย์พี่ฉินไม่ได้ไปด้วยดูเหมือนว่าคืนนี้จะมีแม่นางหยางไปแค่คนเดียว!”

            ชายหนุ่มรูปงามขมวดคิ้วเล็กน้อย“ไปคนเดียวสองคืนติดเลยอย่างงั้นหรือ...” น้ำเสียงก็เข้มขึ้นมาทันที “ข้าไม่สนหรอกว่ามันจะเป็นอัจฉริยะที่ในรอบหมื่นปีจะมีสักคนหรือไม่แต่มันกล้ามากที่มาแตะต้องผู้หญิงของข้าเซวียนหยวนเจิ้นตงคนนี้ เสี่ยวไป่พวกเจ้าสามคนไปดักรออยู่ที่นั่นก่อนแล้วเมื่อหยางลู่กลับไปแล้วก็เตือนสติเจ้าเด็กนั่นให้ดีบอกให้มันอยู่ให้ห่างจากหยางลู่ ไม่สิ บอกมันว่าอย่ามาติดต่อกับแม่นางหยางอีก!”

            “ศิษย์พี่ตง ถ้าเจ้าหนุ่มนั่น...”

            “หมายถึงถ้ามันไม่ฟังคำเตือนน่ะหรือ? ต้องให้ข้าพูดด้วยหรือ?ก็จัดการหักขามันสักข้างหนึ่งสุดยอดอัจฉริยะที่ในรอบหมื่นปีจะมีสักคนแล้วอย่างไรมันก็ต้องเติบโตอย่างเป็นลำดับขั้นเช่นกัน หากไร้ซึ่งพลังแล้วต่อให้เป็นสุดยอดอัจฉริยะก็เป็นแค่หมาตัวหนึ่งที่ข้าจะบดขยี้มันเมื่อไหร่ก็ได้!”ใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามเปลี่ยนไปเป็นเย็นยะเยือก!

            “ขอรับ ศิษย์พี่ตง!”

            แล้วทั้งสามคนก็จากไปอย่างรวดเร็ว!

            “ศิษย์พี่ไป่ หากเจ้าหนุ่มแซ่เซียวไม่ฟังคำเตือนของพวกเราจริงๆต้องจัดการหักขาข้างหนึ่งจริงๆ หรือ?” หลังจากที่ออกไปได้สักระยะหนึ่งชายหนุ่มคนหนึ่งก็ถามด้วยความกังวล!

            “คำสั่งของศิษย์พี่ตง พวกเจ้าไม่ได้ยินรึอย่างไร!”ชายหนุ่มตรงกลางขมวดคิ้ว!

            “มะ...ไม่ใช่ เพียงตะ...แต่เจ้าหนุ่มแซ่เซียวสะ...สามารถผ่านชั้นที่เก้าของหอคอยวิญญาณเมฆาสวรรค์เก้าชั้นมาแล้วนะเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่ในรอบหมื่นปีจะมาเกิดสักคน แล้วพวกเรา...”

            “เจ้ากังวลว่าพวกเราสามคนจะจัดการไม่ได้อย่างนั้นหรือ ข้าจะบอกให้นะหลิวขุยเจ้ากับหวังซานจิ่นต่างก็เป็นนักยุทธ์ระดับเจ็ดขั้นสูงสุดไม่ใช่หรือเมื่อรวมข้าที่เป็นนักยุทธ์ระดับแปดขั้นสูงด้วยแล้ว นักยุทธ์ระดับสูงสามคนจะจัดการนักยุทธ์ระดับห้าไม่ได้ได้อย่างไรกัน? ต่อให้เจ้าหนุ่มนั้นเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่ในรอบหมื่นปีจะมีสักคนก็ตามหากพวกเราสามคนร่วมมือกัน ต่อให้เป็นศิษย์พี่ตงก็ยังเอาพวกเราไม่ลงแล้วเจ้าหนุ่มนั่นจะเหนือกว่าศิษย์พี่ตงไปได้อย่างไร!”

            “เข้าใจแล้ว ขะ...ข้าก็แค่...ก็ได้ ศิษย์พี่ไป่ว่าอย่างไรก็เอาตามนั้น!”ชายหนุ่มที่พูดก่อนหน้านี้ก็พูดพลางกัดฟันแน่นเมื่อเห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ ก็จำต้องตอบกลับไป!