แสงยังอยู่ แต่เมืองเริ่มเรียนรู้แล้วว่า
แสงยังอยู่…ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป
เช้าวันนั้น ฟรอสต์ลีนดูสงบเกินจริง
ไม่มีเสียงทะเลาะ ไม่มีคนวิ่งหนี
ตลาดเปิดครบ ร้านค้าจัดของเหมือนเดิม
แต่มีบางอย่าง “ขาดหาย” ไป
ไม่มีใครยืนจับกลุ่มนาน ไม่มีใครยืนคุยกลางถนน
เสียงหัวเราะที่เคยดัง กลายเป็นเสียงพูดสั้นๆ แล้วแยกย้าย
ทรัซเห็นทั้งหมดนั้น เพราะเขายืนอยู่ในที่เดิม
จุดตัดของถนนสามสาย
ตำแหน่งที่เมื่อคืน…แสงกับเงาชนกัน
> “เมืองกำลังปรับพฤติกรรม” เรกัลป์กล่าว
“ไม่ใช่เพราะกลัวเจ้า…แต่เพราะกำลังกลัวว่าจะถูก ‘มองผิด’”
ทรัซไม่ตอบ เขากำลังมองชายคนหนึ่ง
คนงานแบกหีบไม้ ท่าทางเดินเร็วเกินไป
ก้าวผิดจังหวะเล็กน้อย
แล้วรีบหันมองรอบตัวเหมือนกลัวว่าใครจะเห็น
เมื่อไม่มีใครสนใจ ชายคนนั้นกลับรีบกว่าเดิม
“คนเริ่มกลัวสายตา” ทรัซพูด
“ไม่ใช่การกระทำ”
> “ใช่” เรกัลป์ตอบ
เสียงกระดิ่งร้านค้าแผ่วเบาดังขึ้น
หญิงวัยกลางคนเดินออกมา
ยื่นขนมปังให้เด็กส่งของ
มือของเธอสั่น ไม่ใช่เพราะกลัวเด็ก
แต่เพราะมองเห็นทรัซอยู่ไม่ไกล
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ และเขารู้ตัวทันที
ช่วงสาย
อีรินส่งคนมาหาอีกครั้ง
ไม่ใช่คนของเธอโดยตรง
แต่เป็นชายวัยรุ่นคนหนึ่ง เสื้อผ้าธรรมดา
รองเท้าสึก ดวงตาแดงเหมือนคนอดนอน
> “เขาไม่ใช่สายข่าว” เรกัลป์บอกทันที
“เขาไม่รู้ว่าตัวเองสำคัญ”
ชายคนนั้นหยุดตรงหน้าทรัซ กลืนน้ำลาย
แล้วพูดเร็วเกินไป “เมื่อคืน…มีคนตายอีก”
ทรัซขมวดคิ้ว “ที่ไหน”
“หลังโรงฟอกหนัง”
“ไม่มีเสียง ไม่มีคนเห็น”
“คนในซอย…ได้ยินแค่เสียงอะไรบางอย่างหล่น”
เสียงของหล่น? ไม่ใช่เสียงต่อสู้
ทรัซออกเดินทันที ไม่รอถามเพิ่ม
โรงฟอกหนังอยู่ลึกเข้าไป
กลิ่นเหม็นคาวติดจมูกตั้งแต่ยังไม่ถึง
พื้นที่แคบ แสงเข้าไม่ถึง
พบชายคนหนึ่งนอนตะแคง
ศีรษะกระแทกขอบหิน กะโหลกร้าว
ไม่ใช่การฆ่า ไม่ใช่การทำร้าย มันเป็น “อุบัติเหตุ”
ที่เกิดขึ้นในจังหวะที่ไม่ควรเกิด
> “เขาทำให้มันดูเหมือนเรื่องบังเอิญ” เรกัลป์กล่าว “และคนจะยอมรับมันง่ายกว่าเลือด”
ทรัซย่อตัว ใช้มือแตะพื้น
ไม่มีรอยลาก ไม่มีรอยยื้อ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้
แต่มีสิ่งหนึ่ง
จังหวะก้าวของศพ…ขาดหายไปหนึ่งช่วง
“เขาอยู่ตรงนี้” ทรัซพูด
> “ไม่ใช่เพื่อฆ่า แต่เพื่อให้คนอื่น ‘ไม่กล้าอยู่ใกล้’” เรกัลป์ตอบ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
ชายวัยกลางคนก้าวออกมาจากเงา
ไม่ใช่เสื้อคลุมสีเทา ไม่ใช่ผู้ใช้งานที่ทรัซเคยเจอ
แต่เป็นคนธรรมดาเกินไป
จนถ้าหันมองผ่าน…จะจำหน้าไม่ได้
“ข้าขอโทษ” ชายคนนั้นพูด
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเห็น”
ทรัซไม่ขยับ แต่พื้นที่รอบตัวตึงขึ้นทันที
> “ระวัง” เรกัลป์เตือน
“เขาไม่ใช่ผู้ใช้งาน…แต่เขา ‘ถูกใช้’”
ชายคนนั้นยกมือขึ้น มือเขาสั่น
“มีคนให้ข้ามาดู”
“ถ้าเห็นอะไร…ให้บอก”
“บอกใคร” ทรัซถาม
ชายคนนั้นลังเล แล้วชี้ไปทางตลาด
“คนที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าคนตายยังไง”
คำตอบนั้น อันตรายกว่าการโจมตี
เพราะมันหมายความว่า
เครือข่ายเริ่มใช้ “คนธรรมดา” เป็นตาแทน
ทรัซปล่อยให้ชายคนนั้นเดินจากไป
> “เจ้าไม่หยุดเขา” เรกัลป์กล่าว
“นั่นจะทำให้ข่าวแพร่เร็วขึ้น”
“ข้ารู้” ทรัซตอบ “และนั่นคือปัญหา”
บ่ายวันนั้น ข่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่ข่าวการตาย แต่เป็นข่าวว่า
“อย่าเข้าใกล้ที่เกิดเหตุ”
“อย่าเป็นพยาน”
“อย่าเห็น อย่าได้ยิน”
เมืองไม่ได้กลัวความรุนแรง
เมืองเริ่มกลัว “การรู้”
และนั่นคือสิ่งที่ผู้ใช้งานอีกคนต้องการ
ค่ำลง
ทรัซยืนอยู่บนหลังคา
มองเมืองที่เปิดไฟครบทุกดวง
แสงมากกว่าทุกคืน ทำให้เงาหนาแน่นกว่าเดิมตามความเข้มของแสงที่สาดส่อง
> “เขากำลังเปลี่ยนสนามของเจ้า” เรกัลป์กล่าว
“จากถนน…เป็นจิตใจ”
ทรัซกำมือแน่น “งั้นข้าจะเปลี่ยนอีกครั้ง”
“จากแสง…เป็นเสียง”
> “เสียงอะไร” เรกัลป์ถาม
ทรัซมองลงไปยังตลาด ที่ผู้คนพูดเบาลงเรื่อยๆ
“เสียงที่เขาไม่อยากให้ใครได้ยิน”
“ก่อนที่ทั้งเมืองจะเงียบไปเอง”
และในเวลาเดียวกัน ไกลออกไป
ผู้ใช้งานในเสื้อคลุมสีเทาหม่น
วางเครื่องหมายใหม่ลงบนบันทึก
ไม่ใช่ชื่อ ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นคำเดียว “พยาน”
เขายิ้ม ไม่ใช่เพราะได้เปรียบ แต่เพราะเกม
เพิ่งเข้าสู่ช่วงที่ ต้องมีคน “หายไปจริงๆ