ระบบสุดยอดอาจารย์ ศิษย์ของข้าลิขิตฟ้าด้วยตัวเอง

    สุสานลับ 3

    ความว่างเปล่าเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินลึกลับที่ทอดยาวออกไปสู่ที่ใดที่หนึ่ง เย่หลินยืนนิ่งชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปโดยไม่ลังเลแม้ครึ่งก้าว พร้อมกับมีพลังสีทองบางอย่างได้เข้าไปในตัวเย่หลินอย่างลับๆ

    ทันใดนั้น เย่หลินรู้สึกเหมือนร่างของเขาถูกดูดกลืนเข้าไปในความว่างเปล่า

    พอรู้สึกตัวอีกที เขาก็ยืนอยู่ท่ามกลางมิติพิเศษที่เต็มไปด้วยสมุนไพรมากมาย ที่เพียงแค่ได้กลิ่นของมันร่างของเขาก็รู้สึกสบายตัวขึ้นในทันที อาการบาดเจ็บหรือบาดแผลของเขาหายไปในทันทีที่ร่างกายสัมผัสกับบรรยากาศในที่นี้

    ตรงหน้าของเขา... มีกระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่กลางสวนที่เต็มไปด้วยสมุนไพรแปลกประหลาด กลิ่นหอมจางๆ ของพลังธรรมชาติปะปนกับพลังของเต๋าบางอย่างอัดแน่นรอบตัว

    เขากำลังจะเอ่ยปากถามบางอย่าง แต่เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง หานหมิงก้าวออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหลังเขา พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่มั่นคง

    “ที่นี่คือส่วนที่ลึกที่สุดของสุสานเทพพระเจ้าแห่งสมุนไพร”

    หานหมิงหันไปมองกระท่อมไม้

    “เอาล่ะ ท่านจะมัวเขินทำไมอยู่ละ?”

    เย่หลินตกอยู่ในความมึนงง เขากำลังจะถามอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นร่างของชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขาอย่างกะทันหัน

    ชายชรายืนมองเย่หลินด้วยความสงสัย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ

    “เจ้า... เจ้าคือคนที่มีเลือดของตระกูลข้าไหลเวียนอยู่... ใช่แน่ๆ และยังมีเลือดของตระกูลเย่ไหลเวียนอยู่ด้วยงั้นเหรอ?”

    เย่หลินยืนนิ่ง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องอะไร

    ชายชรายิ้มออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับคนที่พบสิ่งที่รอคอยมานานแสนนาน

    “ข้าขอแนะนำตัว... ข้ามีนามว่า ต้วนหลิงเฉิน หนึ่งในสิบเทพเจ้าบรรพกาล” เสียงของเขาแผ่วเบาเล็กน้อย

    “ในยุคเริ่มต้นของโลกวิญญาณไร้ขอบเขต... ข้าคือหนึ่งในคนกลุ่มแรกสุดที่กลายเป็นเทพเจ้าสูงสุด ตัวข้าเองก็จำไม่ได้แล้วว่ามันผ่านมานานแค่ไหนแล้ว แต่ถ้าดูจากลำดับสายโลหิตของตระกูลแล้ว ข้าน่าจะเป็นบรรพบุรุษของเจ้า”

    เย่หลินยืนนิ่ง สายตายังคงเต็มไปด้วยคำถาม เขาหันไปหาหานหมิงทันที

    หานหมิงพยักหน้า

    “ใช่แล้ว คนตรงหน้านี่แหละคือบรรพบุรุษของตระกูลเจ้า ตระกูลเทพเจ้าต้วน ส่วนสายเลือดอีกครึ่งของเจ้า... น่าจะสืบสายเลือดมาจากตระกูลเทพเจ้าเย่จากโลกเบื้องบน”

    เย่หลินเม้มริมฝีปากทันที ความจริงที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน กำลังถูกเปิดเผยออกมาตรงหน้า... มันใหญ่เกินกว่าจะกลืนได้ทันที

    หานหมิงเดินเข้ามาอีกก้าว พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น

    “แต่ข้าจะไม่หลอกให้เจ้าหวังลมๆ แล้งๆ ... ตระกูลเย่ในโลกเบื้องบนนั้นถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก”

    “ส่วนตระกูลต้วนน่ะ... ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามีใครเหลือรอดหรือไม่ อาจจะมี... หรืออาจจะไม่มีเลยสักคน”

    เมื่อคำพูดนั้นจบลง สีหน้าของต้วนหลิงเฉินที่ยืนอยู่เงียบมาตลอดก็เปลี่ยนไปทันที

    “เจ้าไม่เห็นบอกข้าก่อนหน้านี้ที่เจ้าปลุกข้าขึ้นมาเลยว่าตระกูลของข้าถูกทำลายไปแล้ว...” ชายชราพึมพำเบาๆ น้ำเสียงปนความตกใจ แต่ไม่ทันขาดคำ เขาก็ถอนหายใจเบาๆ “แต่... เจ้าพอมีหลักฐานอะไรบ้างรึเปล่า?”

    หานหมิงยิ้มน้อยๆ

    “ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง นางมาจากตระกูลเทพเจ้าเย่ที่มีสายเลือดโดยตรง ในความทรงจำของนางตระกูลเทพเจ้าทั้งสิบของเทพเจ้าบรรพกาล ถูกกวาดล้างโดยพันธมิตรหมื่นสวรรค์ไปหมดแล้วโดยตระกูลเย่เป็นตระกูลสุดท้ายที่ถูกกำจัดเนื่องจากว่ามีข่าวลือว่าเทพเจ้าบรรพกาลของตระกูลเย่เสียชีวิตลงไปเมื่อไม่นานมานี้”

    “ชื่อกลุ่มนี้... ท่านน่าจะคุ้นเคยดี”

    หานหมิงยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยคลื่นพลังสีทองจากฝ่ามือ คลื่นนั้นลอยนิ่งกลางอากาศอย่างสงบ ภายในคลื่นพลังนั้นบรรจุไว้ด้วยเศษเสี้ยวความทรงจำของเย่ลี่อินเอาไว้ เรื่องราวของการเข่นฆ่าที่โหดเหี้ยม การล่มสลายของตระกูลเย่ที่เกี่ยวกับพันธมิตรหมื่นสวรรค์

    เมื่อคลื่นพลังนั้นซึมเข้าสู่จิตวิญญาณของต้วนหลิงเฉิน ชายชราก็หลับตาลงทันที รับรู้ทุกสิ่งที่ไหลผ่านเข้ามา

    ภาพในความทรงจำของเย่ลี่อินเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหัวของเขาพร้อมใบหน้าที่คุ้นเคยของคนหลายคนในอดีต

    มันคือใบหน้าของเทพเจ้ารุ่นถัดไป คนเหล่านี้เขารู้จักเป็นอย่างดี บางคนคือคนที่เขาสอนการปรุงยาให้ บางคนคือคนที่เขารักษาอาการบาดเจ็บให้ บางคนเคยดื่มสุรากับเขา บางคนเคยร่วมต่อสู้ในสงครามต่อต้านเผ่ามารโลหิตร่วมกัน

    แต่ในภาพในความทรงจำนั้น... ไม่ลงเหลือความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นอีกแล้ว

    ต้วนหลิงเฉินเงียบลง สายตาเขาจ้องลึกเข้าไปในจิตของตนเอง เหมือนกำลังย้อนกลับไปมองภาพอดีตกาลที่แสนไกล เขาเหลือเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณเท่านั้น ดวงวิญญาณของเขากำลังจะสลายไปในเวลาอันใกล้ และไม่มีอะไรหยุดมันได้

    แต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าในวันนี้... ทำให้ไฟบางอย่างในหัวใจของเขาปะทุขึ้นอีกครั้ง

    ศพของผู้คนจากตระกูลเย่นอนเรียงรายเป็นแนวยาวจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด พื้นดินย้อมไปด้วยโลหิต เสียงกรีดร้อง เสียงสาปแช่ง เสียงวิงวอนขอความเมตตาดังลั่นราวกับนรกเปิด

    ต้วนหลิงเฉินนิ่งเงียบ

    กลิ่นคาวเลือดจากความทรงจำแผ่ซ่านไปทั่วในจิตของเขา เหมือนเขายืนอยู่ในวันนั้นด้วยตัวเอง เขาหลับตาช้าๆ สูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ

    “ข้าขอบใจเจ้ามาก... เจ้าหนุ่ม”

    ดวงตาขุ่นหมองของเขาค่อยๆ ลืมขึ้น แล้วหันไปมองเย่หลินที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างของหานหมิง นิ้วเรียวยาวที่ดูราวกับจะสลายไปกับสายลมของชายชรายกขึ้นช้าๆ ชี้ไปที่ร่างของเย่หลิน

    “เจ้าหนู... เจ้าจะไม่โกรธข้าใช่ไหม ถ้าข้าจะมอบมรดกบางส่วนให้กับลูกหลานของข้า?”

    เย่หลินไม่ได้ตอบ แค่เงยหน้ามองชายชราอย่างแน่วแน่ หานหมิงเป็นฝ่ายตอบแทน เขาพยักหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มบางๆ

    “ท่านจะให้กับใครก็แล้วแต่ท่านเลย ท่านจะให้เขาทั้งหมดเลยก็ได้”

    ต้วนหลิงเฉินหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นทั้งเหนื่อยล้าและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน จากนั้นเขาก็ยื่นนิ้วแตะลงกลางหน้าผากของเย่หลิน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงช้าแต่หนักแน่น

    “เจ้าจงใช้ชีวิตในแบบของเจ้า ไม่ต้องเสียสละมันเพื่อใคร ไม่จำเป็นต้องรับความหวังของคนอื่นมาแบกไว้ อย่าทำผิดเหมือนข้า จงใช้ชีวิตเพื่อตัวของเจ้าเอง”

    ทันใดนั้น ร่างของเย่หลินเปล่งแสงสีทองจางๆ แสงนั้นแผ่พลังอันลึกล้ำจนทั่วทั้งมิติสั่นสะเทือน ความรู้มากมาย พลังการบ่มเพาะ เคล็ดวิชาอันซับซ้อน ศาสตร์การปรุงยา ความรู้ของสมุนไพรลับ ทุกอย่างที่ต้วนหลิงเฉินสะสมมาทั้งชีวิตถ่ายทอดเข้าไปในจิตของเย่หลินราวกระแสน้ำ

    แม้หานหมิงจะไม่ได้รับมรดกโดยตรงจากต้วนหลิงเฉิน แต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้ที่ส่งผ่านมายังร่างของตนอย่างเงียบงันได้เพราะว่า ในตัวของเย่หลินนั้นเขาได้ใส่รูปแบบทองคำเอาไว้เหมือนกับศิษย์คนอื่นๆ ของเขา เขาไม่ได้ต้องการครอบครองอะไรมากมาย เพราะเพียงความรู้มากมายที่ผ่านมาทางเย่หลินก็มากเพียงพอแล้ว

    ในขณะเดียวกัน เย่หลินที่ยังจมอยู่ในห้วงแห่งการตรัสรู้ หลังจากได้รับความทรงจำจากต้วนหลิงเฉิน ความรู้สึกมหาศาลก็ถาโถมเข้ามาในจิตใจไม่หยุดหย่อน

    เขาเพิ่งตระหนัก... ว่าบรรพบุรุษของตนคือหนึ่งในสิบเทพเจ้ารุ่นแรกซึ่งต่อมาพวกเขาจะถูกเรียกว่าเทพเจ้าบรรพกาล ผู้ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของโลกวิญญาณไร้ขอบเขต เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในด้านอารยธรรมและเส้นทางแห่งการบ่มเพาะ

    มนุษย์ในยุคนั้นแข็งแกร่งจนสามารถเบียดแย่งอำนาจจากเผ่าพันธุ์โบราณทั้งหลาย ทั้งเผ่าสามตา เผ่าปีศาจ เผ่าฟีนิกซ์ เผ่ามังกร เผ่ามนุษย์หิน จนถึงขั้นผลักไสบางเผ่าให้ต้องล่าถอยและซ่อนตัวอยู่ในโลกใบเล็กจากการสูญพันธุ์

    ทว่าหายนะก็บังเกิดขึ้นในเวลาไม่นาน มันคือการปรากฏตัวของ เผ่ามารโลหิต

    เผ่าที่แทบจะเป็นคำพ้องกับคำว่า หายนะ

    ความสามารถของมันคือพลังที่เกือบจะเป็นอมตะ และหากไม่ทำลายเลือดของมันจนหมดสิ้น แม้มันจะถูกฆ่า มันก็สามารถฟื้นกลับมาได้อีกครั้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและทุกครั้งที่มันฟื้นคืนชีพ... มันก็จะแข็งแกร่งกว่าเดิมทุกครั้งโดยไม่ต้องสนใจเงื่อนไขใดๆ

    เผ่ามารโลหิต... ไม่เลือกเหยื่อ ไม่แบ่งฝ่าย พวกมันฆ่าทุกสิ่งที่ขวางหน้า สังหารทุกชีวิตที่เคลื่อนไหว

    จนในที่สุด เผ่าพันธุ์ทั้งหมดในโลกวิญญาณไร้ขอบเขตไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

    สงครามครั้งใหญ่ระหว่างทุกเผ่าพันธุ์กับเผ่ามารโลหิตจึงเริ่มต้นขึ้น มันยืดเยื้อ ยาวนาน และเปี่ยมไปด้วยการสูญเสีย

    แต่ทุกอย่างล้วนมีจุดจบ เพื่อปิดฉากสงครามอันยาวนานหลายล้านปี เทพเจ้าบรรพกาลทั้ง 10 ที่เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ณ เวลานั้นจึงรวมพลังกันผนึกเผ่ามารโลหิตลงในโลกเบื้องล่างหมายเลข 1 พร้อมกับตนเองที่ต้องแบกรับชะตากรรมที่ต้องเฝ้าประตูนั้นไปตลอดกาล แต่ทว่าอยู่ๆ วันหนึ่งทางเชื่อมต่อระหว่างโลกเบื้องล่างหมายเลข 1 และโลกเบื้องบนก็หายไปอย่างไร้เหตุผล ส่งผลให้เทพเจ้าบรรพกาลทั้ง 10 ขาดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกทันที

    แม้พวกเขาจะเป็นเทพเจ้า... แต่ในที่สุด พวกเขาก็ไม่อาจหลีกพ้นกฎแห่งความเสื่อมสลาย เผ่ามารโลหิตคอยโจมตีผนึกเป็นระยะทำให้พวกเขาต้องใช้พลังงานมากขึ้น สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือพวกเขาไม่สามารถไปเกิดใหม่ที่โถงวิญญาณได้เนื่องจากโถงวิญญาณในตอนนั้นไม่สามารถรองรับพลังของเทพเจ้าได้

    ซึ่งในตอนแรกก็ยังคงความแข็งแกร่งของผนึกเอาไว้ได้เพราะแต่ละคนมีทรัพยากรติดตัวมาด้วยแต่ว่าด้วยการที่ขาดการเชื่อมต่อจากโลกเบื้องบน นานวันเข้าทรัพยากรของพวกเขาก็เริ่มหมดไป และมันก็มาถึงขั้นที่อายุขัยของพวกเขาเริ่มลดลงเนื่องจากต้องเผาอายุขัยมาเพิ่มพลังวิญญาณเพื่อทำให้ผนึกแข็งแรงอยู่เสมอ

    จนมาถึงวันหนึ่ง เทพเจ้าบรรพกาลแห่งเผ่าสามตาเป็นคนแรกที่จากไป จากการเผาอายุขัยมากเกินไป

    หลังจากนั้นก็เทพเจ้าบรรพกาลแห่งเผ่ามนุษย์เงือกก็จากไป จากการอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้

    คนแล้วคนเล่าค่อยๆ จากไป

    บางคนสูญสิ้นอายุขัยจากการเผาอายุขัยมากเกินไป

    บางคนตายจากพิษบาดแผลที่ไม่อาจรักษาได้ในสภาพที่พลังอ่อนแอและขาดทรัพยากร

    บางคนเสียชีวิตจากการที่เผ่ามารโลหิตพยายามจะทำลายผนึก

    บางคนเลือกที่จะทรยศและตายด้วยน้ำมือของเทพเจ้าบรรพกาลคนอื่นๆ

    ต้วนหลิงเฉิน ที่เป็น 1 ใน 5 ของเทพเจ้าบรรพกาลที่เป็นมนุษย์ เป็นคนลำดับที่ 9 ที่จากไปในที่สุดจากการเผาอายุขัยของตนเอง

    เขาคือหนึ่งในผู้ที่อยู่เกือบยืนยาวที่สุดจากสิบเทพบรรพกาล เขาไม่รู้ว่ามันผ่านมานานแค่ไหน ทว่าในท้ายที่สุด แม้แต่เขาก็ไม่อาจฝืนชะตาของการเสื่อมสลาย

    คล้ายกับเรื่องระบบสุดยอดอาจารย์ ศิษย์ของข้าลิขิตฟ้าด้วยตัวเอง ที่คุณอ่าน