ระบบแลกเปลี่ยนไขมัน

    บทที่ 62 ความคิดกลับมาสดใสอีกครั้ง

    บทที่ 62 

    ความคิดกลับมาสดใสอีกครั้ง


    “อ่า โอเค ฉันขอโทษ ฉ-ฉันจะไม่มารบกวนเธออีกแล้วกัน ล-แล้วก็จะรีบออกจากที่นี่ด้วย...”


    เมื่อได้ยินว่าซูหลี่เหยานั้นมีตระกูลเย่หนุนหลัง               เปาซิงหวังก็ตกใจจนพูดอะไรไม่ออก


    ถึงแม้ว่านี่มันจะเป็นการฟังความฝ่ายเดียว แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อ เพราะถ้าหากเธอนั้นไม่ได้มีพวกขั้วมหาอำนาจอยู่เบื้องหลังแล้วล่ะก็ เป็นไปได้เหรอที่ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งที่ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ถูกไล่ออกไปแล้วจะกลับมาเรียนใหม่ได้?


    ถึงแม้ว่าตระกูลเย่จะไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดที่จะสามารถคว้าฟากฟ้ามาไว้ในกำมือได้ หากแต่อะไรก็ตามที่อยู่ในตงหลิงนี้ สามารถสั่นสะเทือนได้ถึง 3 ครั้ง หากพวกเขากระทืบเท้าแค่ครั้งเดียว

    นอกจากอีก 3 ตระกูลใหญ่ที่เหลือแล้ว ภายในตงหลิงนี้ ก็ไม่มีตระกูลใดที่ไม่เกรงกลัวตระกูลเย่เลย 


    ดังนั้นเปาซิงหวังจึงเชื่อเรื่องนี้อย่างง่ายดาย เพราะต่อให้เขานั้นถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย พ่อของเขาเองก็ไม่มีกำลังพอที่จะส่งเขากลับมาเรียนในสภาพที่สง่างามแน่ๆ 


    ไก่ฟ้าตนนั้นได้กลายเป็นฟินิกส์ไปแล้ว ซูหลี่เหยาไต่เต้าเข้าสู่บ้านตระกูลเย่ เพราะงั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะหืออะไรกับเธออีกต่อไป สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้และต้องเดี๋ยวนี้ด้วยนั่นคือการยอมรับและวิ่งหนีออกไปให้ไกลที่สุด 


    อีกฟากหนึ่งนั้น เหล่าคนที่จับอู๋ตี้ไว้ในตอนแรกสุดได้พากันทยอยออกไปแล้ว เนื่องจากคนพวกนั้นกำลังสนใจซูหลี่เหยาอยู่ 


    อู๋ตี้นั้นเพียงแค่ต้องการจะออกจากกลุ่มคนตรงนี้แล้วกลับไปยังที่นั่งเขาก็เท่านั้น แต่ซูหลี่เหยาก็ยืนขึ้นมาและเดินเข้ามาหาเขาแทน


    “นายเป็นใครน่ะ? ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย เพิ่งเข้าใหม่เหรอ?”


    มันแปลกไม่น้อยเลยที่น้ำเสียงของซูหลี่เหยาที่มีต่ออู๋ตี้นั้นสุภาพมากๆเลย


    ตามปกติแล้วเธอน่ะจะต้องตะโกนใส่อู๋ตี้ไปแล้ว อะไรที่สุภาพๆแบบนี้ไม่เคยมีหรอก 


    แต่ถึงอู๋ตี้จะชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็สามารถเข้าใจได้ในครู่ต่อมา 


    ตอนนี้เขานั้นเปลี่ยนไปมากๆแล้ว ไม่ประหลาดใจที่     ซูหลี่เหยาเองก็จะจำเขาไม่ได้ด้วย


    ไม่ทันที่อู๋ตี้จะได้พูดอะไร พวกผู้ชายในห้องก็ชิงจังหวะไปก่อน 


    “หมอนั่นเป็นดาราที่อู๋ตี้จ้างมาน่ะ มันอยากให้เราคิดว่าคนคนนี้คืออู๋ตี้แล้วจะได้มาหัวเราะเราทีหลัง”

    “ใช่เลย คิดว่าพวกเราไม่รู้กันหรือไงว่าอู๋ตี้เป็นคนยังไง? ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่านี่คืออู๋ตี้”


    “บางทีอู๋ตี้อาจจะซ่อนตัวอยู่ในสักมุมของห้องนี้แน่ๆเพื่อรอให้เราตกหลุมพราง เพราะงั้นมารีบหามันต่อเถอะ!”


    ดังนั้นแล้ว ทุกคนในห้องจึงเริ่มที่จะหาตัวอู๋ตี้อีกครั้ง 


    “เดี๋ยวก่อน”


    ในตอนนั้นเอง ซูหลี่เหยาก็หยุดพวกเขาไว้ นัยน์ตาทั้งคู่ของเธอจ้องตรงไปยังอู๋ตี้และขณะเดียวกันก็ยื่นมือไปจับแขนขวาของอู๋ตี้ด้วย 


    ทุกๆคนต่างพากันชะงัก พวกเขามองซูหลี่เหยาด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจว่าเธอตั้งใจจะทำอะไรกันแน่


    อู๋ตี้ไม่ได้หลบการจับของเธอ แต่เหมือนเขาจะรู้ด้วยว่า  ซูหลี่เหยาจะทำอะไรต่อ 


    บางทีการปล่อยให้เธอทำอะไรแบบนี้ต่อไปอาจจะดีกว่าถ้าจะอธิบายว่าเขาคืออู๋ตี้ 


    ซูหลี่เหยาพับแขนเสื้อของอู๋ตี้ขึ้นไปจนกระทั่งถึงหัวไหล่ของเขา 


    ตรงบริเวณแขนที่ใกล้กับหัวไหล่นั้น ที่นั่นมีไฝอยู่ขนาดพอๆกับนิ้วโป้ง และเหนือไฝนั่นก็มีแผลเป็นสีขาวทอดยาวลงมาอยู่ด้วย 


    เมื่อได้เห็นทั้งไฝและแผลเป็นนั้น ดวงตาของซูหลี่เหยาก็เบิกกว้างทันที สีหน้าของเธอดูประหลาดใจสุดๆ และด้วยความประหลาดใจนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดปากและอุทานออกมา 


    “นี่มันอู๋ตี้จริงๆนี่!“


    ใช่แล้ว ด้วยไฝและแผลเป็นนั่นแหละ ที่ทำให้ซูหลี่เหยามั่นใจแบบ 100% เลยว่าหนุ่มหล่อตรงหน้าเธอนี้คืออู๋ตี้แน่ๆ 


    นั่นก็เพราะว่า เมื่อครั้งที่เธอกับอู๋ตี้นั้นยังอยู่โต๊ะเดียวกันนั้น ไซส์เสื้อของเขามันเป็นอะไรที่หาพอดีได้ยาก นั่นเพราะว่าตัวเขาเองนั้นมีน้ำหนักมากถึง 150 กิโลกรัม ดังนั้นเสื้อส่วนใหญ่ก็จะตัวเล็กกว่าตัวเขา และมันก็ทำให้แขนเสื้อนั้นสั้นตามด้วย ในช่วงหน้าร้อนเขาก็จะพับแขนเสื้อขึ้นไปอีก ซึ่งมันทำให้เธอสามารถมองเห็นหัวไหล่ของอู๋ตี้ได้จากการนั่งข้างๆ


    ตอนนั้นซูหลี่เหยาได้เห็นไฝบนแขนขวาของอู๋ตี้ และเธอเพียงแค่อยากจะแกล้งเขาก็เลยใช้เล็บคมๆของเธอนั้นข่วนเข้าไปแรงๆ


    เรื่องมันเป็นแบบนี้


    “อู๋ตี้ แขนเลอะแน่ะ เดี๋ยวฉันช่วยปัดให้นะ”


    พูดเสร็จซูหลี่เหยาก็วางมือลงไปแล้วแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมา จากนั้นเธอก็ใช้เล็บแหลมๆของเธอตะปบลงไปที่แขนอู๋ตี้แรงๆเสียเลย 


    “นั่นไม่ใ---โอ๊ย!”

    กว่าจะรู้ว่าเธอจะทำอะไรต่อหลังจากที่เขาร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาแล้ว ยามที่มองไปยังแขนของตนเอง เขาก็พบว่าตรงจุดที่มีไฝอยู่นั้นมีเลือดไหลออกมาเสียแล้ว 


    “โอ้ มันไม่ได้เลอะนี่นา แหม เห็นมันดำฉันก็นึกว่าเลอะซะอีก ฮ่าๆๆๆ”


    เธอยังคงเกาบริเวณนั้นของอู๋ตี้ต่อไป นอกจากจะไม่รู้สึกผิดแล้ว เธอยังหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขอีกด้วย 


    ตอนนั้น เพราะอู๋ตี้นั้นยังตกหลุมรักซูหลี่เหยาอยู่ เพราะงั้นเขาเลยอวดเก่งไปว่ามันไม่เจ็บ


    ตั้งแต่ตอนนั้นมา ที่แขนของเขาก็กลายเป็นแผลเป็นมาจนถึงตอนนี้ 


    เพราะฉะนั้นแล้วจะให้เธอลืม “ผลงานชิ้นเอก” ที่เธอทำไว้ได้อย่างไรล่ะ


    ดังนั้นแล้วด้วยไฝและรอยแผลเป็นนั้น เธอจึงมั่นใจว่าเขาคนนี้คืออู๋ตี้จริงๆ 


    อย่างไรก็ตาม ถึงจะมั่นใจแล้วแต่เธอก็ยังช็อกอยู่ดี เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงนะ!?


    เพียงไม่กี่วันที่ไม่ได้เจอกัน จากมนุษย์อ้วนล่องหนก็กลายเป็นหนุ่มหล่อสูงใหญ่สุดฮ็อตแบบนี้ได้? 


    แน่นอนว่าสำหรับคนธรรมดาทั่วๆไปนั้น นี่มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ แต่นั่นก็แค่ทุกคนยังไม่รู้เฉยๆว่าอู๋ตี้นั้นมีระบบแลกเปลี่ยนไขมันอยู่ในตัว 


    ได้เห็นซูหลี่เหยามองเขาด้วยความเซอร์ไพรส์ อู๋ตี้ก็ดึงแขนตนกลับมาแบบไม่สนใจอะไร 


    ภายในดวงตาที่งดงามนั้น เขามองเห็นความประหลาดใจ ความไม่เชื่อ ความเหลือเชื่อ และความเชื่อไม่ได้ ทุกสิ่งอย่างผสมปนเปกันภายใต้ร่องรอยแห่งความเศร้า 


    ใช่แล้ว ซูหลี่เหยากำลังเสียใจ เธอไม่เคยคิดฝันเลยว่าคนที่อ้วนมากๆมาตลอด 3 ปีที่อยู่ด้วยกันจะกลายเป็นหนุ่มโคตรหล่อขนาดนี้หลังจากที่ลดน้ำหนักแล้ว 


    รูปร่างที่ผอมเพรียวอันมากับสัดส่วนที่แข็งแกร่ง ความหล่อเหลาที่คมเข้มคู่กับดวงตาที่มีเสน่ห์ ยิ่งเมื่อได้อารมณ์ที่สุขุมและเรียบง่ายมาด้วยแล้ว นี่มันเทพบุตรชัดๆ หนุ่มในฝันของสาวๆทุกคนเลย 


    ด้วยสิ่งเหล่านี้ ต่อให้เป็นสาวที่สนใจเงินมากกว่าสิ่งใดก็ยังยากที่จะเมินเฉยต่อเขาได้ แถมยังแอบรู้สึกเสียดายด้วยถ้าไม่ได้อยู่กับเขา 


    ทุกสิ่งทุกอย่างมันชัดเจนแล้วว่าซูหลี่เหยานั้นสนใจในตัวอู๋ตี้ตอนนี้มากๆ แต่อู๋ตี้นั้นไม่ได้สนใจซูหลี่เหยาอีกต่อไปแล้ว


    หัวใจของเขานั้น มีเพียงคนเดียวเท่านั้น 


    หลังจากที่ดึงมือกลับแล้ว อู๋ตี้ก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นต่อมนุษยชาติคนอื่นๆ “ฉันก็บอกไปตั้งหลายรอบแล้วว่าฉันคืออู๋ตี้ ทีนี้เชื่อได้หรือยัง?”


    ทุกๆคนพูดไม่ออกไปชั่วขณะเลย 


    ขนาดซูหลี่เหยายังยืนยันแบบนั้น คนอื่นๆจึงไม่มีคำถามอะไรอีก 


    ทว่า ภาพที่เกิดขึ้นต่อไปนี้มันก็ทำให้ทุกๆคนสับสนกันไปหมด 


    ซูหลี่เหยาจับแขนอู๋ตี้แล้วลากเขาออกไปจากห้องเรียนในทันใด 


    คนอื่นๆได้แต่มองกันเอง นี่เรื่องอะไรอีก? ไม่ใช่ว่า 2 คนนี้คือคนที่น่าจะตกลงอะไรกันยากที่สุดมาก่อนเหรอ?


    อีกฟากหนึ่ง ด้านนอกห้องเรียนนั้นซูหลี่เหยาก็ยังคงลากจูงอู๋ตี้ออกไปเรื่อยๆอยู่ จนกระทั่งมาหยุดอยู่มุมมุมหนึ่ง 

    และเพราะว่าคาบเรียนเริ่มขึ้นแล้ว ตรงบริเวณนี้จึงเงียบมากๆ ดังนั้นมันจึงไม่มีเสียงพูดคุยใดๆยกเว้นจากพวกเขาทั้ง 2 คน 


    อู๋ตี้สะบัดมือซูหลี่เหยาออกและขมวดคิ้วมองเธออย่างเยือกเย็น “เธอจะทำอะไร?”


    ซูหลี่เหยาหันกลับมาและมองไปยังเขาอยู่ครู่หนึ่ง ยังไงซะเธอก็ยังทำใจเชื่อไม่ลง นั่นก็เพราะว่าอู๋ตี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอนั้น เทียบไม่ติดกับอู๋ตี้ที่เป็นภาพทรงจำของเธอเลยแม้แต่นิด ราวกับเป็นคนละคนกันเลย 


    เธอหยุดพูดอะไรไปนานราวกับกำลังคิดอยู่ว่าจะเริ่มต้นพูดได้อย่างไร จนกระทั่งท้ายสุดก็พูดออกมา “ถ้านายคืออู๋ตี้จริงๆ มันจะดีกว่าถ้านายหาที่ซ่อนนะ ไม่งั้นนายอาจจะตายได้”


    “อะไรนะ?”


    อู๋ตี้งงกับคำพูดของซูหลี่เหยามากๆ 


    “เธอหมายความว่ายังไงน่ะ?”


    คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วขมวดแน่นกว่าเดิม เขานั้นกำลังคิดว่า ซูหลี่เหยาเกลียดเขาถึงขั้นนี้แล้วเหรอ?


    “ไม่สิ” เธอคิดว่าคำพูดนั้นมันยังไม่ชัดเจน สีหน้าของเธอมันยุ่งเหยิงไปหมดก่อนจะพูดเสริม “จริงๆมันคือ ถ้านายอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ อย่าบอกใครว่านายคืออู๋ตี้ เพราะถ้านายเปลี่ยนไปขนาดนี้ ไม่มีใครจำนายได้แน่”


    เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง และสัมผัสได้ถึงเรื่องที่ไม่น่าจะจบลงง่ายๆซึ่งซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้น


    “เธอตั้งใจจะสื่ออะไร พูดมาให้ชัดเจนเลยดีกว่า?”


    ซูหลี่เหยาหลบสายตาอู๋ตี้ราวกับเธอไม่กล้าสบตาเขา ริมฝีปากบางเองก็ถูกขบกัดไว้ด้วยความลังเลก่อนที่เธอจะตัดสินใจกระทืบเท้า


    “ตอนนั้นที่คฤหาสน์ทางตอนใต้น่ะ เรื่องที่นายสวมหน้ากากประหลาดแล้วเข้าไปทำร้ายเย่เหลียงมันถูกเปิดเผยแล้ว! ตอนนี้ชื่อของนายมันกลายเป็นที่ต้องการของตระกูลเย่ไปแล้ว! แล้วก็ถ้านายถูกจับโดนตระกูลเย่ล่ะก็ นายตายแน่


    คล้ายกับเรื่องระบบแลกเปลี่ยนไขมัน ที่คุณอ่าน