ณท้องพระโรง
ขุนนางน้อยใหญ่กำลังโต้เถียงการเื่จัดเก็บภาษีต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตนเองแต่เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีเมืองซานซีเพิ่มขึ้นเป็สิบเท่าจากปีก่อน
“กราบทูลองค์จักรพรรดินีเมืองซานซีเป็เมืองชายแดน เป็เขตทุรกันดาร กระหม่อมเห็นว่าหากเก็บภาษีเพิ่มขึ้นสิบเท่าเกรงว่าประชาชนมากมายจะเดือดร้อนพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพหลี่กลั้นใจกราบทูลยอมเสี่ยงตายเห็นแย้งกับเหล่าขุนนางที่คอยประจบสอพลอองค์จักรพรรดินีโดยไม่คำนึงถึงความสุขของไพร่ฟ้าประชาชน
“ถึงเมืองซานซีจะเป็เมืองชายแดนแต่ก็เป็เมืองหน้าด่านที่ทำการค้ากับชาวปอซือจัดเก็บภาษีเล็กน้อยเท่านี้จะเป็อะไรได้”
ใต้เท้าจื่อลู่ออกความคิดเห็นสนับสนุนพระดำริขององค์จักรพรรดินีอย่างเต็มที่เพราะเขาเป็เ้ากรมการคลังคนใหม่ที่จักรพรรดินีแต่งตั้งแทนใต้เท้าชุนซึ่งถูกปะาในรัชกาลที่แล้ว
“แต่ข้าพระองค์เห็นด้วยกับแม่ทัพหลี่ถึงแม้เมืองซานซีจะเป็เมืองหน้าด่านติดต่อค้าขายกับชาวปอซือแต่รายได้ก็ใช่ว่าจะมากมาย การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นสิบเท่าเกรงว่าจะทำให้ประชาชนลำบากจริง ๆ”
ใต้เท้าจ้านเ้ากรมอาญาเสนอความเห็นขึ้นบ้าง ั้แ่เขาทำคดีลอบวางยาพิษพระสนมฟางเหรินกุ้ยและการตายอย่างไม่เป็ธรรมของเฟิ่งอี๋ฮองเฮาก็ทำให้เขาชราภาพลงมาก คดีที่หนักที่สุด คือ ฏอ๋องเฉินฉู่เป็เหตุให้ต้องผลัดเปลี่ยนแผ่นดินทำเอาเขาผมขาวโพลนทั้งศีรษะ
“ใต้เท้าจ้านแม่ทัพหลี่ เบี้ยประจำตำแหน่งที่ท่านได้รับทุกวันนี้ก็ล้วนมาจากภาษีประชาชน หากไม่เก็บภาษีเพิ่มขึ้นไหนเลยจะมีเงินมาจ่ายเบี้ยให้ท่าน แลเหล่าขุนนางทั้งหลายได้”
ใต้เท้าหยวนรุ่ยอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย กล่าวขึ้นอย่างไม่ไว้หน้าผู้ใด เพราะถือว่าตนเป็ถึงบิดาของ อี้หลวนถง (ชายบำเรออันดับ 1) ในจักรพรรดินี
จักรพรรดินีทรงประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ัทอดสายตาคมกริบมองเบื้องล่าง แม้พระวรกายจะสงบนิ่งงามสง่า แต่ในใจนั้นทั้งวุ่นวาย ทั้งร้อนรุ่มดั่งไฟสุ่มเมื่อคืนท้องฟ้าปั่นป่วนวิปลาสทำให้นางนอนไม่ทั้งคืนรุ่งเช้าขึ้นมายังต้องมานั่งหลังแข็งรับฟังเหล่าขุนนางถกเถียงกัน ชวนให้ปวดหัวยิ่งนัก
ดังนั้นเมื่อเห็นขุนนางอีกคนกำลังจะเอ่ยวาจาขึ้นบ้าง พระนางจึงทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็สัญลักษณ์ให้เหล่าขุนนางเลิกโต้เถียงกันเมื่อขุนนางน้อยใหญ่สงบวาจา พระนางจึงตรัสเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่นชัดเจนว่า
“เรารู้ว่าทุกท่านต่างเห็นแก่ความสงบสุขของประชาชนในใต้หล้าแต่หากจะโต้เถียงกันเช่นนี้ต่อไปก็คงจะไม่ได้ข้อยุติเป็แน่ ดังนั้นเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย เราเห็นว่าควรแต่งตั้งผู้แทนพระองค์ไปตรวจสอบความจริงที่เมืองซานซีดีหรือไม่เราทุกคนจะได้รู้ว่า ความจริงแล้วควรเก็บภาษีเท่าไหร่กันแน่”
“องค์จักรพรรดินีทรงพระปรีชาเกล้ากระหม่อมเห็นด้วยเป็อย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
ใต้เท้าหยวนรุ่ย อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายรีบเสนอตัวประจบขึ้นก่อนใครหากเทียบกับสมัยก่อนนั้น ในภาษาชาวบ้านบุตรชายของเขาก็เท่ากับเป็สามีเอกของนางส่วนเขาก็มีศักดิ์เป็ถึงพ่อสามี สายสัมพันธ์เช่นนี้มีหรือที่เขาจะไม่รีบสนับสนุนอีกฝ่าย
“เช่นนั้นฝ่าาจะทรงแต่งตั้งผู้ใดเป็ผู้แทนพระองค์”
ใต้เท้าจื่อลู่เ้ากรมการคลังรีบถามขึ้น เพราะหน้าที่นี้เหมือนของร้อนที่ไม่มีผู้ใดอยากจะรับเนื่องจากฉากบังหน้ามีตำแหน่งใหญ่โตเป็ถึงผู้แทนพระองค์ แต่กลับแบกภาระไว้มากนักเพราะหากตรวจสอบว่าไม่ควรเก็บภาษีเมืองซานซีสูงถึงสิบเท่าก็เท่ากับขัดพระประสงค์แต่ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าต้องเก็บ ก็จะเป็ศัตรูกับเหล่าขุนนางส่วนใหญ่
จักรพรรดินีทรงยิ้มน้อยๆ แล้วตรัสออกมาว่า
“ผู้ที่ซื่อตรงและยุติธรรมอย่างยิ่ง ก็คงจะหนีไม่พ้นใต้เท้าจ้านแห่งกรมอาญา”
ใต้เท้าจ้านได้ยินดังนั้นถึงกับหัวใจกระตุกวูบรู้สึกถึงหยาดเหงื่อเย็นชุ่มแผ่นหลัง แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็รู้ดีแก่ใจว่าไม่อาจจะปฏิเสธหน้าที่นี้ได้จึงคุกเข่าลงแล้วเอ่ยว่า
“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ในเมื่อท่านยินดีเดินทางนับพันลี้ข้าก็จะมอบทหารรักษาพระองค์หนึ่งกองให้เดินทางไปพร้อมกับท่านด้วยเพื่อความปลอดภัย”
“เป็พระมหากรุณาพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากได้ข้อยุติแล้วองค์จักรพรรดินีก็เสด็จไปยังห้องทรงงานส่วนเหล่าขุนนางต่างแยกย้ายกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตน ในระหว่างโถงทางเดินแม่ทัพหลี่รีบสาวเท้าเข้ามาใกล้ใต้เท้าจ้านแล้วเอ่ยวาจาอย่างเดือดดาลว่า
“ท่านเห็นหรือไม่ เห็นหรือไม่ นับวันจักรพรรดินียิ่งทรงเหลวไหลไร้คุณธรรมอย่างยิ่ง แผ่นดินที่มีสตรีเป็ผู้นำสักวันต้องย่อยยับเป็แน่”
“ท่านแม่ทัพหลี่โปรดสำรวมวาจาด้วย หากผู้ใดได้ยินเข้าเกรงว่าหัวท่านจะหลุดจากบ่า”
ใต้เท้าจ้านเตือนสติขุนนางเฒ่าด้วยกันอย่างหวังดี แม้ว่าตนจะเห็นด้วยกับวาจานี้ครึ่งหนึ่งแต่ก็ไม่ควรพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
“ข้าเป็ถึงแม่ทัพกลัวตายที่ใด ทุกวันนี้ข้าก็อยู่แบบไม่ศักดิ์ศรีอยู่แล้ว”
แม่ทัพหลี่ยังคงพูดจาโผงผางไม่เลิกราใต้เท้าจ้านจึงได้แต่ส่ายหน้าอย่าจนปัญญา ได้แต่เงียบเสียง แม่ทัพหลี่จึงพูดระบายความอัดอั้นออกมาอีกว่า
“องค์จักรพรรดินีทรงบีบบังคับขุนนางที่กระด้างกระเดื่องต่อพระนางให้ออกจากตำแหน่งขุนนางซ้ำยังยึดทรัพย์สินเข้าท้องพระคลัง พี่น้องขุนนางที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้รัชกาลก่อนถูกองค์จักรพรรดินีเหยียบย่ำจนเดือดร้อนกันไปหมดแล้ว”
เขาพ่นคำพูดออกมาอย่างเกรี้ยวกราดเพราะเขาเองก็ถูกจักรพรรดินีลิดรอนอำนาจเช่นกัน
“เอ่อ...คือ....”
ใต้เท้าจ้านอ้าปากจะเอ่ยวาจาแต่แม่ทัพหลี่ชิงพูดขึ้นก่อนว่า
“มิหนำซ้ำพระนางยังมัวเมาในกามรมณ์เกินไปแล้วเลี้ยงชายบำเรอไว้นับพันคน แล้วรีดภาษีจากประชาชนมาใช้จ่ายบำเรอความสุขตนไม่เห็นแก่ความสุขของไพร่ฟ้า ไร้คุณธรรมไร้คุณธรรมสิ้นดี พระนางทรงเป็เช่นนี้ เหตุใดท่านยังทนไหว”
เมื่อได้ยินแม่ทัพหลี่เอ่ยวาจาอันตรายเช่นนี้ออกมาใต้เท้าจ้านถึงกับตื่นตระหนก รีบหยุดเท้าแล้วหันไปคุยกับแม่ทัพหลี่อย่างจริงจังว่า
“ท่านแม่ทัพหลี่โปรดระงับโทสะด้วย อย่างไรเสียพระนางก็ทรงขึ้นเป็จักรพรรดินีอย่างถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลตอนนี้ข้าก็มองไม่เห็นผู้ใดที่จะนั่งบนบัลลังก์ัได้เหมาะสมเท่ากับพระนางอีกแล้ว”
เอ่ยจบใต้เท้าจ้านก็รีบสาวเท้าจากไปโดยไวปล่อยให้แม่ทัพหลี่กระทืบเท้าไม่พอใจอยู่ด้านหลัง
...................................................................................