ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    22 สุดกำลัง...

            หัวหน้าคนกลุ่มนั้น เมื่อได้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็พลันตกตะลึงอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งให้ทุกคนปรับกระบวนใหม่ จากคนทั้ง 10 ตอนนี้เหลือเพียง 9 คน ให้ล้อมรอบคนทั้งสองไว้


            “พี่ส่ง ไอ้เจ้าเด็กนี่ มันเป็นคนเดียวกับที่เจ้าสร้อยไปพบเมื่อช่วงเช้านี่นา”


            “คล้ายจักใช่ ข้าคาดผิดเอง คิดเพียงว่ามันจักเป็นเด็กธรรมดา มิน่าเล่าเจ้าสร้อยถึงได้ดูสนใจมันนัก แลถึงขั้นติดกับพวกเราโดยง่าย เพียงแค่จำแลงให้คล้ายมันเยี่ยงนั้น”


            “แล้วเราจักทำเยี่ยงไรต่อไปเล่าพี่ท่าน ไอ้เด็กนี่ท่าทางร้ายมิเบาเลยทีเดียว”


            “ที่มันใช้อยู่นั้น ข้าคิดว่าน่าจักเป็นหนึ่งในอาคมจากคำภีร์สรรพอาคม ข้าคาดมิถึงว่าจักยังมีผู้ที่ใช้อาคมนี้ได้ หลงเหลืออยู่อีก”


            “ร้ายกาจเช่นนั้นเชียวหรือ แลเราจักจัดการมันได้เยี่ยงไร”


            “เจ้ามิต้องกังวลไป ดูไปมันยังมิชำนาญเท่าไหร่ ประเดี๋ยวข้าจักจัดการเอง พวกเจ้าล้อมพวกมันไว้เช่นนี้แล”


            หัวหน้ากลุ่มคนนั้นจึงค่อยๆ เดินก้าวออกมาหยุดตรงหน้าของบอส ที่ตอนนี้เขาพร้อมจะเข้าประจัญบานกับทุกผู้ที่เข้ามาใกล้ตนหรือสร้อยฟ้า หัวหน้ากลุ่มได้พนมมือขึ้นและหลับตาเพียงชั่วครู่ ก็พลันมีเงาสีดำมาปกคลุมคนผู้นั้นจนทั่วร่าง จากนั้นจึงลืมตาขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหาบอสอย่างช้าๆ


            บอสเห็นดังนั้นจึงพุ่งเข้าใส่หัวหน้าผู้นั้นพร้อมฟาดกรงเล็บไปอย่างสุดแรง แต่แทนที่คนผู้นั้นจะเลือดสาดกระเด็นเหมือนคนก่อนหน้า เขากลับใช้เพียงแค่มือเปล่ารับไว้ได้ พร้อมกับใช้มืออีกข้างเหวี่ยงตบด้วยหลังมือเข้าที่หน้าบอสอย่างแรงจนร่างของบอสกระเด็นไปร่วม 5 เมตร


            บอสตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงรีบลุกขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเช่นเดิม ชายผู้นั้นเพียงใช้แขนกันไว้อย่างง่ายดาย ก่อนจะใช้เท้าขวาถีบเข้าใส่บอสจนกระเด็นกลับมา บอสเริ่มรู้สึกกังวลใจ เพราะไม่คิดว่าตนที่มีวิชชาอาคมขนาดนี้ แถมยังพยายามจนสุดกำลังแล้วยังทำอะไรชายคนผู้นี้ไม่ได้อีก


            สร้อยฟ้าเห็นสถานการณ์ตรงหน้าที่บอสเหมือนจะเริ่มเพลี่ยงพล้ำ จึงยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดี เกรงว่าคนพวกนั้นจะทำร้ายบอสจนถึงแก่ชีวิต เลยรีบวิ่งเข้าไปขวางระหว่างคนทั้งสองตรงหน้าบอส เพื่อไม่ให้ชายผู้นั้นเข้ามาทำร้ายได้อีก เพราะเธอรู้ดีว่าคนพวกนี้คงจะไม่ทำอันตรายตนเองถึงชีวิต คงยังต้องเก็บตนไว้ใช้ต่อรองกับผู้เป็นพี่ชายที่เป็นกษัตริย์เป็นแน่


            “เจ้าสร้อย ท่านคิดจักช่วยไอ้เด็กนี้จริงหรือ มันมาช่วยให้ท่านหนีหนา ไยท่านมิวิ่งหนีไปเล่า ฮ่าๆ”


            “ขอพวกเจ้าจงอย่าทำอันใดท่านไซเป็นอันขาด แล... ข้าจักตามพวกเจ้าไปแต่โดยดี”


            “มิได้นะขอรับท่านหญิง ท่านจักไปกับพวกมันมิได้ ข้ายังสู้ไหวขอรับ ขอท่านหลบไปก่อนเถิด”


            “เห็นหรือไม่ มันยังมิยอมเลย แลข้าก็มิคิดจักปล่อยเสี้ยนหนามที่จักเป็นภัยร้ายแก่พวกข้าในภายหน้าเยี่ยงมันไว้แน่”


            “ท่านไซ โปรดจงหนีไปเสียเถิด หากมิมีข้าเป็นตัวถ่วงแล้ว ท่านเพียงผู้เดียวคงจักหนีไปได้มิยากเย็นดอกกระมัง”


            “เจ้าสร้อยมิต้องเป็นกังวลอันใดไป ข้ามิให้มันหนีไปได้ดอก ฮ่าๆ เฮ้ย! พวกเจ้าจงมาเอาตัวเจ้าสร้อยออกไปบัดเดี๋ยวนี้ ข้าจักไปฆ่าไอ้เด็กนั่น พวกเราจักได้จบเรื่องแลรีบไปเสียที…”


            ผู้เป็นรองหัวหน้ากลุ่มกำลังเดินเข้ามาหาสร้อยฟ้า บอสจึงรีบพุ่งเข้าใส่เพื่อป้องกันสร้อยฟ้า แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ตัวรองหัวหน้าเลย กลับถูกชายผู้เป็นหัวหน้าพุ่งมาอัดใส่จนกระเด็น รองหัวหน้าผู้นั้นเห็นว่าตนคงปลอดภัยดีแล้วจึงก้าวต่อไปยังตัวสร้อยฟ้าอย่างมั่นใจ อีกเพียงแค่ก้าวเดียวขณะที่กำลังเอื้อมมือไปเพื่อจะจับตัวของสร้อยฟ้า พลันมีมีดเล่มหนึ่งพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วจากด้านหลัง เสียบเข้าที่กลางต้นคอจนทำให้เขาขาดใจตายทันที


            “ไอ้ขม! ไม่นะ บัดซบเอ้ย ผู้ใดกันวะ ออกมาบัดเดี๋ยวนี้..”


            หัวหน้ากลุ่มหันหลังไปด้วยความตื่นตะหนกและโกรธเกรี้ยว จากการที่ลูกน้องคนสนิทตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่คาดคิด แค่เพียงเขาละสายตาจากบอสไปครู่เดียว ก่อนจะได้หันกลับมา เขาก็สัมผัสได้ถึงออร่าบางอย่างที่ต่างออกไปกำลังพุ่งมาจากด้านหลัง ครั้งนี้เขาไม่คิดจะตั้งรับเพราะรู้สึกว่าอันตรายเกินไป จึงรีบกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว


            คมดาบที่คลุมด้วยแสงสีเหลืองอ่อนฟันโดนเพียงลม หัวหน้ากลุ่มผู้นั้นหลบได้อย่างเฉียดฉิว พันอินถึงกับแปลกใจที่ตนเองฟันวืดเป็นครั้งแรก ก่อนจะพุ่งจู่โจมหัวหน้ากลุ่มผู้นั้นต่อ ขณะที่บอสกำลังงุนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า พลันมีมือผู้หนึ่งมาแตะที่หลัง และได้ยินเสียงผ่านจิตตามมาว่า


            “ไซ เจ้ารีบพาท่านหญิงสร้อยฟ้าหนีไปทางด้านหลังข้าบัดเดี๋ยวนี้ แลพวกข้าสองคนจักรั้งพวกมันไว้เอง รีบไปเสีย...”


            ก่อนที่บอสจะหันหลังไปดูว่าเป็นผู้ใด พลันเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังของตนพร้อมชักดาบพุ่งไปยังคนกลุ่มที่กำลังปิดล้อมบอสและสร้อยฟ้าอยู่ พลันปรากฎแสงสีเหลืองอ่อนครอบคลุมใบดาบตั้งแต่ด้ามจับไปจนถึงปลายดาบ ชายทั้ง 7 คนที่ล้อมอยู่ยืนกำดาบแน่น มองมาที่ทับอย่างไม่ละสายตา บอสจึงสื่อสารทางจิตกลับไปว่า


            “คุณ... คุณชายทับเองดอกหรือขอรับ แลพวกท่านจักต้านไหวแน่หรือขอรับ พวกมันมิธรรมดาเลย”


            “เจ้ามิต้องเป็นห่วงพวกข้าดอก รีบพาท่านหญิงไปเสียตอนนี้เถิด ได้เจอคนเช่นเจ้าทั้งที ข้าจักรีบตายไปได้เยี่ยงไร ฮ่าๆ พวกเจ้าไปกันได้แล้ว...”


            “เช่นนั้นโปรดจงรักษาตัวกันด้วยหนาขอรับ ข้าขอกราบของพระคุณพวกท่านมาก ข้าขอตัวลาขอรับ”


            “ไปเถิด แลคราหน้าเจ้าก็มิต้องมาทำทีหลอกข้าว่ามิรู้วิชชาอันใดอีกเชียว...”


            หลังจบการสื่อสารทางจิต บอสรีบคลายอาคมจำแลงสัตว์ร้ายออก แล้วเข้าไปจับมือสร้อยฟ้าเพื่อพาวิ่งหนีออกไปทางด้านหลังของทับทันที เมื่อหัวหน้ากลุ่มเห็นดังนั้นจึงตั้งใจจะพุ่งเข้าไปขวางทั้งคู่ แต่ถูกพันอินติดพันไม่ห่าง จนไม่มีโอกาสเข้าไปขวางได้ จนในที่สุดทั้งคู่ก็วิ่งลับหายไป เขาจึงรู้สึกโมโหและโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก


            “พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่ รีบตามพวกมันไปบัดเดี๋ยวนี้ เพียงแค่เด็กคนเดียว จักสู้ด้วยถึง 7 คนเชียวรึ รีบไป!!!”


            “อย่าคิดเชียวว่าจักผ่านข้าไปโดยง่ายเชียว หากผู้ใดมั่นใจ เช่นนั้นจงเข้ามา...”


            ทับตั้งท่าดาบคล้ายกับผู้มีวิชาดาบแกร่งกล้า สายตามั่นคงแน่วแน่จนไม่มีผู้ใดกล้าวิ่งเข้าไปจู่โจมเขาซักคน คนทั้ง 7 คิดไปในทางเดียวกัน ว่าคนผู้นี้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มอย่างที่เห็นเท่านั้นจริงหรือ เพราะออร่าและจิตสังหารที่แผ่ออกมานี้ คล้ายกับเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างโชกโชน


            หัวหน้ากลุ่มมองดูท่าทีของลูกน้องตนเองด้วยอารมณ์หงุดหงิดและเดือดถึงขีดสุด ก่อนจะตวาดลั่น


            “พวกมึงจักกลัวตายอันใดหนักหนา หากยังมิมีผู้ใดเข้าไปฟันมันอีก กูนี่แหล่ะจักฆ่าพวกมึงเองกับมือ”   


            สิ้นเสียงหัวหน้าสั่ง คนทั้ง 7 ต่างพร้อมใจกันเสี่ยงตายพุ่งเข้าหาทับจากทุกทิศทุกทาง ทับใช้ดาบรับสลับหลบหลีก จากนั้นก็ฟันลงไปหนึ่งฉับเลือดสาดกระเซ็น พลันมีร่างของ 1 ใน 7 คน ล้มลงสิ้นใจตายทันที อีก 6 คนที่เหลือแยกกันทำท่าจะจู่โจม ทับตั้งท่าเตรียมรับมือ แต่กลับเห็นพุ่งเข้ามาหาตนเพียงแค่ 4 คน ส่วนอีก 2 คน วิ่งอ้อมไปด้านหลัง เพื่อเร่งติดตามบอสและสร้อยฟ้าไป


            ‘บ้าจริงเชียว หลงกลพวกมันจนได้ แต่เพียงแค่ 2 คนนั้น คงจักทำอันตรายอันใดเจ้าไซนั้นมิได้ดอกกระมัง ปล่อยพวกมันไปก่อนแล้วกัน”


            ระหว่างที่ทับกำลังคิดว่าตนเองพลาดท่าเสียรู้คนกลุ่มนี้อยู่นั้น เขาก็ยังตวัดดาบสังหาร 1 ใน 4 ได้อีกคน ตอนนี้จึงเหลือคนที่เขาจะต้องสู้ด้วยอีกเพียง 3 คน ที่ตอนนี้ต่างก็กล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าที่จะบุกเข้าไปหาทับแล้ว 


            หัวหน้ากลุ่มได้เห็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเหล่าลูกน้องของตนไป เลยเกิดความวิตกและคิดพิจารณาได้ว่าตอนนี้สร้อยฟ้าก็ได้หลบหนีไปได้แล้ว เห็นชัดว่าแผนการคงจะล้มเหลวแล้วเป็นแน่ จึงเกิดความคิดที่จะล้มเลิกภารกิจ


            “เฮ้ย! พวกเจ้าทั้งสามคน พอเพียงเท่านี้หล่ะ พวกเราถอยกันก่อน รั้งอยู่ต่อไป ก็มิได้อันใดแล้ว…”


            “ขอรับ พี่ส่ง…”


            ลูกน้องที่เหลือทั้ง 3 ก็ไม่มีใจจะต่อสู้แล้ว เพราะคิดว่าถึงยังไงพวกตนก็ไม่สามารถจะสู้กับทับได้ เมื่อเห็นหัวหน้าเอ่ยมาเช่นนั้นก็ตรงกับใจพวกตนพอดี ทั้งหมดจึงรีบแยกย้ายกันหลบหนีออกจากพื้นที่กันคนละทิศทางอย่างรวดเร็ว ซึ่งพันอินและทับก็ไม่คิดจะตามพวกเขาไป


            ระหว่างที่กำลังล่าถอยอยู่นั้น หัวหน้ากลุ่มผู้นั้นก็พลันรู้สึกสงสัยและครั่นครามในตัวทับขึ้นมาทันที


            ‘เจ้าเด็กนั่นมันเป็นผู้ใดกันอีกวะ ฝีมือดาบของมันมิเป็นรองกับเจ้าหนุ่มที่รั้งข้าไว้เลย นี่มันวันซวยอันใดของข้ากันหนา !’


    ---------------------------------------