ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 361 : โครงข่ายศิลาเชื่อมวิญญาณ

จารึกที่ 361 : โครงข่ายศิลาเชื่อมวิญญาณ : กลวิธานซ่อนเงาลวงสวรรค์


ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบงันของสุสานเผ่าเซียนโบราณ ร่องรอยการปะทะที่ฉีกกระชากมิติรอบด้านค่อยๆ สงบลง ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์ยังคงลอยนิ่งอยู่เหนือเตาหลอมดาราที่ดับเครื่องยนต์ลงชั่วคราว อากาศธาตุรอบบริเวณเจือปนไปด้วยกลิ่นอายความกดดันที่ยังไม่จางหายไปจากค่ายกลแรงโน้มถ่วงของจูเก่อหมิง


บนลานหินหน้าตำหนักประธาน ร่างของหุ่นกลศิลาทั้งหนึ่งร้อยตัวหยัดยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ดวงตาสีเทาเงินยวงของพวกมันสว่างวาบเป็นจังหวะสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด ทว่าเบื้องหน้ากองกำลังอันน่าเกรงขามนั้น สภาพของผู้สร้างกลับดูน่าเวทนายิ่งนัก


อาเจียทรุดตัวคุกเข่าอยู่บนพื้นศิลา โลหิตสีแดงคล้ำหยดทะลักจากท่อนแขนขวาลงมากองเป็นแอ่ง แขนเสื้อสีครามถูกฉีกขาดกระจุย เผยให้เห็นผิวหนังที่ปริแตกจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ เกลียวเส้นเลือดที่เพิ่งถูกวาดขึ้นใหม่ด้วยหมึกสีทองคล้ำบิดเบี้ยวและเต้นตุบๆ อย่างรุนแรง ปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการดึงน้ำหนักของหุ่นทั้งร้อยตัวมาผูกติดกับค่ายกลของศัตรู สร้างภาระมหาศาลจนโครงสร้างสรีระของมนุษย์แทบจะรับไม่ไหว


"อย่าขยับตัว! กล้ามเนื้อแขนของเจ้ากำลังจะขาดออกจากข้อต่อ!" หลินชิงเสวี่ยถลาเข้ามาประคองร่างของชายหนุ่ม ใบหน้าที่มักจะเย็นชาของนางบัดนี้ซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก นางรีบปลดปล่อยปราณน้ำแข็ง ห่อหุ้มรอบท่อนแขนขวาของอาเจียเพื่อลดอุณหภูมิที่ร้อนจัดจากการเสียดสีของมวลธาตุ


เย่ปิงอวิ๋นทรุดตัวลงเบื้องหน้า ประสานมุทราอย่างรวดเร็ว ปราณพฤกษาสีเขียวมรกตไหลเข้าสู่รอยแผล หมายจะสมานเส้นใยเนื้อเยื่อ "แผลกว้างเกินไป... ปราณของข้าประสานมันไม่เข้า! กฎเกณฑ์ความหนักอึ้งในแขนของเขาผลักไสพลังชีวิตของข้าออกไปหมด!"


"ยาเม็ดสมานวิญญาณก็คงไร้ผลเช่นกัน" มู่เฉินก้าวเข้ามาใกล้ ทอดสายตามองบาดแผลด้วยความเคร่งเครียด "นี่มิใช่อาการบาดเจ็บจากการถูกอาคมทำร้าย ทว่ามันคือการพังทลายของโครงสร้างทางกายภาพ รากฐานใหม่ที่แขนของอาเจียมีความหนาแน่นเกินไป หากไม่มีเครื่องมือยึดเหนี่ยวที่แข็งแกร่งพอ แขนข้างนี้คงได้หลุดร่วงลงไปจริงๆ"


อาเจียหอบหายใจหนักหน่วง หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมเต็มกรอบหน้า ทว่าชายหนุ่มกลับกัดฟันข่มความเจ็บปวด ฝืนยกมือซ้ายที่ยังใช้งานได้ขึ้นมาจับด้ามพู่กันนิรันดร์ ดวงตาอันลึกล้ำของเขายังคงทอประกายความเด็ดเดี่ยว ไม่มีการปริปากบ่นถึงความทุกข์ทรมาน


"ร่างกายมนุษย์นั้นเปราะบาง... แต่ก็มีความยืดหยุ่นพอที่จะถูกปรับแต่ง" อาเจียเค้นเสียงลอดไรฟัน ชายหนุ่มตวัดปลายพู่กัน ชุบโลหิตของตนเองที่เจือปนด้วยหมึกสีเทาเงินยวง "ปิงอวิ๋น... ถอนปราณของเจ้าออกไป ชิงเสวี่ย คลายความเย็นลงครึ่งหนึ่ง... ข้าจะทำการ 'เย็บร้อย' โครงสร้างนี้ด้วยตัวข้าเอง"


"เจ้าจะวาดอักขระลงบนแผลสดๆ อีกแล้วหรือ!" เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง "คราวก่อนเจ้าก็กรีดแขนตัวเองจนแทบตาย คราวนี้เจ้าจะเอาหมึกไปอุดแผลอีก!"


อาเจียไม่ได้ตอบคำ เขาหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ปลายพู่กันนิรันดร์จรดลงบนขอบบาดแผลที่เปิดกว้าง ชายหนุ่มไม่ได้วาดอักขระโจมตีหรือป้องกัน ทว่าเขาวาด 'อักขระร้อยรัด' สลับไปมาระหว่างผิวหนังสองฝั่งประดุจเข็มเย็บผ้า ทุกครั้งที่เส้นสายหมึกปราณลากผ่าน มันดึงรั้งกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดให้ประกบเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดทางวิถีอักขระ!


"อึก..." ร่างของอาเจียกระตุกเกร็ง การใช้อักขระดึงเนื้อเยื่อสดๆ เข้าหากันสร้างความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงไขกระดูก ทว่าเขายังคงวาดต่อไปอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ เส้นสายสีเทาเงินยวงสานตัวกันเป็นลวดลายตาข่ายที่สลับซับซ้อน รัดรึงรอยแยกของกล้ามเนื้อไว้อย่างแน่นหนา ยึดโยงน้ำหนักของมวลธาตุในแขนให้กระจายออกไป ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่ข้อต่อเพียงแห่งเดียว


หลังจากผ่านความทรมานที่ยาวนานจนชวนให้อึดอัด ในที่สุดการเย็บร้อยก็เสร็จสิ้น แขนขวาของอาเจียเต็มไปด้วยรอยสักอักขระรูปตาข่ายที่เต้นระริกสอดคล้องกับจังหวะชีพจร โลหิตหยุดไหลสนิท ทว่าท่อนแขนนั้นกลับดูคล้ายอาวุธศิลาที่ถูกหุ้มด้วยเหล็กกล้า มากกว่าจะเป็นแขนของมนุษย์ทั่วไป


อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น ผ่อนลมหายใจยาว ชายหนุ่มกำหมัดและคลายออกช้าๆ ตรวจสอบการตอบสนองของกลไกใหม่


"ทนทานขึ้น... แม้ความคล่องตัวจะลดลงไปบ้าง ทว่าความมั่นคงของโครงสร้างเพียงพอที่จะรองรับแรงกระแทกในครั้งต่อไป" อาเจียประเมินผลลัพธ์ด้วยความเยือกเย็น ก่อนจะใช้มือซ้ายยันตัวลุกขึ้นยืน


"เจ้าเพิ่งรอดพ้นจากแขนขาด ยังจะคิดถึงการกระแทกครั้งต่อไปอีกหรือ!" ฉินมู่หลางส่ายศีรษะ ถอนหายใจกับความบ้าบิ่นของสหาย "ปราชญ์ผู้นั้นถอยไปแล้ว เราควรหาที่ซ่อนตัวและฟื้นฟูพลังปราณกันก่อน"


"เขาถอยไปเพียงเพราะอาวุธในมือพังทลาย และถูกหลอกให้รับน้ำหนักในแบบที่เขาไม่ได้คำนวณไว้ล่วงหน้า" อาเจียหันไปมองความมืดมิดเบื้องนอกเกาะ "คนผู้นั้นอาศัยข้อมูลและความแม่นยำเป็นหลัก เมื่อเขากลับไปทบทวนสมการและสร้างเครื่องมือชิ้นใหม่สำเร็จ เขาจะกลับมา... และคราวนี้ เขาจะไม่ค้นหาความเคลื่อนไหว ทว่าเขาจะค้นหา 'ความนิ่งงัน' ที่ผิดธรรมชาติ"


"ความนิ่งงันที่ผิดธรรมชาติ?" เฟิงหลิงเอ๋อร์ทวนคำ พลางลูบหางตาที่เพิ่งหยุดคลายความเจ็บปวดจากการใช้เนตรดารา "หมายความว่า การที่เราดับเครื่องยนต์เตาหลอมและลอยนิ่งๆ เพื่อซ่อนตัว จะกลายเป็นเป้าหมายของเขางั้นหรือ?"


"ถูกต้อง" อาเจียพยักหน้า ชายหนุ่มก้าวเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหุ่นกลศิลาทั้งร้อยตัว "สุสานแห่งนี้เต็มไปด้วยพายุมิติ อุกกาบาตเคลื่อนที่ชนกันตลอดเวลา ความวุ่นวายคือสภาพปกติของที่นี่... หากมีพื้นที่ใดสักแห่งที่มีรัศมีกว้างนับลี้ แล้วสงบนิ่งสนิทไร้การเคลื่อนไหว ย่อมเป็นความผิดปกติที่สะดุดตาที่สุดในสายตาของนักแกะรอย"


"หากซ่อนตัวด้วยการหยุดนิ่งไม่ได้ แล้วเราจะทำเช่นไร? หรือต้องเร่งเครื่องหนีไปเรื่อยๆ?" เฟิงอี้หรานขมวดคิ้ว


"เราจะสร้าง 'คลื่นรบกวน' ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม" อาเจียแย้มยิ้มลึกล้ำ ชายหนุ่มยกแขนขวาที่มีลวดลายตาข่ายอักขระขึ้นมา ชี้ไปยังหุ่นพยนต์ทั้งร้อยตัว "สวรรค์อาจมีทหารนับหมื่น ทว่าเรามีศิลาจิตบรรพกาล... หลิงเอ๋อร์ ข้าต้องการให้เจ้าใช้เนตรดารา บันทึกรูปแบบความถี่ของการเคลื่อนไหวก้อนอุกกาบาต รังสีความร้อนของอสูรที่ตายแล้ว และทิศทางพายุมิติในรัศมีพันลี้รอบตัวเรา นำข้อมูลทั้งหมดมารวมเป็นรหัสเดียว"


เฟิงหลิงเอ๋อร์รับคำสั่งทันที ดรุณีน้อยหลับตาลง ก่อนจะเปิดเนตรดาราขึ้นอีกครั้ง แสงสีฟ้าอมม่วงแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง นางดึงเอาความวุ่นวายของสภาพแวดล้อมมาประมวลผลในห้วงวิญญาณ ก่อนจะถ่ายทอดข้อมูลเหล่านั้นออกมาเป็นลำแสง ชี้ตรงมายังพู่กันนิรันดร์ในมือของอาเจีย


อาเจียรับข้อมูลความถี่เหล่านั้นมา ชายหนุ่มตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว วาดเส้นสายอักขระที่ดูยุ่งเหยิงและไร้ระเบียบที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา มันมิใช่อักขระโจมตีหรือป้องกัน ทว่ามันคือ 'รหัสจำลองสภาพแวดล้อม'


เขาดีดเส้นสายอักขระที่ไร้ระเบียบนั้น พุ่งกระจายออกไปฝังลงบนหน้าอกของหุ่นกลศิลาทั้งหนึ่งร้อยตัว!


*วิ้งงงง!*


ศิลาจิตบรรพกาลภายในอกของหุ่นศิลาเรืองแสงขึ้นรับรหัสคำสั่ง อาเจียไม่ได้ออกคำสั่งให้พวกมันต่อสู้ ทว่าเขาออกคำสั่งให้พวกมัน 'แยกย้าย'


"จงกระจายกำลังออกไปรอบป้อมปราการหมื่นอักขระ ในรัศมีร้อยจั้ง! แต่ละตัวจงปลดปล่อยคลื่นแรงโน้มถ่วงจำลอง ความร้อนจำลอง และการสั่นสะเทือนจำลอง ตามรหัสที่ได้รับไป!"


หุ่นกลศิลาทั้งร้อยตัวทะยานร่างออกไปประจำการที่ขอบเกาะอย่างรวดเร็ว พวกมันยืนล้อมรอบเกาะลอยฟ้าไว้ ทันทีที่ประจำตำแหน่ง กลวิธานภายในตัวหุ่นก็เริ่มทำงาน บางตัวปล่อยความร้อนในระดับเดียวกับแก่นดาวตกที่เพิ่งดับ บางตัวสั่นสะเทือนมิติในระดับเดียวกับรอยปริแตกของอวกาศ บางตัวแผ่แรงดึงดูดเล็กๆ สลับไปมา


ในสายตาของมนุษย์ เกาะลอยฟ้ายังคงตั้งอยู่ ณ ที่เดิม ทว่าหากมองผ่านสัมผัสของการแกะรอยทางมิติหรือการตรวจจับปราณ... ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์ได้หายไปแล้ว! สิ่งที่ปรากฏแทนที่ คือกลุ่มก้อนความวุ่นวายของเศษอุกกาบาต พายุมิติขนาดเล็ก และรังสีความร้อนที่กระจัดกระจาย ไร้ซึ่งรูปแบบ ไร้ซึ่งศูนย์กลาง กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายของสุสานอย่างแนบเนียน!


"ยอดเยี่ยม... การพรางตัวที่สมบูรณ์แบบ" มู่เฉินลูบเครายาวด้วยความทึ่ง "การเอาหุ่นรบมาทำหน้าที่เป็นเครื่องปล่อยสัญญาณรบกวน อาเจีย... ปัญญาของเจ้าในการพลิกแพลงอักขระและกลวิธาน ก้าวล้ำไปไกลกว่าตำราใดๆ ที่ข้าเคยศึกษามา"


"มันคือการปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียตอบเสียงเรียบ ชายหนุ่มลดมือลง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น "ทว่า การหลบซ่อนสำเร็จ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของก้าวต่อไป... หุ่นกลศิลาร้อยตัวนี้ พิสูจน์แล้วว่าศิลาจิตบรรพกาลสามารถรับคำสั่งและทำงานประสานกันได้ ทว่าพวกมันยังเป็นเพียงทหารราบที่แยกกันทำงาน หากเราต้องการสร้างกองทัพที่แท้จริง เราต้องสร้าง 'สายใยคำสั่ง' ที่ทำให้พวกมันหลอมรวมพลังกันได้"


"สายใยคำสั่ง? เจ้าหมายถึงการทำให้พวกมันส่งต่อพลังให้กันได้อย่างนั้นหรือ?" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยถาม


"ถูกต้อง" อาเจียเดินกลับไปที่โต๊ะศิลา ซึ่งยังคงมีภาพจำลองของแก่นสุสานอยู่ "ศิลาจิตบรรพกาลมีคุณสมบัติในการสะท้อนกลับ... หากเราวาด 'อักขระลูกโซ่' ลงบนเกราะของหุ่นทุกตัว เมื่อหุ่นตัวที่หนึ่งรับแรงกระแทก มันจะไม่แบกรับไว้เพียงลำพัง ทว่ามันจะถ่ายเทแรงนั้นไปตามสายใยคำสั่ง กระจายความเสียหายออกไปให้หุ่นอีกเก้าสิบเก้าตัวช่วยรับน้ำหนัก... ในทางกลับกัน หากข้าสั่งโจมตี พลังของหุ่นร้อยตัวจะถูกบีบอัดส่งผ่านสายใย ไปรวมอยู่ที่กำปั้นของหุ่นเพียงตัวเดียว!"


แนวคิดนี้ทำให้สหายทั้งสี่ขนลุกซู่ การกระจายความเสียหายและการรวมศูนย์พลังโจมตี เป็นสิ่งที่ค่ายกลระดับสูงของมนุษย์ทำได้ แต่การนำมันมาผสานลงในหุ่นพยนต์ศิลาที่ไร้ชีวิต และขับเคลื่อนด้วยมวลธาตุ ถือเป็นการทำลายขีดจำกัดของการทำสงครามไปโดยสิ้นเชิง


"หากเราทำเช่นนั้นได้สำเร็จ ต่อให้มีเพียงร้อยตัว เราก็สามารถรับมือกับมหาเวทระดับเซียนอมตะได้โดยที่หุ่นไม่พังทลายเลยแม้แต่ตัวเดียว..." ฉินมู่หลางพึมพำ ดวงตาสาดประกายความกระหายต่อความแข็งแกร่งรูปแบบใหม่


"ดังนั้น ภารกิจต่อไปของเรา ไม่ใช่การมุ่งหน้าหนี แต่เป็นการ 'ขุดค้น' ในแก่นสุสานนี้ต่อไป" อาเจียชี้ไปยังความมืดมิดใจกลางพายุมิติที่พวกเขาเพิ่งไปช่วงชิงศิลาจิตมา "เราได้ศิลาจิตมาเพียงร้อยก้อน แต่แก่นสุสานนี้ยังกว้างใหญ่ไพศาลนัก เราต้องการวัสดุ โลหะดาวตกบริสุทธิ์ และศิลาจิตอีกนับไม่ถ้วน... จนกว่าเราจะสร้างกองทัพหลักหมื่นได้สำเร็จ เราจะไม่โผล่หัวออกไปให้สวรรค์เห็นอีก"


อาเจียเงยหน้าขึ้น สบตากับสหายร่วมเป็นร่วมตายทุกคน "สวรรค์สร้างกฎแห่งวัฏสงสารเพื่อกดทับผู้อ่อนแอ... แต่ที่นี่ ในเงามืดนี้ พวกเราจะสร้างโครงข่ายความตาย ที่พร้อมจะลากสวรรค์ลงมาฝังรวมกัน!"


ป้อมปราการหมื่นอักขระที่บัดนี้ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ม่านกวนสัญญาณความถี่ ได้แปรสภาพเป็นฐานทัพวิจัยและผลิตอาวุธอย่างเต็มรูปแบบ การทำงานอย่างหนักหน่วง การสกัดทรัพยากร การลองผิดลองถูก และการถอดรหัสศิลาบรรพกาล กำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ทุกหยาดเหงื่อที่หลั่งริน ทุกบาดแผลที่ได้รับ ล้วนเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อหล่อหลอมเขี้ยวเล็บที่จะฉีกทึ้งความโอหังของวิหารเทพอนันตกาล!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน