บทที่36บุรุษผู้มีดีเพียงเปลือกนอก
เมื่อการสอบมือปราบสิ้นสุด สายพิรุณก็เริ่มที่จะลงเม็ดราวกับรู้งานตลอดทั้งวันมันก็ไม่ยอมตก มาตกก็ตอนที่ผู้คนทั้งหลายต่างจากไปแล้ว เป็นเวลาชั่วธูปไหม้สายพิรุณก็เริ่มที่จะกระหน่ำเทลงมาอย่างรุนแรงคล้ายต้องการชะล้างความวุ่นวายที่พึ่งเกิดขึ้นที่เมืองหลวงและลานศิลาแห่งนี้การสอบมือปราบจบลงไปแล้ว มีผู้ที่สามารถผ่านเข้าไปเป็นมือปราบฝึกหัดทั้งสิ้นสองร้อยสองคนซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีนามของบุรุษผู้เหี้ยมหาญ อวิ๋นเซ่อ รวมอยู่ด้วย
การกระทำของอวิ๋นเซ่อวันนี้เป็นที่โจษขานไปทั่วเมืองหลวงและอาจแพร่สะพัดไปถึงเมืองรอบข้าง สร้างชื่อเสียงแก่มันมิน้อย ชื่อเสียงที่ว่ามิได้มาจากการที่มันสอบมือปราบได้แต่ย่อมมาจากการหักหน้าฟู่หวินยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแห่งแดนเทพอัคคีต่อหน้าผู้คนจำนวนมากต่างหากคนเมืองหลวง รวมถึงคนที่จงรักภักดีในราชวงศ์หลิงล้วนมีความรักความศรัทธาในราชวงศ์ จึงรู้สึกชอบใจที่เห็นเหล่าผู้ศรัทธาในแดนเทพอัคคีโดนหักหน้าโดยเฉพาะผู้ที่ทำเป็นคนของทางราชวงศ์หลิงเอง
คนที่มีความชื่นชมก็ส่วนหนึ่ง แต่คนอีกส่วนที่เห็นอวิ๋นเซ่อเป็นดั่งขยะอันโสโครกจึงมิอาจยอมรับที่เห็นชายหนุ่มได้ดีหรือถูกพูดถึงเกินหน้าพวกตนได้ความไม่พอใจยิ่งฉายชัด และพวกมันก็คิดหาทางจัดการกับชายหนุ่มอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
จางอู่จี้ที่เดินหลบฝนอยู่ใต้หลังคาในตรอกซอยสบทเสียงรอดผ่านไรฟันกับผู้ติดตามของมันนับสิบ
“สักวันข้าจะต้องเอาเลือดจากใบหน้าอันน่ารังเกียจของเจ้าสวะนั่นมาล้างเท้าคอยดู!”
มิต่างจากต้าจงหมิง ที่แม้มันจะผ่านการสอบเข้าเป็นมือปราบได้แล้วทั้งยังมีคะแนนรวมทั้งหมดมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่มันก็มิได้แสดงความดีใจ กลับกันมันกำลังมีโทสะและกำลังเครียดแค้นถึงขีดสุดเหตุใดขยะที่น่ารังเกียจชิงชังและเป็นผู้ที่มันดูถูกเหยียดหยามถึงได้มาเทียบเคียงกับมันได้ทั้งตอนนี้ดูเหมือนมันยังจะค่อยๆ แซงหน้าตนไปอีก
“อวิ๋นเซ่อ ขยะอย่างเจ้าไม่มีทางที่จะชนะข้าได้!”
การเป็นผู้มีชื่อเสียงแลได้รับความสนใจมากขึ้นก็มินับเป็นเรื่องดีทั้งหมดเพราะมันก็ทำให้คนตกเป็นเป้าหมายและจุดสังเกตของอีกหลายกลุ่มคนไปด้วย และตอนนี้อวิ๋นเซ่อเองก็เริ่มที่จะถูกผู้คนกล่าวขวัญถึงไม่ว่าจะเป็นกลอนที่แฝงไปด้วยปณิธานอันลึกล้ำบทนั้น ฝีมือด้านการใช้อาวุธหรือหมัดมวยผู้ซึ่งมีพลังลมปราณที่ธรรมดาแต่ดูเหมือนมิธรรมดา และรวมถึงรายละเอียดเล็กๆ บนร่างอย่างเช่นผ้าที่พันอยู่บนคอของชายหนุ่ม ก็ได้ไปกระตุ้นข้อสงสัยแก่เหล่าคนที่กำลังสืบหาการหายตัวไปของอวิ๋นจื่อลู่อีกทั้งทางฟางเยว่ฉีก็คล้ายต้องการสืบเรื่องของบุรุษผู้นี้อย่างเป็นจริงเป็นจังมาบ้างแล้วชื่อเสียงนี้จึงอาจเป็นตัวที่นำพาอันตรายมาสู่ชายหนุ่ม แต่ที่มันยังพอสบายใจได้คือมันเป็นหนึ่งในคนของสำนักมือปราบแล้ว ผู้ใดจะคิดทำอะไรมันอย่างน้อยก็ต้องผ่านการไตร่ตรองถึงผลที่จะตามมาไม่สามารถที่จะฆ่าก็ฆ่าดั่งตอนที่เป็นคนเร่ร่อนได้อีก
อวิ๋นเซ่อผู้ที่กำลังตกเป็นที่สนใจของผู้คนตอนนี้ชายหนุ่มกำลังนั่งคุกเข่าท่ามกลางสายฝนบริเวณตรงหน้าหลุมศพของอวิ๋นจื่อลู่คนนั่งจ้องมองแผ่นป้ายศิลาหน้าหลุมศพนาง พร้อมเอื้อมมือขวาเข้าไปคว้าจับแผ่วเบา
“เจ้ารู้หรือไม่ ปณิธานของพวกเราด่านแรกได้ลุล่วงแล้วผลสำเร็จและเป้าหมายในปณิธานที่ข้าได้รับวันนี้ส่วนหนึ่งล้วนมาจากเจ้า เป็นเพราะเจ้าถึงทำให้ข้ายืนในจุดนี้ได้…..จื่อลู่ ข้าต้องขอบใจเจ้า ขอบใจในทุกๆ เรื่อง ทั้งสิ่งที่เจ้าฝากฝังข้าจะไม่มีทางลืมเลือน"
ริมฝีปากของชายหนุ่มประทับจูบลงบนแผ่นศิลาคราหนึ่งคนก็มุ่งฝ่าสายฝนลงจากเขา พรุ่งนี้มันจะต้องไปรายงานตัวที่สำนักมือปราบ และเข้าสู่โรงฝึกมือปราบฝึกหัดใช้เวลาสามปีในการกินนอนศึกษาด้านตำราวิชาการและด้านพลังยุทธ์ในที่แห่งนั้น เพื่อก้าวสู่การเป็นมือปราบอย่างเต็มตัวหากมีผู้ใจร้อนอยากจะเดินในเส้นทางลัด มิอยากฝึกถึงสามปี พวกมันก็แค่ได้รับการคัดเลือกเป็นมือปราบติดลำดับซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่อีกว่าจะเปิดรับศิษย์สายตรงในตอนไหน บางครั้งก็อาจเป็นสองเดือนหลังจากการสอบคัดเลือกมือปราบทั่วไปหรืออาจจะหลังสองปี สามปี หรือสิบปีก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ ยากที่จะมีผู้ก้าวก่ายหรือบังคับได้หรือต่อให้เปิดเร็วก็มิใช่ว่าทุกผู้จะมีโอกาสแลวาสนาที่จะคว้าเส้นทางลัดทางนี้ได้ทุกคน
ยามเฮ่ยอานอันดึกสงัดนี้ สายพิรุณยังไม่มีท่าทีจะสงบเช่นเดียวกับผู้ผ่านการสอบและได้รับเลือกเป็นมือปราบฝึกหัดที่ยังไม่หยุดเฉลิมฉลองร่ำสุรานารีกันอย่างคึกคักที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวอันเป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แลขึ้นชื่อของเมืองหลวง
หลังจากกลับที่พักผัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพพวกมันแทบทุกคนซึ่งนำโดยต้าจงหมิงและจางอู่จี้ก็ต่างมาที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวแห่งนี้ตามที่นัดหมายอวิ๋นเซ่อมิได้นัดหมายกับใคร แต่เพราะมันอยากผ่อนคลายและดื่มสุราอาหารที่ดีเลิศบ้างซักมื้อมันจึงมาที่นี่และเลือกนั่งโต๊ะที่ไกลห่างจากผู้คน แทบจะติดผนังห้อง
จางอู่จี้เห็นอวิ๋นเซ่อมาก็คิดอยากก่อกวนแต่ยังมิทันจะได้ลุกยืนขึ้น เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก็ดังก้องไปทั้งโรงเตี๊ยม
“พวกเจ้าจงหุบปาก แล้วดื่มกินอย่างสงบมิได้หรือสร้างความรำคาญใจแก่ผู้อื่นนัก”
แววความไม่พอใจฉายชัดออกมาทางสีหน้าของจางอู่จี้และรวมถึงว่าที่เหล่ามือปราบฝึกหัดอีกนับร้อย โรงเตี๊ยมมีไว้ให้คนได้พักผ่อนดื่มกินเพื่อสร้างความสนุกเฮฮาแต่มันเป็นใครถึงได้กล้าสั่งด้วยน้ำเสียงมากบารมีกับพวกตนเช่นนั้นจางอู่จี้จึงหันขวับไปยังเจ้าของเสียงคิดวางท่าใส่มันผู้นั้น ทว่าพอได้เห็นอย่างชัดตาว่าที่โต๊ะของผู้กล่าวมีหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีซึ่งเป็นยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะจากแดนเทพอัคคีอยู่ด้วยคำพูดจึงถูกกลืนลงสู่ลำคอไป คนได้แต่เพียงครุ่นคิดในหัว
“ฟางเยว่ฉี กับฟู่หวิน พวกมันมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
ผู้กล่าววาจามิใช่ฟู่หวิน แต่เป็นบุรุษหนุ่มที่คุมบังเหียนม้าของฟางเยว่ฉีมันซึ่งศรัทธาในองค์เทพอัคคี แน่นอนว่าย่อมมิชอบเหล่ามือปราบของทางราชวงศ์หลิงเท่าใดนักยิ่งเมื่อได้เห็นท่าทีของเหล่าผู้สอบมือปราบเปลี่ยนแปลงไป มิกล้าหือ มิกล้าอือ หรือมิกล้าแม้แต่จะโต้เถียงและตำหนิตนมันก็ยิ่งได้ใจคิดว่าเพราะตนมาจากแดนเทพอัคคีที่ยิ่งใหญ่ มีสองยอดยุทธ์อยู่ด้านหลังจนไม่มีใครหน้าไหนที่จะกล้าตอแยหรือขัดข้อง มันจึงยกยิ้มเหยียดแล้วกล่าวต่อ
“สำนักมือปราบก็มิเห็นจะแน่จริงดั่งคำเล่าลือมีแต่พวกเต่าหัวหดทั้งนั้น พวกเจ้าที่มีอนาคตจะเป็นมือปราบในรุ่นต่อไปก็ดูจะอ่อนปลวกเปียกนักเห็นทีสำนักมือปราบมีแต่จะตกต่ำ"
ต้าจงหมิง จางอู่จี้ เหล่าว่าที่มือปราบฝึกหัดรวมถึงชาวบ้านผู้ที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์หลิงได้ยินเช่นนั้นก็ต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความไม่พอใจเหล่าชาวบ้านต่างรอดูท่าทีของมือปราบรุ่นใหม่ของพวกตนว่าจะทำเช่นไรเมื่อถูกหยามหน้าเช่นนี้พวกมันหลายคนรอดูท่าทีของต้าจงหมิงที่จัดได้ว่ามีฝีมือที่สุด ทั้งผ่านการสอบมาเป็นอันดับหนึ่งและถูกคาดเดาว่ามีโอกาสจะไปถึงตำแหน่งมือปราบติดลำดับ แต่ทว่าท่าทีของต้าจงหมิงก็ยังนิ่งเฉยไม่แสดงสิ่งใดราวกับยอมรับความอัปยศดั่งเต่าหัวหดตามที่เขาว่าจริงๆชาวบ้านหลายคน รวมถึงเหล่าสหายว่าที่มือปราบบางคนต่างก็ส่ายศีรษะอย่างเอือมละอาแลผิดหวังให้แก่มัน
จริงอยู่ที่บุรุษหนุ่มผู้นั้นเป็นเพียงคนคุมบังเหียนม้าแต่พลังลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาของมันก็มิอ่อนด้อย ทั้งยังจะมากกว่าจางอู่จี้ด้วยซ้ำประการสำคัญมันยังมีสองยอดยุทธ์ที่เก่งกาจอยู่เบื้องหลัง ต้าจงหมิงมันจึงมิกล้าที่จะออกไปเสี่ยงมันมิอยากมีสภาพทุลักทุเลหรือแสดงความพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้อื่น หากเป็นคนที่มันจัดการได้ป่านนี้มันคงเสนอตัวออกรับหน้าสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนไปแล้วแต่ตอนนี้มิเป็นเช่นนั้น คนจากแดนเทพอัคคีเหล่านี้หากมันเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง
ต้าจงหมิงจ้องมองฟางเยว่ฉี คิดแสดงตัวว่ารู้จักกับนางเพื่อหาโอกาสกู้หน้าให้แก่ตนในครั้งนี้แต่ฟางเยว่ฉีก็เมินมันยิ่งนัก หากนางเมินใส่มันตอนที่มันออกไปสนทนามันก็จะยิ่งมิต่างจากตัวตลกที่เป็นเต่าหัวหดให้ผู้คนหัวเราะเหยียดหยามเช่นนั้นตอนนี้มันจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบฝืนทนต่อสายตาของทุกผู้ ฝืนรับความอัปยศในจิตใจอย่างมิอาจที่จะแก้ไขได้ในตอนนี้ในใจก็ครุ่นคิดอย่างเจ็บแค้น
“รอก่อนเถอะ ไว้ข้าเป็นมือปราบติดลำดับเมื่อไหร่รอข้าฝึกวิชาจนแกร่งกล้าได้เมื่อไหร่ ข้าจะทวงเกียรติยศคืนแน่!”
บุรุษผู้คุมบังเหียนม้าเห็นท่าทีเหล่านั้นทั้งหมดก็ยิ่งนึกผยองได้ใจหัวเราะฮ่าฮ่าฮ่าดังลั่นโรงเตี๊ยม แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด
“ข้าคนขับม้า สามารถสะกดข่มมือปราบรุ่นใหม่ในปีนี้ได้นับร้อยเห็นทีคงต้องเอาไปเล่าให้สหายเลี้ยงม้าที่แดนเทพอัคคีฟังหน่อยแล้ว พรุ่งนี้ข้าต้องพานายท่านทั้งสองกลับพอดีคงจะได้เล่าเรื่องราวที่ตลกขบขันนี้เร็วหน่อย”
จางอู่จี้ที่อยู่หน้าสุดทานทนฝืนรับความอัปยศไม่ไหวสำนักมือปราบที่เกรียงไกรจะมาถูกหยามหน้าเป็นเรื่องตลกขบขันในรุ่นของพวกมันนี้หรือหากเรื่องนี่ถูกกล่าวขานไปถึงไหน พวกมันทั้งรุ่นก็คงจะขายหน้าไปถึงนั่น คงมิกล้าเดินเชิดหน้าชูตาดังเดิมได้อีกคิดดังนั้นมันก็พุ่งร่างออกไปพร้อมตะเกียบในมือ พลังลมปราณถูกถ่ายทอดส่งผ่านตะเกียบไม้คู่นั้นมิออมรั้งแต่ยังมิทันถึงตัวของบุรุษหนุ่มผู้คุมบังเหียนม้า เห็นพลังลมปราณที่เหนือกว่าตนทะลักไหลออกจากร่างของมันผู้นั้นปรากฏเงามรณะก็คล้ายครอบงำจิตใจ คนหยุดสภาวะการจู่โจมลงทันทีด้วยความขาดเขลา มนุษย์เราสิ่งที่เกรงกลัวที่สุดคือความเจ็บปวดผู้ใดก็มิอยากเจ็บปวด จางอู่จี้ก็เช่นกัน มันจึงเลือกที่จะถอยกลับดั่งคนขี้ขลาด
เมื่อเป็นเช่นนั้น บุรุษหนุ่มผู้คุมบังเหียนม้าก็ยิ่งได้ใจสีหน้าท่าทางยิ่งทอแววเหยียดหยามออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“มิคิดเลยจริงๆ ว่าสำนักมือปราบจะมีแต่คนขี้ขลาดเช่นนี้ฮ่าฮ่าฮ่า!”
มิต้องเอ่ยถึงเหล่ามือปราบฝึกหัด แม้แต่ชาวเมืองหลวงเองตอนนี้ยังโกรธแค้นเดือดดาลเป็นอย่างมากหน้าของพวกมันตอนนี้ชาด้านไปหมดแล้ว สายตาของพวกมันจึงตกไปยังต้าจงหมิงเป็นจุดเดียวคล้ายคาดคั้นให้มันแสดงตัวหรือพูดอะไรไปบ้างสายตาที่คาดคั้นเหล่านั้นสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นสุดแสนจะเอือมระอา หรือมือปราบรุ่นถัดๆไปจะเป็นเพียงมือปราบตัวตลกในสายตาของคนแดนเทพอัคคีเท่านั้น
“ต้าจงหมิง”
“คุณชายจงหมิง!”
“จงหมิง!”
มีสหายมือปราบฝึกหัดหลายคนที่เรียกขานมันให้แสดงท่าทีแต่ต้าจงหมิงก็ได้แต่ฝืนรับความอัปยศเลือกที่จะนิ่งเงียบ คล้ายดั่งต้องการบอกว่าอย่าไปถือสาเรื่องเล็กๆน้อยๆ แค่นี้ แต่ทุกผู้ต่างไม่คิดเช่นนั้น สายตาทุกผู้กำลังมองว่าต้าจงหมิงผู้มีแต่ข่าวลือแลภูมิฐานภายนอกที่ดีเลิศผู้นี้แท้จริงมันมีแต่เปลือกเท่านั้น!
บุรุษหนุ่มผู้คุมบังเหียนม้าหัวเราะลั่นที่มันต้องการก่อกวนมือปราบเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็เพราะ หนึ่งในจำนวนของคนเหล่านั้นกล้าหักหน้านายของตนหักหน้าแดนเทพอัคคี และทำร้ายม้าที่มันเลี้ยงดูฟูมฟักมาตั้งแต่ยังเล็ก การได้หักหน้าพวกมันคืนบ้างตอนนี้นับว่าสาสมใจมิน้อย
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าอดกลั้นหัวเราะไม่ไหวจริงๆเห็นทีวันนี้คงมิต้องดื่มกินสุราอาหารแล้ว”
“เจ้า!”
เสียงเจื้อยแจ้วของว่าที่มือปราบฝึกหัดที่เป็นสตรีนางหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยโทสะแม้นางจะมีฝีมือระดับกลางๆ แต่นางมิอาจรับฟังคำเหยียดหยามและฝืนรับความอัปยศได้เฉกเช่นคนอื่นๆอีกต่อไป ในใจแม้บังเกิดความกลัว แต่ความโกรธก็ได้ครอบงำไปสิ้น
นางได้พุ่งร่างฟาดฝ่ามือออก แต่บุรุษผู้นั้นเพียงเบี่ยงกายเล็กน้อยพร้อมใช้ฝ่ามือออกก็สามารถสลายการโจมตีของนางได้ แล้วจึงสอดมือโอบกอดร่างของนางไว้
“แม่นาง ท่านต้องการคู่หลับนอนหรือ ย่อมได้คืนนี้ข้าจะสนองให้อย่างสาสม ฮ่าฮ่าฮ่า”
ถุย!
สตรีว่าที่มือปราบฝึกหัดนางนั้นบ้วนน้ำลายใส่หน้าของบุรุษผู้คุมบังเหียนม้าสร้างโทสะและความเดือดดาลแก่มันยิ่ง มันจึงฟาดฝ่ามือตบหน้านางสองครั้งอย่างรวดเร็วจนใบหน้านางพลิกหันไปมาและปรากฏรอยฝ่ามือแดงก่ำที่พลวงแก้มทั้งสองข้าง
“เจ้า!”
“จะมากเกินไปแล้ว!”
ทั้งเหล่าสหายว่าที่มือปราบฝึกหัดและผู้คนเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธแค้นแต่ก็หาได้มีใครกล้าลงมือหรือกล้าเสนอหน้าออกไปช่วยนางซักคน
บุรุษผู้คุมบังเหียนม้าหัวเราะชอบใจ ทั้งมันยังกำชับข้อมือของนางไว้แน่น
“ข้าจะให้เจ้าชดใช้อย่างไรดี แม่นาง ฮ่าฮ่าฮ่า”
“ปล่อยข้า!"