ความว่างเปล่าเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินลึกลับที่ทอดยาวออกไปสู่ที่ใดที่หนึ่ง เย่หลินยืนนิ่งชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปโดยไม่ลังเลแม้ครึ่งก้าว พร้อมกับมีพลังสีทองบางอย่างได้เข้าไปในตัวเย่หลินอย่างลับๆ
ทันใดนั้น เย่หลินรู้สึกเหมือนร่างของเขาถูกดูดกลืนเข้าไปในความว่างเปล่า
พอรู้สึกตัวอีกที เขาก็ยืนอยู่ท่ามกลางมิติพิเศษที่เต็มไปด้วยสมุนไพรมากมาย ที่เพียงแค่ได้กลิ่นของมันร่างของเขาก็รู้สึกสบายตัวขึ้นในทันที อาการบาดเจ็บหรือบาดแผลของเขาหายไปในทันทีที่ร่างกายสัมผัสกับบรรยากาศในที่นี้
ตรงหน้าของเขา... มีกระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่กลางสวนที่เต็มไปด้วยสมุนไพรแปลกประหลาด กลิ่นหอมจางๆ ของพลังธรรมชาติปะปนกับพลังของเต๋าบางอย่างอัดแน่นรอบตัว
เขากำลังจะเอ่ยปากถามบางอย่าง แต่เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง หานหมิงก้าวออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหลังเขา พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่มั่นคง
“ที่นี่คือส่วนที่ลึกที่สุดของสุสานเทพพระเจ้าแห่งสมุนไพร”
หานหมิงหันไปมองกระท่อมไม้
“เอาล่ะ ท่านจะมัวเขินทำไมอยู่ละ?”
เย่หลินตกอยู่ในความมึนงง เขากำลังจะถามอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นร่างของชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขาอย่างกะทันหัน
ชายชรายืนมองเย่หลินด้วยความสงสัย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ
“เจ้า... เจ้าคือคนที่มีเลือดของตระกูลข้าไหลเวียนอยู่... ใช่แน่ๆ และยังมีเลือดของตระกูลเย่ไหลเวียนอยู่ด้วยงั้นเหรอ?”
เย่หลินยืนนิ่ง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องอะไร
ชายชรายิ้มออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับคนที่พบสิ่งที่รอคอยมานานแสนนาน
“ข้าขอแนะนำตัว... ข้ามีนามว่า ต้วนหลิงเฉิน หนึ่งในสิบเทพเจ้าบรรพกาล” เสียงของเขาแผ่วเบาเล็กน้อย
“ในยุคเริ่มต้นของโลกวิญญาณไร้ขอบเขต... ข้าคือหนึ่งในคนกลุ่มแรกสุดที่กลายเป็นเทพเจ้าสูงสุด ตัวข้าเองก็จำไม่ได้แล้วว่ามันผ่านมานานแค่ไหนแล้ว แต่ถ้าดูจากลำดับสายโลหิตของตระกูลแล้ว ข้าน่าจะเป็นบรรพบุรุษของเจ้า”
เย่หลินยืนนิ่ง สายตายังคงเต็มไปด้วยคำถาม เขาหันไปหาหานหมิงทันที
หานหมิงพยักหน้า
“ใช่แล้ว คนตรงหน้านี่แหละคือบรรพบุรุษของตระกูลเจ้า ตระกูลเทพเจ้าต้วน ส่วนสายเลือดอีกครึ่งของเจ้า... น่าจะสืบสายเลือดมาจากตระกูลเทพเจ้าเย่จากโลกเบื้องบน”
เย่หลินเม้มริมฝีปากทันที ความจริงที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน กำลังถูกเปิดเผยออกมาตรงหน้า... มันใหญ่เกินกว่าจะกลืนได้ทันที
หานหมิงเดินเข้ามาอีกก้าว พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“แต่ข้าจะไม่หลอกให้เจ้าหวังลมๆ แล้งๆ ... ตระกูลเย่ในโลกเบื้องบนนั้นถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก”
“ส่วนตระกูลต้วนน่ะ... ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามีใครเหลือรอดหรือไม่ อาจจะมี... หรืออาจจะไม่มีเลยสักคน”
เมื่อคำพูดนั้นจบลง สีหน้าของต้วนหลิงเฉินที่ยืนอยู่เงียบมาตลอดก็เปลี่ยนไปทันที
“เจ้าไม่เห็นบอกข้าก่อนหน้านี้ที่เจ้าปลุกข้าขึ้นมาเลยว่าตระกูลของข้าถูกทำลายไปแล้ว...” ชายชราพึมพำเบาๆ น้ำเสียงปนความตกใจ แต่ไม่ทันขาดคำ เขาก็ถอนหายใจเบาๆ “แต่... เจ้าพอมีหลักฐานอะไรบ้างรึเปล่า?”
หานหมิงยิ้มน้อยๆ
“ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง นางมาจากตระกูลเทพเจ้าเย่ที่มีสายเลือดโดยตรง ในความทรงจำของนางตระกูลเทพเจ้าทั้งสิบของเทพเจ้าบรรพกาล ถูกกวาดล้างโดยพันธมิตรหมื่นสวรรค์ไปหมดแล้วโดยตระกูลเย่เป็นตระกูลสุดท้ายที่ถูกกำจัดเนื่องจากว่ามีข่าวลือว่าเทพเจ้าบรรพกาลของตระกูลเย่เสียชีวิตลงไปเมื่อไม่นานมานี้”
“ชื่อกลุ่มนี้... ท่านน่าจะคุ้นเคยดี”
หานหมิงยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยคลื่นพลังสีทองจากฝ่ามือ คลื่นนั้นลอยนิ่งกลางอากาศอย่างสงบ ภายในคลื่นพลังนั้นบรรจุไว้ด้วยเศษเสี้ยวความทรงจำของเย่ลี่อินเอาไว้ เรื่องราวของการเข่นฆ่าที่โหดเหี้ยม การล่มสลายของตระกูลเย่ที่เกี่ยวกับพันธมิตรหมื่นสวรรค์
เมื่อคลื่นพลังนั้นซึมเข้าสู่จิตวิญญาณของต้วนหลิงเฉิน ชายชราก็หลับตาลงทันที รับรู้ทุกสิ่งที่ไหลผ่านเข้ามา
ภาพในความทรงจำของเย่ลี่อินเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหัวของเขาพร้อมใบหน้าที่คุ้นเคยของคนหลายคนในอดีต
มันคือใบหน้าของเทพเจ้ารุ่นถัดไป คนเหล่านี้เขารู้จักเป็นอย่างดี บางคนคือคนที่เขาสอนการปรุงยาให้ บางคนคือคนที่เขารักษาอาการบาดเจ็บให้ บางคนเคยดื่มสุรากับเขา บางคนเคยร่วมต่อสู้ในสงครามต่อต้านเผ่ามารโลหิตร่วมกัน
แต่ในภาพในความทรงจำนั้น... ไม่ลงเหลือความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นอีกแล้ว
ต้วนหลิงเฉินเงียบลง สายตาเขาจ้องลึกเข้าไปในจิตของตนเอง เหมือนกำลังย้อนกลับไปมองภาพอดีตกาลที่แสนไกล เขาเหลือเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณเท่านั้น ดวงวิญญาณของเขากำลังจะสลายไปในเวลาอันใกล้ และไม่มีอะไรหยุดมันได้
แต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าในวันนี้... ทำให้ไฟบางอย่างในหัวใจของเขาปะทุขึ้นอีกครั้ง
ศพของผู้คนจากตระกูลเย่นอนเรียงรายเป็นแนวยาวจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด พื้นดินย้อมไปด้วยโลหิต เสียงกรีดร้อง เสียงสาปแช่ง เสียงวิงวอนขอความเมตตาดังลั่นราวกับนรกเปิด
ต้วนหลิงเฉินนิ่งเงียบ
กลิ่นคาวเลือดจากความทรงจำแผ่ซ่านไปทั่วในจิตของเขา เหมือนเขายืนอยู่ในวันนั้นด้วยตัวเอง เขาหลับตาช้าๆ สูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“ข้าขอบใจเจ้ามาก... เจ้าหนุ่ม”
ดวงตาขุ่นหมองของเขาค่อยๆ ลืมขึ้น แล้วหันไปมองเย่หลินที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างของหานหมิง นิ้วเรียวยาวที่ดูราวกับจะสลายไปกับสายลมของชายชรายกขึ้นช้าๆ ชี้ไปที่ร่างของเย่หลิน
“เจ้าหนู... เจ้าจะไม่โกรธข้าใช่ไหม ถ้าข้าจะมอบมรดกบางส่วนให้กับลูกหลานของข้า?”
เย่หลินไม่ได้ตอบ แค่เงยหน้ามองชายชราอย่างแน่วแน่ หานหมิงเป็นฝ่ายตอบแทน เขาพยักหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มบางๆ
“ท่านจะให้กับใครก็แล้วแต่ท่านเลย ท่านจะให้เขาทั้งหมดเลยก็ได้”
ต้วนหลิงเฉินหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นทั้งเหนื่อยล้าและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน จากนั้นเขาก็ยื่นนิ้วแตะลงกลางหน้าผากของเย่หลิน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงช้าแต่หนักแน่น
“เจ้าจงใช้ชีวิตในแบบของเจ้า ไม่ต้องเสียสละมันเพื่อใคร ไม่จำเป็นต้องรับความหวังของคนอื่นมาแบกไว้ อย่าทำผิดเหมือนข้า จงใช้ชีวิตเพื่อตัวของเจ้าเอง”
ทันใดนั้น ร่างของเย่หลินเปล่งแสงสีทองจางๆ แสงนั้นแผ่พลังอันลึกล้ำจนทั่วทั้งมิติสั่นสะเทือน ความรู้มากมาย พลังการบ่มเพาะ เคล็ดวิชาอันซับซ้อน ศาสตร์การปรุงยา ความรู้ของสมุนไพรลับ ทุกอย่างที่ต้วนหลิงเฉินสะสมมาทั้งชีวิตถ่ายทอดเข้าไปในจิตของเย่หลินราวกระแสน้ำ
แม้หานหมิงจะไม่ได้รับมรดกโดยตรงจากต้วนหลิงเฉิน แต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้ที่ส่งผ่านมายังร่างของตนอย่างเงียบงันได้เพราะว่า ในตัวของเย่หลินนั้นเขาได้ใส่รูปแบบทองคำเอาไว้เหมือนกับศิษย์คนอื่นๆ ของเขา เขาไม่ได้ต้องการครอบครองอะไรมากมาย เพราะเพียงความรู้มากมายที่ผ่านมาทางเย่หลินก็มากเพียงพอแล้ว
ในขณะเดียวกัน เย่หลินที่ยังจมอยู่ในห้วงแห่งการตรัสรู้ หลังจากได้รับความทรงจำจากต้วนหลิงเฉิน ความรู้สึกมหาศาลก็ถาโถมเข้ามาในจิตใจไม่หยุดหย่อน
เขาเพิ่งตระหนัก... ว่าบรรพบุรุษของตนคือหนึ่งในสิบเทพเจ้ารุ่นแรกซึ่งต่อมาพวกเขาจะถูกเรียกว่าเทพเจ้าบรรพกาล ผู้ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของโลกวิญญาณไร้ขอบเขต เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในด้านอารยธรรมและเส้นทางแห่งการบ่มเพาะ
มนุษย์ในยุคนั้นแข็งแกร่งจนสามารถเบียดแย่งอำนาจจากเผ่าพันธุ์โบราณทั้งหลาย ทั้งเผ่าสามตา เผ่าปีศาจ เผ่าฟีนิกซ์ เผ่ามังกร เผ่ามนุษย์หิน จนถึงขั้นผลักไสบางเผ่าให้ต้องล่าถอยและซ่อนตัวอยู่ในโลกใบเล็กจากการสูญพันธุ์
ทว่าหายนะก็บังเกิดขึ้นในเวลาไม่นาน มันคือการปรากฏตัวของ เผ่ามารโลหิต
เผ่าที่แทบจะเป็นคำพ้องกับคำว่า หายนะ
ความสามารถของมันคือพลังที่เกือบจะเป็นอมตะ และหากไม่ทำลายเลือดของมันจนหมดสิ้น แม้มันจะถูกฆ่า มันก็สามารถฟื้นกลับมาได้อีกครั้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและทุกครั้งที่มันฟื้นคืนชีพ... มันก็จะแข็งแกร่งกว่าเดิมทุกครั้งโดยไม่ต้องสนใจเงื่อนไขใดๆ
เผ่ามารโลหิต... ไม่เลือกเหยื่อ ไม่แบ่งฝ่าย พวกมันฆ่าทุกสิ่งที่ขวางหน้า สังหารทุกชีวิตที่เคลื่อนไหว
จนในที่สุด เผ่าพันธุ์ทั้งหมดในโลกวิญญาณไร้ขอบเขตไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
สงครามครั้งใหญ่ระหว่างทุกเผ่าพันธุ์กับเผ่ามารโลหิตจึงเริ่มต้นขึ้น มันยืดเยื้อ ยาวนาน และเปี่ยมไปด้วยการสูญเสีย
แต่ทุกอย่างล้วนมีจุดจบ เพื่อปิดฉากสงครามอันยาวนานหลายล้านปี เทพเจ้าบรรพกาลทั้ง 10 ที่เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ณ เวลานั้นจึงรวมพลังกันผนึกเผ่ามารโลหิตลงในโลกเบื้องล่างหมายเลข 1 พร้อมกับตนเองที่ต้องแบกรับชะตากรรมที่ต้องเฝ้าประตูนั้นไปตลอดกาล แต่ทว่าอยู่ๆ วันหนึ่งทางเชื่อมต่อระหว่างโลกเบื้องล่างหมายเลข 1 และโลกเบื้องบนก็หายไปอย่างไร้เหตุผล ส่งผลให้เทพเจ้าบรรพกาลทั้ง 10 ขาดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกทันที
แม้พวกเขาจะเป็นเทพเจ้า... แต่ในที่สุด พวกเขาก็ไม่อาจหลีกพ้นกฎแห่งความเสื่อมสลาย เผ่ามารโลหิตคอยโจมตีผนึกเป็นระยะทำให้พวกเขาต้องใช้พลังงานมากขึ้น สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือพวกเขาไม่สามารถไปเกิดใหม่ที่โถงวิญญาณได้เนื่องจากโถงวิญญาณในตอนนั้นไม่สามารถรองรับพลังของเทพเจ้าได้
ซึ่งในตอนแรกก็ยังคงความแข็งแกร่งของผนึกเอาไว้ได้เพราะแต่ละคนมีทรัพยากรติดตัวมาด้วยแต่ว่าด้วยการที่ขาดการเชื่อมต่อจากโลกเบื้องบน นานวันเข้าทรัพยากรของพวกเขาก็เริ่มหมดไป และมันก็มาถึงขั้นที่อายุขัยของพวกเขาเริ่มลดลงเนื่องจากต้องเผาอายุขัยมาเพิ่มพลังวิญญาณเพื่อทำให้ผนึกแข็งแรงอยู่เสมอ
จนมาถึงวันหนึ่ง เทพเจ้าบรรพกาลแห่งเผ่าสามตาเป็นคนแรกที่จากไป จากการเผาอายุขัยมากเกินไป
หลังจากนั้นก็เทพเจ้าบรรพกาลแห่งเผ่ามนุษย์เงือกก็จากไป จากการอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้
คนแล้วคนเล่าค่อยๆ จากไป
บางคนสูญสิ้นอายุขัยจากการเผาอายุขัยมากเกินไป
บางคนตายจากพิษบาดแผลที่ไม่อาจรักษาได้ในสภาพที่พลังอ่อนแอและขาดทรัพยากร
บางคนเสียชีวิตจากการที่เผ่ามารโลหิตพยายามจะทำลายผนึก
บางคนเลือกที่จะทรยศและตายด้วยน้ำมือของเทพเจ้าบรรพกาลคนอื่นๆ
ต้วนหลิงเฉิน ที่เป็น 1 ใน 5 ของเทพเจ้าบรรพกาลที่เป็นมนุษย์ เป็นคนลำดับที่ 9 ที่จากไปในที่สุดจากการเผาอายุขัยของตนเอง
เขาคือหนึ่งในผู้ที่อยู่เกือบยืนยาวที่สุดจากสิบเทพบรรพกาล เขาไม่รู้ว่ามันผ่านมานานแค่ไหน ทว่าในท้ายที่สุด แม้แต่เขาก็ไม่อาจฝืนชะตาของการเสื่อมสลาย