บทที่87 ความจริงปรากฏ
ชิงหวงได้ยินน้ำเสียงที่เจือความสั่นพร่านิดๆก็หันมามองชายหนุ่มคิดว่าชายหนุ่มคงจะสงสัยว่าในเมื่อนี่เป็นวิชาสืบทอดทางสายเลือดแต่เหตุใดสองพี่น้องที่เป็นเพียงบุตรหลานบุญธรรมจึงฝึกได้บุรุษชรามันจึงกล่าวอธิบายอย่างต่อเนื่องว่า
“ที่เจ้าเห็นว่าคุณหนูจางลู่เหลียนและนายน้อยจางเฟยเทียนสามารถจุดเพลิงซึ่งสืบทอดทางสายเลือดได้ที่จริงแล้วนี่เรียกว่าเพลิงเทียม มิใช่เพลิงอันแท้จริง”
ชิงหวงเดินมือไพร่หลังแล้วแหงนหน้ามองแผ่นฟ้าที่อาทิตย์กำลังลาลับจากนั้นอธิบายต่อด้วยสีหน้าที่ปนความหมองเศร้า
“เพลิงเทียมเกิดจากการได้รับการถ่ายเลือดจากท่านประมุขจางจวิ้นก่อนที่ท่านประมุขจะหายตัวไปเพื่อหวังตามล้างแค้นให้แก่บุตรชายที่แท้จริงรวมถึงบุตรสะใภ้ซึ่งตกตายใต้เงื้อมมือของนิกายเทวะวจนะท่านคงได้มองเห็นความจำเป็นบางอย่างจึงทำการถ่ายโลหิตไว้จำนวนมาก โลหิตจำนวนหนึ่งจึงถูกผ่าตัดถ่ายเทลงสู่ร่างของท่านรักษาการประมุขจางเยี่ยนจือที่เป็นภริยาส่วนโลหิตส่วนที่เหลือซึ่งเกินกว่าร่างกายของท่านเยี่ยนจือจะรับไหวได้ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดีในสถานที่ที่หนาวเหน็บและหลังจากการหายตัวไปของทานประมุขหลังจากที่สูญเสียบุตรชายแลบุตรสะใภ้อย่างไม่หวนกลับท่านเยี่ยนจือจึงได้รับบุตรหลานบุญธรรมซึ่งเรื่องหลังจากนี้ข้าเองก็ไม่รับทราบแล้วเพราะข้าที่ได้เห็นนายน้อยตกตายต่อหน้าได้เห็นผู้เป็นประมุขออกไปเผชิญอันตรายเพียงผู้เดียวจึงมิอาจทนไหวจึงได้นำบุตรชายติดตามควานหาท่านประมุขเพื่อหวังเป็นมือเป็นเท้าสุดท้ายเรื่องก็ลงเอยเช่นนี้ข้ากลับมาอีกครั้งก็เห็นนายน้อยทั้งสองมีคุณสมบัติที่สามารถจุดเพลิงเทียมได้โลหิตของท่านประมุขส่วนที่เหลือคงถูกผ่าตัดถ่ายเทลงสู่ร่างของพวกมันเมื่อมันได้รับโลหิตเทียมจนมีคุณสมบัติจุดเพลิงเทียมได้แล้วข้าก็มีหน้าที่เพียงแค่ถ่ายทอดจุดสำคัญของการควบคุมเพลิงสืบทอดตามที่เคยได้เห็นแลเท่าที่จดจำได้จากท่านประมุขเท่านั้น”
กล่าวอธิบายมาอย่างยืดยาวถึงตอนนี้บุรุษชราก็เงียบลง มันหลับตาพริ้มคล้ายหวนรำลึกช่วงเวลาต่างๆมากมายที่ตนได้พานพบ มันถือว่าเป็นผู้ติดตามของประมุขพรรคแต่กลับช่วยอะไรประมุขของตนมิได้เลย ยิ่งคิดก็ยิ่งละอายใจอยู่ทุกครั้ง
บุรุษชราว่านิ่งแล้วฮุ่ยจวินกลับนิ่งงันยิ่งกว่า ยิ่งได้ฟังคำอธิบาย ยิ่งได้ครุ่นคิดตามมันที่มิใช่คนโง่ก็ยิ่งเริ่มมองเห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆนิ่งอยู่พักใหญ่จนลมราตรีเริ่มพัดหวนสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่ออกหากินตอนกลางคืนเริ่มส่งเสียงฮุ่ยจวินจึงกล่าวถามเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงหนึ่งขึ้นมา
“พวกมันเพราะได้รับการถ่ายเลือดจากท่านประมุขจางจวิ้นจึงสามารถจุดเพลิงที่สืบทอดทางสายโลหิตเทียมขึ้นมา เพลิงเทียมจึงมีสีแดงก่ำ?”
ชิงหวงได้ยินจึงผงกศีรษะ
“ถูกต้อง”
ฮุ่ยจวินจึงถามต่อไปว่า
“เช่นนั้นเพลิงสืบทอดทางสายเลือดอันแท้จริงเล่าเป็นเพลิงสีอะไร”
ชิงหวงหันหน้ามองชายหนุ่มแล้วกล่าวตอบ
“สีทองบริสุทธิ์”
แม้เป็นคำตอบที่รู้อยู่ในใจแล้วแต่ก็อดทำให้ฮุ่ยจวินต้องใจสั่นสะท้านขึ้นมามิได้ จู่ๆ ใบหน้าของมันก็ร้อนผ่าวน้ำใสไหลรินออกมาจากนัยน์ตาอย่างมิอาจควบคุมมิน่าเล่านับแต่ที่บุรุษชราจางจวิ้นผู้ที่มันนับถือเป็นบิดาบุญธรรมแรกที่เห็นเปลวเพลิงสีทองจุดขึ้นบนโลหิตตน ท่าทีของท่านจึงได้เปลี่ยนแปลงไปมิน่าเล่าท่านถึงได้ส่งพลังอันเกิดจากเสี้ยวพลังชีวิตสุดท้ายเพื่อกระตุ้นเปลวเพลิงให้แก่ตนแท้จริงบุรุษชราจางจวิ้นได้ทราบตั้งแต่ต้นแล้ว!
ยิ่งคิดยิ่งมีน้ำใสไหลนองในดวงตาหากเป็นอย่างที่มันคิด เช่นนั้นบุตรชายที่แท้จริงและบุตรสะใภ้ที่ตายไปของจางจวิ้นและจางเยี่ยนจือก็ต้องเป็น
บิดาและมารดาบังเกิดเกล้าที่มันมิเคยได้เห็นหน้ามาตลอดชีวิต!
ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลก มันก็เห็นแต่ท่านลุงเพียงผู้เดียวมิเคยได้รับความอบอุ่นจากอ้อมกอดของบิดามารดาตอนเป็นเด็กมันยังคิดว่าที่บิดามารดาทอดทิ้งมันไปเป็นเพราะพวกมันมิได้ต้องการตนมิได้รักตน แต่วันนี้สิ่งที่มันได้รู้หาเป็นเช่นนั้นไม่ โชคชะตานำพาให้มันได้บังเอิญพบพานกับบุรุษชราที่ไม่รู้จักแต่ทว่าเพียงพานพบ บุรุษชรากลับนำพาความรู้สึกที่มันถวิลหาตลอดชีวิตมาด้วยความอบอุ่นแลถูกชะตานำพาให้ชายหนุ่มยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องมันเหตุผลทั้งหมดตอนแรกชายหนุ่มยังยากเข้าใจทว่าตอนนี้มันได้กระจ่างในความรู้สึกที่มีในตอนนั้นแล้วแท้จริงความสัมพันธ์ทางสายเลือดความรู้สึกที่ส่งผ่านถึงความรักจากใจจริงก็เป็นเช่นนี้
ในสมองของฮุ่ยจวินตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเปมันไม่รู้จะเสียใจ ยินดี หรือมีความรู้สึกอะไรจึงจะถูกต้องในหัวของมันลั่นอึงอนยากจะสรรหาคำใดออกมาอธิบายมันนิ่งงันไปอยู่อย่างนั้นซึ่งชิงหวงก็คล้ายรู้สึกได้แต่ชิงหวงเองก็ไม่เข้าใจในท่าทีของชายหนุ่มที่แสดงออกมา ขณะจะเอ่ยถามจางเฟยเทียนก็กล่าวขึ้นเพื่อขอคำชี้แนะบางอย่างจากมัน ชิงหวงจึงปล่อยให้ฮุ่ยจวินนั่งทบทวนเรื่องราวอยู่คนเดียว
จวบจนกระทั่งช่วงเวลาล่วงเลยถึงยามค่ำ ดวงอาทิตย์ที่ส่งแสงอาบไล้ด้านทิศตะวันตกได้เลือนหายไปแล้วจางเยี่ยนจือที่พึ่งสะสางงานของพรรคเสร็จสรรพ นางจึงได้ออกมาชมดูการฝึกของเหล่าบุตรหลานบุญธรรมนี้
เมื่อนางปรากฏกาย ฮุ่ยจวินที่นิ่งงันมานานพอได้เห็นสตรีชราผู้มีศักดิ์เป็นย่าทางสายเลือดที่แท้จริงของตนเดินมามันก็บังเกิดนัยน์ตาที่ไหวระริก ในใจอยากจะเอ่ยหลายสิ่งออกมากับท่าน ทว่าสถานการณ์หลายอย่างในบึงลี้ลับนี้ได้เกิดขึ้นอย่างกระทันหันมากจนเกินไปหากเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปอีกยิ่งดูไม่น่าเชื่อถือประการสำคัญเพลิงสืบทอดมันยังไม่รู้วิธีควบคุมหรือจุดติดขึ้นมาเองได้ เช่นนั้นจะเอาสิ่งใดมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงคิดดังนี้มันจึงพริ้มตาลงพยายามคืนกลับสู่ความเป็นปกติมากที่สุด ก่อนเข้าไปประคองสตรีชราแล้วกล่าวว่า
“อากาศเย็นแล้วท่านมิสมควรจะออกมา เพราะอย่างไรพวกเราจักต้องไปพบท่านหลังฝึกเสร็จ"
จางเยี่ยนจือมองใบหน้าของชายหนุ่มพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ยิ่งอากาศเย็นยิ่งต้องมา เพราะหากแสงอาทิตย์ลาลับย่าก็คงต้องหลับมิได้พานพบพวกหลานดั่งเช่นทุกวัน”
ฮุ่ยจวินประคองนางไปนั่งยังเก้าอี้ศิลา
“ตอนนี้อาทิตย์ก็ลาลับแล้วมิใช่หรือ”
พอฮุ่ยจวินกล่าวออกมาเช่นนั้น จางเยี่ยนจือก็ได้คิด
“เช่นนั้นก็แปลกแล้วที่ย่ามิได้ง่วงเหมือนทุกครั้ง"
ฮุ่ยจวินแหงนหน้ามองดูดวงอาทิตย์ที่คล้อยไปคล้ายกำลังคำนวณเวลา
“การพักผ่อนของท่านวันนี้ดูเหมือนจะลดลงอีกชั่วธูปไหม้"
“หลานกล่าวสิ่งใด ย่าผู้นี้มิเข้าใจ"
ฮุ่ยจวินมิกล่าวคลี่คลายความสงสัย มันเพียงหยิบเม็ดเก๋ากี้ตากแห้งซึ่งคลุกด้วยผงบางอย่างจนสีของเนื้อเก๋ากี้ถูกปกคลุมอย่างถ้วนทั่วก่อนส่งให้สตรีชรา
จางเยี่ยนจือก็รับมาแล้วยื่นเข้าปากเหมือนทุกครั้งในช่วงเกือบครึ่งเดือนมานี้ ฮุ่ยจวินก็มักนำเก๋ากี้มาฝากนางและกำชับให้กินทุกวัน คราแรกนางก็กินบ้างไม่กินบ้างแต่พอได้กินก็ติดเป็นนิสัยจึงกินก่อนนอนเป็นประจำ
เมื่อกินเก๋ากี้เม็ดนั้นไป จางเยี่ยนจือก็ล้วงเอาห่อถุงหนังสัตว์ขนาดเล็กออกมา
“ที่ให้ย่าไปเมื่อคราก่อนตอนนี้หมดไปแล้ว”
แต่ขณะแสดงถุงหนังสัตว์นางก็ไอออกมาอย่างรุนแรงจนมีโลหิตไหลปน แต่สีของโลหิตดูไม่คล้ำเหมือนก่อนหน้าฮุ่ยจวินจึงมิได้ร้อนใจนัก มันเพียงยื่นผ้าขาวบางให้นางซับโลหิต ก่อนที่มันจะเก็บผ้าซับโลหิตนั้นไว้พร้อมกับยื่นถุงหนังสัตว์ขนาดเท่าฝ่ามือใบใหม่ให้แก่นาง
“หลานรู้ จึงได้เตรียมมาไว้อีกถุง”
เมื่อจางเยี่ยนจือรับเอาถุงที่เต็มไปด้วยเก๋ากี้อบแห้งนั้นมาก็เป็นตอนที่จางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนฝึกเสร็จพอดี
“ท่านย่า"
ชิงหวงเดินเข้ามาโค้งคำนับ
“ท่านประมุข"
จางเยี่ยนจือก็แย้มยิ้มแลกล่าวว่า
“พวกเจ้าพักให้หายเหนื่อย วันนี้ข้าได้เตรียมอาหารมื้อใหญ่เอาไว้แล้ว"
ทุกผู้ต่างมีสีหน้าที่แปลกไป พวกมันไม่ได้รู้สึกแปลกที่จะได้ทานอาหารมื้อใหญ่แต่พวกมันรู้สึกแปลกที่จะได้ร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำกับประมุขพรรคของตนต่างหาก เสมอมาอาทิตย์ใกล้ลาลับก็เป็นเวลาที่นางจะต้องหลับแล้ว
ชิงหวงกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง
“วันนี้ท่านประมุขรู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่"
จางเยี่ยนจื่อกลับกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ข้ากลับรู้สึกสบายตัวอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อนต่างหาก"
ชิงหวงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกยินดี ในใจก็ได้แต่คิดว่านับแต่ฮุ่ยจวินปรากฏมาอะไรๆ ที่ดูแย่ก็กลับเป็นดีขึ้นอย่างทันตา หรือบุรุษหนุ่มผู้นี้จะเป็นแสงสว่างให้กับบึงลี้ลับอย่างแท้จริง
ค่ำคืนที่ย่าหลานบุญธรรมจะพร้อมหน้าทานข้าวมิได้เกิดขึ้นนานแล้วนับตั้งแต่การสูญเสียบุคคลที่เป็นที่รักทั้งสองไป ชีวิตของจางเยี่ยนจือก็ดูจะมีเพียงห้องนอนให้นางได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่เท่านั้นพอมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ผู้ใดได้รู้ก็พลอยเกิดความปลื้มปริ่ม จิตใจนับเป็นสิ่งสำคัญหากประมุขกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ มีจิตใจที่เข้มแข็งไม่จมจ่อมอยู่แต่กับความทุกข์เช่นเดิมอย่างน้อยความน่าเกรงขามของพรรคปธุมอัคคีก็ยังจะคงอยู่ต่อไป ยากที่จะมีขั้วอำนาจไหนเล่นงานได้ง่ายๆ
ในขณะที่ทุกผู้กำลังบังเกิดความยินดีที่ประมุขของพวกตนเริ่มกลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้งที่หอโอสถใบหน้าของสามบุคคลกับมีความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหมออี้หางที่เป็นแพทย์คนสำคัญประจำพรรคสีหน้าท่าทางของมันกลับดูไม่ยินดีแม้เพียงนิดที่เห็นประมุขของตนดีขึ้น
เสียงแผ่วเบาราวกระซิบรอดผ่านไรฟันของของแพทย์ร่างผอมแห้งผู้นี้
“เป็นไปได้อย่างไรกัน ผลลัพธ์มิสมควรจะเป็นเช่นนี้"
ศิษย์ทั้งสองของมันก็กล่าวขึ้น
“หรือส่วนผสมจะเบาบางไป ร่างกายพอได้รับในเวลานานจึงสร้างภูมิคุ้มกันได้"
“นั่นอาจมีความเป็นไปได้นะขอรับอาจารย์"
อี้หางกำหมัดแน่นทุบลงยังโต๊ะที่ใช้เตรียมโอสถจนเสียงดังโครมใหญ่
“เป็นไปไม่ได้ การสะสมที่เพิ่มพูนระดับขึ้นเรื่อยๆนับยี่สิบปี ภูมิคุ้มกันถูกกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดี อยู่ๆ จะดีวันดีคืนได้อย่างไร จะบอกว่านางได้รับพรจากหมอเทวดาอย่างนั้นหรือ?ข้าต้องรู้ให้ได้ว่ามีที่ใดผิดพลาดไป"
สองศิษย์กล่าวเตือนอาจารย์ด้วยท่าทีที่หวาดหวั่น
“เวลาไล่หลังแล้ว หลังการประลองจบลงหากเราไม่จบภารกิจนี้เป็นพวกเราที่จะจบสิ้นแทน"
“อาจารย์พวกเราจะทำอย่างไรดี"
อี้หางทอแววตาที่โหดเหี้ยมขึ้นมาวูบหนึ่ง
“เมื่อไม้อ่อนใช้ไม่ได้ผล เช่นนั้นต้องงัดไม้แข็งออกมาแล้ว”
ขณะที่บางคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างลับๆภายในพรรค ฮุ่ยจวินที่ได้กลับถึงที่พักมันก็ได้ล้วงเอาผ้าขาวที่ซับโลหิตจากการไอของจางเยี่ยนจือออกมาแม้หลายสิ่งได้ยืนยันแล้วแต่สิ่งที่จะช่วยยืนยันเป็นที่ประจักษ์มากกว่าคือการยืนยันทางการแพทย์ตามวิชาแพทย์ชั้นสูงมีกล่าวเอาไว้ถึงวิธีการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด หากผู้ที่เป็นญาติทางสายเลือดองค์ประกอบของเลือดจะตอบสนองและเข้ากันได้ มันจึงได้นำคราบโลหิตของจางเยี่ยนจือออกมาพิสูจน์ดำเนินวิธีตามตำรา โดยนำเลือดที่จะทดสอบมาสามถ้วย
ประกอบด้วยโลหิตของมันเองโลหิตของจางลู่เหลียน และโลหิตของจางเฟยเทียน ซึ่งโลหิตของพี่น้องบุญธรรมทั้งสอง มันได้แอบเก็บมาเมื่อตอนที่คนทั้งสองได้ฝึกวิชาอย่างหนักหน่วงเมื่อช่วงกลางวัน
เมื่อได้โลหิตมาครบถ้วนเมื่อได้สารองค์ประกอบที่มาจากการสกัดสมุนไพรแลแร่สำคัญ มันก็นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงและได้นำเลือดแต่ละถ้วยมาทดสอบกับเลือดของจางเยี่ยนจือทันที
ซึ่งผลก็ปรากฏออกมาว่ามีเพียงโลหิตของมันที่ตอบสนองและเข้ากันกับโลหิตของจางเยี่ยนจือ
ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังสืบทอดทางสายโลหิตหรือการพิสูจน์โลหิตทางการแพทย์ทุกสิ่งล้วนยืนยันว่ามันคือลูกหลานของคนจากตระกูลจางอย่างแท้จริง!
ค่ำคืนนี้มิอาจข่มตาหลับ ความรู้สึกในจิตใจที่มีเกิดขึ้นอย่างยากอธิบายมันจึงไปคุกเข่าอยู่ที่หลุมฝังศพของบิดาบุญธรรมหรือแท้จริงแล้วก็คือปู่แท้ๆ ของมันมันนั่งรำลึกถึงความหลัง นึกถึงช่วงเวลาเล็กๆ ที่ได้ประสบแลอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับบุรุษชรานั่นนับเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดและเป็นความเสียใจที่มากที่สุดมันจะจดจำความทรงจำนั้นไปตลอดชีวิต
ฮุ่ยจวินซุกหน้าลงที่แผ่นศิลาหน้าเนินดินทิ้งตัวอยู่อย่างนั้นพร้อมกับน้ำตาที่หยดไหล
“ข้ารู้แล้ว”
แท้จริงความหมายของคำว่า ‘บึงลี้ลับ’ ที่ปู่มันถ่ายทอดมิใช่เพื่อให้มันปกป้องแต่บุรุษชราเพียงต้องการให้มันคืนกลับบ้านต่างหาก