“สวัสดีค่ะ ตอนนี้พวกเรามาอยู่กันที่ชายทะเลทางภาคตะวันออกของเมืองA สถานที่ซึ่ง จักรพรรดินีโอสถ หรือปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนได้ร่วมกันกับหมอเทวดาในการเปิดคลินิกรักษาพยาบาลขึ้นมาค่ะ”
บริเวณชายทะเลมีนักข่าวหลายกลุ่มหลายสถานีกำลังรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนเช้าของวันนี้ให้ผู้ชมที่เกาะติดอยู่หน้าจอทางบ้านฟัง
พวกเขาถ่ายทอดทิวทัศน์ของชายหาดและจำนวนผู้คนมากมายที่กำลังเดินทางมายังคลินิกแห่งนี้กันอย่างเนืองแน่น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชื่อเสียงของหมอเทวดา จักรพรรดินีโอสถ หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่างที่มันส่งผลกระทบให้เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจขนาดนี้
โดยเฉพาะทางด้านหลังนั้น พวกเขาเห็นรถราคาแพงกำลังจอดเพื่อดูท่าทีอยู่ไกลๆหลายคัน ดูท่าว่าจะไม่ใช่แค่เหล่าผู้ฝึกตนจะสนใจแต่คนธรรมดาเองก็เช่นกัน
เรื่องเจ็บป่วยนั้นไม่ว่าใครก็ต้องเคยประสบสักครั้งในชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าอาการเหล่านั้นมันร้ายแรงขนาดไหน ถ้าเป็นแค่หวัดเล็กๆสองสามวันก็หาย แต่ถ้าเป็นโรคที่รักษาได้ยากขึ้นมาบางครั้งแค่จะหาสถานที่ซึ่งจะยอมรับการรักษาเหล่านั้นยังแทบจะไม่มี
โรคร้ายเองก็ไม่ได้เลือกคนรวยหรือจน ถ้าเป็นคนที่พอมีเงินและได้ยินว่ามีหมอที่เก่งมากๆที่อาจจะรักษาให้ตนเองหายดีได้บางครั้งการจ่ายเงินเป็นร้อยล้านก็คุ้มค่า
ดังนั้นจึงมีเหล่าผู้มีอำนาจและฐานะจำนวนหนึ่งที่ไม่ว่าจะตนเองหรือคนในครอบครัวกำลังประสบปัญหาอยู่ส่งคนมาดูลาดเลาและความน่าเชื่อถือของคลินิกเปิดใหม่ที่เรียกเก็บเงินแสนแพงนี้
“ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเก้าโมง...คลินิกแห่งนี้กำลังจะเปิดทำการขึ้นเป็นวันแรกแล้วค่ะ”
ผู้สื่อข่าวนำตากล้องไปหยุดอยู่ใกล้เคียงกับบริเวณทางเข้าที่ยังปิดประตูไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป มีหลายคนที่มายืนรอเริ่มแสดงสีหน้าหงุดหงิด พวกเขาหลายคนที่กล้ามาในวันนี้แปลว่าต้องเป็นคนที่มีฐานะระดับหนึ่ง ซ฿งปกติแล้วไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
“เมื่อไรที่นี่จะเปิดกัน?”
ชายร่างอ้วนคนหนึ่งบ่นด้วยความไม่พอใจ ด้านข้างของเขามีชายหนุ่มในชุดพ่อบ้านหันมาถามเขาด้วยความหวังดี
“นายน้อยจะไปรอในรถก่อนไหมครับ?”
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือหว่างคิ้วที่ขมวดกันแน่น ชายร่างอ้วนหายใจฟึดฟัดแล้วพูดออกมาเสียงดัง
“ฉันจะเข้าไป! คิดว่าคลินิกที่เปิดที่บ้านนอกแบบนี้มีอะไรดีกัน!?”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินตรงไปยังหน้าประตู แต่กลับถูกเด็กน้อยคนหนึ่งเดินมาขวางทางเอาไว้ด้วยสายตานิ่งสงบ
“ขออภัยด้วยค่ะ...แต่เรายังไม่เปิด กรุณารออีกสิบนาทีนะคะ”
เป็นฮุ่ยเอ๋อนั่นเองที่เป็นคนพูด เด็กน้อยตอนนี้อยู่ในชุดสีขาวเรียบร้อยน่ารัก ศิษย์ตัวน้อยทั้งสามคนของไป่ฟานเซียนถูกใช้ให้เป็นลูกมือในเวลาว่างเพื่อที่จะหาประสบการณ์ และอู๋เจี่ยเองก็ไม่ว่าอะไรทั้งยังดูจะยินดีสั่งสอนความรู้ของตนเองให้เสียด้วยซ้ำ
ตอนนี้ฮุ่ยเอ๋อถูกใช้ให้มากันคนที่จะเข้ามาเอาไว้ก่อน ซึ่งเด็กน้อยก็กำลังทำตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมาเป็นอย่างดี ดังนั้นเธอจึงรู้สึกไม่ชอบใจเล็กน้อยที่จะมีคนบุกเข้ามาแบบนี้
นี่เป็นงานแรกของเธอในวันนี้ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากให้มันล้มเหลวและทำออกมาให้ดีที่สุด
“นั่นใช่ฮุ่ยเอ๋อรึเปล่า?”
“ที่ลงแข่งปรุงโอสถวันนั้นใช่ไหม น่าเสียดายจริงๆ ฉันเองก็ไปดูที่ห้องส่งด้วย”
“ใช่แล้ว เด็กคนนั้นเก่งมากเลยล่ะ...”
มีกลุ่มคนสี่ห้าคนที่เห็นหน้าเด็กน้อยแล้วก็จำได้ พวกเขาพูดคุยซุบซิบกันอยู่ด้านข้าง ส่วนทางเจ้าตัวที่กำลังโดนชมนั้นแอบเขินจนหน้าเปลี่ยนเป้นสีชมพู ฮุ่ยเอ๋อไม่นึกว่าจะมีใครจดจำเธอได้ด้วย
“จะเป็นใครฉันก็ไม่สน! รีบๆเปิดให้ฉันเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
“นายน้อยครับ...ท่านประธานบอกว่าอย่าก่อเรื่องเด็ดขาด...” พ่อบ้านหนุ่มที่มาด้วยกันพยายามเข้าไปห้ามด้วยสีหน้าลำบากใจ แต่ก็ถูกนายน้อยของตัวเองตะคอกใส่ขึ้นมา
“...รบกวนหยุดทำเสียงดังด้วยค่ะ”
ฮุ่ยเอ๋อเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นเยือกเย็นเหมือนเดิม เพราะสถานการณ์ตรงหน้ามันเริ่มจะเป็นจุดสนใจแล้ว เธอสามารถมองเห็นเจ้าแดงน้อยที่ลืมตามองลงมาจากระเบียงชั้นสอง รวมถึงหวงจื่อหานที่อยู่ด้านในกำลังจะออกมาดู
เธอไม่อยากจะรบกวนคนอื่นนี่เป้นหน้าที่ของเธอ
เด็กหญิงตัวน้อยที่มีขนาดตัวสูงแค่ครึ่งตัวของชายร่างอ้วนจึงขยับมายืนอยู่ต่อหน้าเขาแล้วพูดอย่างไม่เกรงกลัว ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดแผ่ออกมาจากร่างกายเล็กๆนั่น
“นายหญิงให้สิทธิพวกเราในการดูแลคนที่มาสร้างความวุ่นวายอย่างเต็มที่...ถ้ายังไม่หยุดจะทำการไล่ออกไปแล้วนะคะ?”
คำพูดของเด็กน้อยเรียกความสนจากคนรอบข้างได้ทันที ดูอย่างไรเด็กคนนี้ก็อายุน่าจะประมาณแค่เจ็ดถึงแปดขวบ แต่กลับมีคำพูดและท่าทางโตเกินวัยเหมือนอย่างผู้ใหญ่
“เด็กคนนั้นจะเป็นอะไรไหมนะ?”
“ไม่น่าเป็นอะไร ที่นี่เป็นอาณาเขตของจักรพรรดินีโอสถนะ”
“แต่เด็กนั่นจะกล้าเกินไปหรือเปล่า? ดูจากขนาดตัวแล้วแค่ถูกเจ้าอ้วนนั่นตบทีเดียวก็ลุกไม่ขึ้นแล้วนะ?”
ประชาชนที่มามุงดูกำลังพูดคุยกันอย่างสนใจ และในหมู่พวกเขาก็เริ่มมีคนที่ไม่พอใจชายอ้วนคนนั้นและกำลังจะก้าวเท้าออกมา
“เฮอะ! เด็กแบบแกจะทำอะไรได้...อ๊อก!?”
ชายอ้วนคนนั้นส่งเสียงและแสดงท่าทีเยาะเย้ย เข้าก้าวเท้าเข้ามาเป็นการท้าทายโดยไม่สนใจ แต่ในวินาทีนั้นเขาก็รู้สึกว่าโลกของตัวเองหมุนคว้าง ร่างกายอันใหญ่โตที่หนักกว่าร้อยกิโลของตัวเองกำลังหมุนและลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนจะหล่นตุ้บลงมาบนพื้นทรายใยสภาพดูไม่ได้
ขนาดลงมานอนบนพื้นแล้วเขายังไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง
ฮุ่ยเอ๋อยังมีท่าทีเยือกเย็น เธอปัดมือของตัวเองเบาๆเมื่อจัดการกับปัญหาเรียบร้อยท่ามกลางสายตาตกใจของเหล่าผู้ฝึกตนและคนธรรมดาที่มุงดูอยู่
เพราะมันมีหลายคนที่มองตามการเคลื่อนไหวของเด็กคนนี้ไม่ทัน!
ขนาดพวกเขากว่าครึ่งที่นี่ก็เป็นผู้ฝึกตน แต่เพราะไม่ได้ตั้งใจดูให้ดีจึงไม่รู้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น พอรู้ตัวอีกทีชายอ้วนนั่นกระเด็นขั้นไปบนฟ้าแล้ว!
“อะไร!? เมื่อกี้ใครเป็นคนลงมือ?”
“ฉันก็ไม่รู้! นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
“...เจ้าอ้วนนั้น ถูกเด็กคนนั้นเหวี่ยงทิ้งไปน่ะสิ”
มีชายวัยกลางคนที่อยู่ในชุดคลุมพูดขึ้นขณะที่ลูบเคราของตัวเอง เมื่อครู่นี้เขาก็เกือบจะมองไม่ทัน แต่ด้วยพลังฝึกตนระดับจอมยุทธ์ของเขาทำให้เห็นฉากที่เด็กตัวเล็กนั่นจับแขนของชายร่างอ้วนแล้วบิดตัวเล็กน้อยก็สามารถส่งร่างที่หนักกว่าตนเองไม่รู้กี่เท่านั่นไปกองกับพื้นได้แล้ว!
เป็นการเคลื่อนไหวที่ทั้งลื่นไหลและเต็มไปด้วยหลักการเบื้องหลัง จนไม่น่าเชื่ออว่าจะมาได้เห็นจากเด็กอายุไม่กี่ปีแบบนี้!
“แก...แกต้องจัดการเด็กนั่นให้ฉัน!”
ชายอ้วนยังคงลุกขึ้นมาได้ เขายังเต็มไปด้วยความกลัวแต่ขณะเดียวกันก็หันไปสั่งให้พ่อบ้านหนุ่มของตนเองลงมือ
“แต่...นายน้อยครับ”
“แกคิดว่าฉันจ้างแกมาทำไมกัน!? ถ้าแกทำตัวไร้ประโยชน์แบบนี้ต่อไปตอนขากลับก็ไปเขียนใบลาออกให้พ่อฉันได้เลย!”
เขายังคงไม่สนใจและทำตัวไร้เหตุผล ชายคนนี้เติบโตมาด้วยการตามใจจนเกินไปจากพ่อแม่ เขาไม่เคยดูแลตัวเองและใช้เงินแก้ปัญหา จนกระทั่งอายุยี่สิบกว่าๆก็ประสบปัญหาโรคร้ายมากมายรุมเร้าจากความอ้วนเกินไปของตัวเอง
บิดาของเขาที่ได้ยินข่าวลือของไป่ฟานเซียนและให้ความสนใจเกี่ยวกับพลังของผู้ฝึกตนจึงแนะนำให้ลูกชายของตนเองมาที่คลินิกนี้ดู แม้แต่ตัวพ่อบ้านส่วนตัวของลูกชายก็ยังไปจ้างเอาผู้ฝึกตนที่มีฝีมือมาเลย
สำหรับพวกเขาเงินสิบล้านไม่ใช่จำนวนที่ต้องกังวลแม้แต่น้อย
“ผม...”
พ่อบ้านหนุ่มมีสีหน้าลังเล เขาไม่อยากจะลงไม้ลงมือกับเด็กตัวเล็กแค่นี้ แต่เขาก็พึ่งจะเข้าทำงานได้ไม่นานจึงลำบากใจถ้าจะต้องลาออกตอนนี้
ฮุ่ยเอ๋อยังคงยืนคอยอย่างสงบ เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านคนนั้นเดินออกมาสภาวะของเธอก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง มันเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและสงบนิ่ง กลิ่นอายอ่อนๆที่แผ่ออกมาจากตัวเธอสามารถทำให้ผู้ฝึกตนแถวนั้นรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัย
แปะ
ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง ก็มีมือใหญ่หยาบกร้านแตะไปที่ไหล่ของชายหนุ่มเบาๆ เขาหันกลับไปดูก็พบเข้ากับชายวัยกลางคนที่ดูทรงอำนาจคนหนึ่งส่ายหน้าเบาๆให้เขา
“พ่อหนุ่มถ้าไม่อยากจะทำก็พอเถอะ...”
“...แต่ว่า”
พ่อบ้านหนุ่มกำลังจะแย้ง แต่ชายวัยกลางคนคนนั้นก็พูดขัดขึ้นมาก่อน “ฉันประทับใจคนหนุ่มแบบเธอและเข้าใจความลำบากใจของเธอดี...สนใจมาทำงานกับฉันไหม?”
คำพูดของเขาทำให้ชายหนุ่มงงงัน เขายังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าชายคนนี้ต้องการอะไร
“นั่นมันประธานจูใช่ไหม...”
“เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ทางตะวันตก?”
“ใช่แล้ว! ประธานจูจริงๆด้วย ทำไมเขาถึงมาที่นี่ด้วยตัวเองล่ะ?”
สาเหตุที่หลายคนตกใจนั้นเป็นเพราะชายวัยกลางคนผู้นี้มีชื่อจริงคือ“จูเจินหมิง” เขาเป็นเจ้าของบริษัทและเป็นนักลงทุนในกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์จำนวนมหาศาล เขาไม่ใช่ผู้ฝึกตนและเป็นคนธรรมดา แต่ท่าทางของเขากลับเต็มไปด้วยอำนาจแบบที่ผู้นำสมควรเป็น
“แกเป็นใคร!? มายุ่งอะไรกับพ่อบ้านของฉัน!?”
ชายอ้วนยังไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่แค่การจ้องมองเดียวของชายวัยกลางคนด้านข้างจูเจินหมิงเขาก็สะดุ้งจนต้องถอยไปอย่างลนลาน
“คุณเกา ให้คนของคุณช่วยดูแลเด็กหนุ่มคนนี้ได้ไหม?”จูเจินหมิงหันไปคุยกับชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าคุณเกาคนนั้น เขาเป็นผู้ฝึกตนที่มีพลังระดับจอมยุทธ์ขั้นสูงสุดและถูกว่าจ้างในระยะยาวจากจูเจินหมิงให้มาเป็นคนคุ้มกัน
“ได้สิครับ”
เขายิ้มอย่างใจดี แล้วก็มีลูกศิษย์ของเขาคนหนึ่งมาพาตัวพ่อบ้านหนุ่มที่กำลังงุนงงกับสถานการณ์ไปตกลงเรื่องสัญญาฉบับใหม่และเรื่องที่ประธานจูยินดีจ่ายค่าฉีกสัญญาให้
ฮุ่ยเอ๋อมองเรื่องราวที่สงบลงแล้วอย่างใจเย็น สภาวะของเธอกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง คุณเกาที่แอบมองเธออยู่ขนลุกชันเบาๆ สภาวะเมื่อครู่ของเด็กน้อยต่อให้เป็นเขาเองก็ยังรู้สึกว่ายากที่จะปะทะด้วยซึ่งหน้าเด็กน้อยมองดูเวลาแล้วพบว่าถึงเวลาเก้าโมงเช้า จึงหันกลับไปจับประตูกระจกด้านหลังแล้วเปิดออกด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ยินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ กรุณารักษาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยนะคะ”
เมื่อพูดจบเธอก็หันหลังจากไป เหล่าผู้ที่มาดูนั้นหันมามองหน้ากัน ถึงพวกเขาหลายคนจะมีเงินเพียงพอสำหรับค่ารักษา แต่ก็ยังไม่ใจกล้าพอที่จะเข้าไปเป็นคนแรกเช่นกัน
ใครจะไปรู้ว่าพวกเขาจะมาเสียเงินไปเปล่าๆหรือไม่?
ประธานจูที่เห็นว่าไม่มีคนเข้าไปจึงกำลังจะก้าวเข้าไปก่อน เขาเป็นคนตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความกล้าอยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอรับเกียรติเป็นผู้ป่วยรายแรกของที่นี่ก็แล้วกัน”
เขาพูดพลางหัวเราะ แต่เมื่อฮุ่ยเอ๋อได้ยินเธอกลับหันมาหาแล้วพูดด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย
“ขออภัยด้วยค่ะ...ผู้ป่วยคนแรกของคลินิกนี้มาถึงนานแล้ว”
“เอ๋?”
จูเจินหมิงประหลาดใจ ทันใดนั้นที่หน้าประตูพลันปรากฏร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีร่างกายผอมบาง เขาอยู่ในเสื้อยืดแขนยาวสีขาวเบาสบาย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความผ่อนคลายขณะที่เดินไปหาฮุ่ยเอ๋อ
“...ขอรบกวนหน่อยนะครับ”
ชายหนุ่มพูดกับฮุ่ยเอ๋อด้วยรอยยิ้ม เขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวของเด็กน้อยที่อยู่ในชุดทางการสีขาวด้วยความเอ็นดู และฮุ่ยเอ๋อเองก็ไม่แสดงท่าทีรังเกียจเสียด้วย
จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านพลเอกแห่งกองทัพหัวหน้าหน่วยเหยี่ยวดำ หลิวเยี่ยนเฟย!