ลั่วจวินเดินลงจากเนินเข้าสู่ชิงเหวิน
ทางดินเบื้องล่างแคบกว่าที่เห็นจากที่สูง รอยล้อเกวียนจมตื้นอยู่บนพื้นแข็งชื้น ข้างทางมีรั้วไม้เตี้ยถูกตะไคร่กินผิวเป็่ ๆ
หมอกสีเทาขาวค้างต่ำตามแนวรั้ว กลิ่นสมุนไพรขมลอยปนควันยาจาง ๆ จากเรือนข้างทาง
ลั่วจวินไม่เร่งฝีเท้า
ตรีสารที่ตอนนี้เก็บไว้ใต้เสื้อคลุมเคยชี้มาทางนี้ เขาจึงเดินตามถนนหลักตามเส้นทางที่มันชี้
อวี้เซียวเดินเยื้องหลังไปครึ่งก้าว ตำแหน่งนั้นมองเห็นทั้งถนนที่เพิ่งผ่านมาและทางแยกข้างหน้า ส่วนเยว่หลันตามอยู่ใกล้กว่าตอนออกจากเป่ยหลัวเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยังแตะผ้าคลุมตรงแผลเป็พัก ๆ
เรือนสองข้างทางเตี้ยกว่าร้านในเป่ยหลัว ใต้ชายคามีมัดสมุนไพรแห้งห้อยเป็พวง บางมัดถูกควันยารมจนขอบใบเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลเข้ม
ลั่วจวินเดินผ่านลานตากสมุนไพรขนาดเล็ก สมุนไพรสีเหลืองซีดเรียงเป็แถวบนกระด้งไม้ กลิ่นขมเข้มขึ้นเมื่อเขาผ่านเข้าใกล้ด้านเหนือของเมือง
ตรงนั้นมีเรือนไม้เตี้ยตั้งชิดแนวป่า
ป้ายไม้หน้าร้านเก่าจนขอบแตก แต่ตัวอักษรสองคำยังอ่านได้
ร้านหลอมยา
เตาดินเผาข้างร้านมีควันขาวขุ่นลอยต่ำอยู่เหนือปากเตา ชั้นไม้ข้างเตาวางขวดดินเผา ถุงผ้าปากแคบ และจานหินแยกเป็หมวด
ลั่วจวินหยุดอยู่หน้าชานต่ำ
เขามองป้ายร้านอีกครั้ง แล้วมองแนวป่าที่อยู่ถัดหลังเรือนไปไม่ไกล
อวี้เซียวมองทางด้านข้างร้านก่อนเลื่อนสายตากลับมาที่ประตู ในขณะที่เยว่หลันกดมือบนผ้าคลุมตรงแผลครั้งหนึ่ง ก่อนปล่อยลงตามเดิม
ลั่วจวินยกม่านผ้าเก่าหน้าร้านขึ้น
กลิ่นยาในร้านหนักกว่าด้านนอกทันที
เขาก้าวเข้าไปก่อน ครู่เดียวอวี้เซียวกับเยว่หลันตามเข้ามา
ภายในร้านแคบกว่าด้านนอก
แสงเช้าจากหน้าต่างข้างผนังตกลงบนผงสมุนไพรบดบาง ๆ ชั้นไม้สองข้างวางขวดดินเผา ถุงผ้าปากแคบ และป้ายชื่อสมุนไพรเรียงเป็แถว
หลังโต๊ะไม้กลางห้องมีหญิงชราผมขาวยืนอยู่
นางถือกระด้งไม้ไผ่ใบตื้น บนนั้นมีรากยาแห้งหลายชิ้นแยกเป็กองเล็ก ๆ เสื้อคลุมสีเทาของนางมีรอยยาเก่าเกาะตามชายแขน แต่ผ้าถูกพับเข้าที่เรียบร้อย
ลั่วจวินหยุดห่างจากโต๊ะประมาณสามก้าว
อวี้เซียวเข้ามาด้านหลังเขาเล็กน้อย สายตาเลื่อนผ่านหน้าต่าง มุมเตา และประตูที่เพิ่งผ่านเข้ามา ก่อนกลับมาที่หญิงชรา
หญิงชรามองพวกเขาทีละคน
สายตาของนางไม่ได้หยุดที่เสื้อคลุมของลั่วจวินนานกว่าคนอื่น และไม่ได้เลื่อนลงหาของที่เขาเก็บไว้ใต้ผ้า
นางวางกระด้งไม้ไผ่ลงบนโต๊ะ
“เข้ามาดูข้างในก่อน”
เสียงของนางเรียบ ไม่ดัง แต่ชัด
ลั่วจวินก้าวเข้าไปอีกครึ่งก้าว
ระยะนั้นพอให้เห็นกระด้งบนโต๊ะชัดขึ้น และพอให้อวี้เซียวกับเยว่หลันเข้ามายืนพ้นม่านผ้าด้านหลัง
ลั่วจวินลดสายตาจากหญิงชราลงที่โต๊ะ
โต๊ะไม้กลางห้องเก่ากว่าสิ่งอื่นในร้าน ผิว้าถูกเช็ดจนเห็นเสี้ยนไม้เป็แนวยาว มีรอยครก รอยถ้วย และรอยมีดบาง ๆ กระจายอยู่ตรงกลาง
แต่มุมขวาของโต๊ะสะอาดผิดจากส่วนอื่น
ตรงนั้นมีร่องสามเหลี่ยมจมอยู่ในเนื้อไม้ ขนาดราวฝ่ามือ ขอบทั้งสามด้านตรงและลึกเท่ากัน ร่องสะอาดเกินกว่าจะเกิดจากการวางของหรือคมมีดพลาด
ลั่วจวินหยุดมองร่องนั้น
ขนาดและมุมของร่องตรงกับแผ่นโลหะสีเทาด้านใต้เสื้อคลุมของเขาเกินกว่าจะเป็เื่บังเอิญ
ด้านข้าง อวี้เซียวชำเลืองร่องแล้วหันกลับไปมองทางเข้า
หญิงชราจัดรากยาในกระด้งต่ออีกครั้ง ปลายนิ้วหยุดเหนือรากแห้งชิ้นหนึ่ง ก่อนนางถามขึ้น
“สิ่งใดพาพวกเ้ามาที่นี่”
เสียงของนางเรียบ แต่นางมองลั่วจวินตอนถาม
ลั่วจวินไม่ได้ตอบทันที
หากบอกว่าเดินทางผ่านมา เขายังถอยออกจากร้านนี้ได้ง่ายกว่าเดิม แต่ร่องบนโต๊ะไม่ใช่ของที่วางไว้ให้ลูกค้าทั่วไปมองเล่น
และถ้าเดินออกไปตอนนี้ เขาก็ยังต้องเดินต่อโดยไม่รู้ว่าตรีสารพาเขามาถึงชิงเหวินเพื่ออะไร
ลั่วจวินขยับนิ้วใต้เสื้อคลุม แล้วหยุดอยู่ครู่หนึ่ง
ถ้าเขาดึงตรีสารออกมา คำว่าเดินทางผ่านมา ก็ใช้ไม่ได้อีก
ลั่วจวินหายใจเข้าช้า ๆ
เขายื่นมือเข้าใต้เสื้อคลุม จับขอบตรีสาร แล้วดึงออกมา
แสงจากหน้าต่างแตะผิวโลหะสีเทาด้านในมือเขา
ลั่วจวินวางตรีสารลงในร่องสามเหลี่ยมบนโต๊ะ
ขอบทั้งสามด้านรับกับร่องพอดี เมื่อเขาปล่อยมือ ผิว้าของตรีสารเสมอกับหน้าโต๊ะ
ใต้โต๊ะมีเสียงไม้ขยับเบา ๆ
แผ่นไม้เล็กด้านข้างโต๊ะเลื่อนออกมาเป็ช่องตื้น ภายในมีกล่องไม้ใบหนึ่ง ขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อย
หญิงชราหยิบกล่องขึ้นมาวางข้างตรีสาร
“ในป่าทางเหนือ มีสมุนไพรสามอย่างที่เ้าต้องเอากลับมา”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่าป่าทางเหนือ มือที่เคยแตะผ้าคลุมตรงแผลลดลงช้า ๆ
นางเปิดฝากล่อง
ข้างในมีถุงผ้าปากแคบสามใบ มัดด้วยเชือกคนละสี ใบหนึ่งแดงคล้ำ ใบหนึ่งน้ำตาลเข้ม อีกใบเขียวซีด
“ของเทียบอยู่ในนี้”
อวี้เซียวมองกล่องไม้ แล้วจึงมองหญิงชรา
“ท่านให้คนที่เพิ่งเข้าร้านไปหาสมุนไพร เพียงเพราะช่องนั้นเปิดหรือ”
หญิงชราวางมือลงข้างกล่องไม้
“ข้าเป็เพียงเ้าของร้านยาในชิงเหวิน คนในเมืองเรียกข้าว่าแม่เฒ่าเซวีย”
นางมองช่องตื้นที่เพิ่งเลื่อนออกมาจากโต๊ะ
“หลายเดือนก่อน มีผู้าุโท่านหนึ่งมาสร้างกลไกนี้ไว้ เขาสั่งไว้ว่า หากช่องนี้เปิดออก ให้มอบของเทียบแก่คนที่เปิดมัน”
แม่เฒ่าเซวียเลื่อนกล่องไปตรงหน้าลั่วจวิน
“หาสมุนไพรแบบเดียวกันกลับมาอีกชุด แล้วเอากลับมาที่ร้านนี้”
ลั่วจวินมองถุงทั้งสามใบ
ถ้าเขารับกล่องนี้ ก็ต้องออกจากร้านและเข้าไปในป่าทางเหนือ
อวี้เซียวถามอีกครั้ง “กลับมาแล้วอย่างไรต่อ”
“ถึงตอนนั้นค่อยถาม” แม่เฒ่าเซวียกล่าว “สิ่งที่ข้าต้องบอกตอนนี้มีเท่านี้”
ลั่วจวินถอนตรีสารออกจากร่อง เก็บกลับเข้าใต้เสื้อคลุม
เขามองกล่องนิ่งอยู่
นอกหน้าต่างด้านข้าง ควันยาขาวขุ่นจากเตาข้างร้านลอยต่ำไปทางแนวป่าทางเหนือ
แม่เฒ่าเซวียเปิดถุงเชือกแดงคล้ำก่อน แล้วเทของข้างในลงบนฝากล่อง
เป็รากแห้งสั้น ๆ สีแดงคล้ำเกือบน้ำตาล ปลายรากแตกเป็สองง่าม ผิวด้านนอกย่น แต่ตรงรอยหักด้านในกลับมีสีอ่อนกว่าเล็กน้อย
นางเปิดถุงเชือกน้ำตาลเข้มต่อ
ใบแคบสามใบถูกกดแบนไว้ในนั้น ขอบใบหยักถี่ เส้นกลางใบสีซีดกว่าส่วนอื่น และเมื่อแสงจากหน้าต่างตกกระทบ ลั่วจวินเห็นผิวใบด้านหนึ่งมีเงามันบาง ๆ เหมือนเคยชื้นอยู่ก่อนแห้ง
ถุงใบสุดท้ายเชือกเขียวซีดมีดอกเล็กอยู่หนึ่งดอก
กลีบดอกหุบครึ่งหนึ่ง สีขาวอมฟ้าจาง ก้านสั้นและใสกว่าสมุนไพรแห้งทั่วไป ตรงโคนก้านมีคราบทรายละเอียดติดอยู่
แม่เฒ่าเซวียจึงวางสมุนไพรทั้งสามเรียงไว้ตรงหน้าเขา
“ซวงเกิน สุ่ยเยี่ย ซาหลิง”
นางแตะราก ใบ และดอกตามลำดับ พูดแค่นั้นแล้วเลื่อนมือออกจากกล่อง
ลั่วจวินก้มลงมองอีกครั้ง
เขาไล่สายตาจากราก ไปยังใบ และดอกเล็กบนฝากล่อง
ลั่วจวินวางปลายนิ้วข้างสมุนไพรทั้งสาม หลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วปล่อยรวบคมออกไปรอบสมุนไพรเ่าั้อย่างแ่ที่สุด
แก่นพลังที่เหลืออยู่ในของเทียบทั้งสามอ่อนมาก
ซวงเกินหนักและจมลง เหมือนปลายรากจับดินไว้แม้ถูกตัดแห้งแล้ว
สุ่ยเยี่ยเบากว่านั้น แต่เย็นกว่า แก่นบาง ๆ ของมันคล้ายหยดน้ำที่ยังไม่ยอมหลุดจากใบ
ซาหลิงจางที่สุด แทบหายไปกับกลิ่นยาในร้าน หากตรงโคนดอกยังมีเส้นแก่นละเอียดขยับอยู่สั้น ๆ เหมือนทรายที่ถูกลมแตะ
ความทรงจำเก่าจากเว่ยกู่ผ่านเข้ามาเพียงครู่เดียว
หยวนชิงเคยให้เขาแยกสมุนไพรแห้งสองชนิดที่หน้าตาเหมือนกัน แล้วรอจนเขาตอบผิดก่อนค่อยพูดว่า ของที่ตาเห็นหลอกได้ แต่แก่นที่เหลืออยู่ไม่หลอก
ลั่วจวินลืมตาขึ้น ปิดฝากล่อง แต่ยังไม่เลื่อนกล่องเข้าหาตัว
เขาหันไปหาอวี้เซียวกับเยว่หลัน
อวี้เซียวมองทางม่านหน้าร้าน ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย
“ไม่มีตัวเลือกอื่นแล้วนี่”
เยว่หลันพยักหน้าเห็นด้วย
ลั่วจวินจึงเลื่อนกล่องเข้าหาตัว
แม่เฒ่าเซวียไม่ถามซ้ำ นางเพียงดันถุงผ้าเปล่าสามใบออกมาวางข้างกล่อง
ลั่วจวินเก็บกล่องไม้กับถุงผ้าไว้ใต้เสื้อคลุม
เมื่อเขายกม่านออกจากร้าน กลิ่นยาขมด้านนอกเบาลง แต่ควันขาวจากเตาข้างร้านยังลอยต่ำไปทางป่าทางเหนือ
ป่าทางเหนืออยู่ชิดหลังร้านเกินกว่าจะเรียกว่าเดินทาง
พอพ้นชายคา กลิ่นยาจากเตาหลอมก็เบาลง ถูกกลิ่นดินชื้นและใบไม้เปียกค้างแทนที่ ทางดินแคบตัดผ่านพุ่มไม้เตี้ยไปตามแนวลาดขึ้นเล็กน้อย
อวี้เซียวเดินนำครึ่งก้าวเมื่อทางเริ่มแคบ เขามองพื้นดินก่อน แล้วค่อยกวาดสายตาไปตามพุ่มไม้ด้านหน้า
ลั่วจวินหยุดใต้ต้นไม้ที่รากโผล่พ้นดินเป็เส้นแข็ง
รากสีแดงคล้ำขึ้นแทรกอยู่หลายจุด บางรากปลายแตกเป็สองง่ามคล้ายซวงเกินในกล่อง แต่แก่นที่เหลืออยู่ด้านในเบาเกินไป
เขาไม่ได้เปิดกล่องออกมาเทียบ
ราก ใบ และดอกทั้งสามอยู่ในความจำแล้ว ทั้งสี รอยแตก และแก่นพลังที่เหลืออยู่
ลั่วจวินย่อตัวลง วางนิ้วใกล้พื้นดินโดยไม่แตะราก
รวบคมแผ่ออกไปสั้น ๆ
มีเส้นหนึ่งหนักกว่าที่เหลือ
มันจมอยู่ใต้พุ่มไม้เตี้ยทางซ้ายของทางดิน ห่างจากปลายเท้าเขาไม่ถึงสองก้าว
“ตรงนี้”
เยว่หลันมองรากที่ลั่วจวินชี้ แล้วมองกล่องไม้ใต้เสื้อคลุมของเขา
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็ต้นนี้”
“สมุนไพรแต่ละชนิดเหลือแก่นพลังไว้ไม่เหมือนกัน ถ้าเคยแตะของเทียบมาก่อน รวบคมพอจับทางได้”
เยว่หลันเงียบไปครู่หนึ่ง
“ใครสอนเ้า”
“คนที่เลี้ยงข้ามา” ลั่วจวินกล่าว “เขาให้ข้าแยกของคล้ายกันั้แ่ยังอยู่เว่ยกู่ ดูผิดได้ ดมผิดได้ แต่แก่นที่เหลืออยู่ไม่มีทางผิด”
อวี้เซียวขยับเข้ามาดูใกล้ขึ้น
ลั่วจวินแซะดินรอบโคนซวงเกินพอให้เห็นแนวราก ก่อนคีบโคนไว้แล้วดึงตามทิศที่มันฝังอยู่
ซวงเกินหลุดจากดินทั้งราก
ปลายสองง่ามยังครบ
เขาสะบัดดินออกเพียงครั้งเดียว แล้ววางมันลงในถุงผ้าเชือกแดงคล้ำ
อวี้เซียวมองรากในถุงแล้วมองทางด้านในป่า
“ชนิดต่อไปอยู่ลึกกว่าเดิมหรือ”
ลั่วจวินแตะกล่องไม้ใต้เสื้อคลุมเพียงครู่เดียว
“น่าจะลึกกว่านี้”
“ถ้าอย่างนั้นอย่าแยกกัน” อวี้เซียวกล่าว
เยว่หลันมองทางลึกเข้าไปครู่หนึ่ง แล้วก้าวตาม
ทางข้างหน้าเริ่มต่ำลง กลิ่นดินหมาดชัดขึ้น แสงเช้าถูกพุ่มไม้บังเป็่ ๆ
ลั่วจวินหยุดตรงโคนไม้ที่มีหินสีเทาสามก้อนซ้อนอยู่ข้างราก
ต้นใบแคบหลายต้นขึ้นปะปนกันใต้หิน บางต้นคล้ายสุ่ยเยี่ย แต่เส้นกลางใบเข้มเกินไป บางต้นผิวแห้งด้าน ไม่มีเงามันบาง ๆ อย่างที่เขาจำไว้
ใต้ก้อนหินด้านซ้าย มีต้นหนึ่งซ่อนอยู่ในรอยหมาดระหว่างรากไม้กับตะไคร่
ลั่วจวินกดดินข้างโคนสุ่ยเยี่ยเบา ๆ
ดินยุบลงน้อยกว่าที่ควร
รากไม่ได้ลงตรง
ถ้าดึงขึ้น โคนต้นจะขาด
เขาขยับไปด้านข้างของก้อนหิน ใช้ปลายนิ้วแซะดินตามแนวรากที่ลอดเข้าไปใต้หิน จนเห็นรากสีขาวหม่นแนบอยู่ข้างใต้
ลั่วจวินเปลี่ยนมุมมือ ไม่ดึง ไม่งัด
ครู่เดียว สุ่ยเยี่ยก็หลุดออกมาพร้อมเหง้าสมบูรณ์
เขาวางมันลงในถุงผ้าเชือกน้ำตาลเข้ม แล้วมัดปากถุง
เมื่อเงยหน้า ทางข้างหน้ายังมืดกว่าทางที่เดินผ่านมา
เหลือถุงเชือกเขียวซีด
เยว่หลันมองถุงใบนั้น แล้วมองเลยไปยังพื้นด้านหน้า
ดินตรงนั้นเข้มกว่าแถบอื่น ทั้งที่แสงเช้ายังลอดลงมาถึงพอ ๆ กัน ขอบดินรอบหย่อมนั้นกลับแห้ง เหมือนมีอะไรเพิ่งลากความเปียกผ่านไป
กลิ่นดินเปียกมีรสขมคาวจาง ๆ แทรกอยู่
ไม่ใช่กลิ่นรากยา
โคนไม้ด้านขวามีรอยถลอกตื้นหนึ่งเส้น รอยสั้น หนัก และหยุดกะทันหัน
เยว่หลันผ่อนฝีเท้าลงครึ่งจังหวะ แล้วเลี่ยงดินเข้มแถบนั้น
ลั่วจวินหยุดตาม
นางไม่ได้ห้าม ไม่ได้ชี้ให้ดู แต่หลบแม่นเกินคำว่าบังเอิญ
ลั่วจวินก้มมองพื้นอีกครั้ง
รอยถลอกไม่ได้ถูกขูดจากด้านข้าง เปลือกไม้ตรงปลายรอยถูกกดเข้าด้านใน แล้วหยุดเหมือนสิ่งที่ผ่านไปยกตัวขึ้นกลางคัน
ดินข้างรอยมีรอยกดตื้นสองจุด ห่างกันไม่เท่ากัน จุดหนึ่งลึกกว่าอีกจุด และมีคราบเปียกติดอยู่แค่ขอบล่าง
รอยนี้ไม่ใช่หมูป่า ไม่ใช่กวาง และไม่ใช่สัตว์เล็กที่วิ่งผ่านพุ่มไม้
ส่วนจะเป็อะไร เขายังตอบไม่ได้
เยว่หลันเห็นก่อนเขา
ไม่ใช่แค่เห็นรอยก่อน แต่เห็นมากพอจะรู้ว่าตรงไหนควรหลบ และตรงไหนยังพอเหยียบได้
ลั่วจวินไม่ถาม
เสียงคล้ายลำธารดังอยู่ลึกออกไปทางขวา เบามากจนแยกจากลมได้ยาก
แต่เขายังไม่เห็นลำธาร
ใต้พุ่มไม้เตี้ยริมโคนหิน มีดอกเล็กดอกหนึ่งโน้มอยู่เหนือใบแห้ง
กลีบดอกขาวอมม่วง ปลายกลีบหม่นเหมือนถูกน้ำแตะแล้วแห้งซ้ำหลายครั้ง ก้านสีเขียวซีดโค้งลงใกล้พื้น
ซาหลิง
ลั่วจวินมองดอกนั้น แล้วเลื่อนสายตากลับไปยังรอยกดบนดิน
เขาไม่เห็นตัวเ้าของรอย
แต่รอยเปียกที่ลากผ่านใต้ใบแห้งไม่ได้หยุดอยู่ตรงซาหลิง
มันเหมือนทางที่ถูกเตรียมไว้
ลั่วจวินวางเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นแห้ง
อวี้เซียวหยุดห่างออกไปหนึ่งก้าว มือแตะคันธนูแล้ว
“เก็บได้หรือไม่”
“น่าจะได้” ลั่วจวินตอบ “แต่อย่าเหยียบรอย”
“รอยของอะไร”
ลั่วจวินเงยไปทางเยว่หลัน
“ดูเหมือนนางจะรู้”
เยว่หลันมองดินเปียกอีกแถบหนึ่งซึ่งลากผ่านพุ่มไม้ไปทางเสียงที่คล้ายลำธาร
“ไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วไป”
อวี้เซียวขยับมือบนคันธนู
“ตัวอะไร”
เยว่หลันไม่ตอบ
ในใจนาง ชื่อนั้นขึ้นมาแล้ว
อิ่นเหิน
สัตว์อสูรระดับแก่นแท้ขั้นต้น แต่มันไม่ควรอยู่ที่นี่
สัตว์อสูรระดับนั้นควรอยู่ลึกกว่านี้ ไกลจากเมืองเล็กอย่างชิงเหวิน และไกลจากป่าที่คนเก็บยาของเมืองยังเข้าออกได้
ถ้านางพูดชื่อผิด คนฟังจะระวังผิดทาง
แต่ถ้านางพูดถูก สิ่งที่อยู่ตรงนี้ก็ไม่ควรเกิดขึ้นั้แ่แรก
“ข้าไม่แน่ใจ” นางกล่าว
ลั่วจวินเข้าใจความหมายนั้น
นางไม่ได้ไม่รู้
นางรู้มากพอจะไม่ยอมเดา
เขาก้มกลับไปที่ซาหลิง เลื่อนเข่าบนพื้นแห้งไปทางซ้ายตามตำแหน่งที่เยว่หลันเคยหลบไว้
ซาหลิงอยู่ในระยะเอื้อม
ดินรอบรากยุบเร็วเกินไป
ง่ายเกินไป
ลั่วจวินไม่ดึงทันที
เขาประคองก้านดอกตรง่ล่างสุด แล้วขยับตามแนวนอนช้า ๆ
เสียงคล้ายลำธารทางขวาขาดไปครึ่งจังหวะ
อวี้เซียวหันไปทางเสียงนั้น
“มีลำธารอยู่ทางนั้นหรือ”
“ไม่ใช่ลำธาร” เยว่หลันตอบทันที
อวี้เซียวกดนิ้วลงบนสายธนู
“มันเหมือนกำลังล่อ”
ลั่วจวินมองพื้นอีกครั้ง
รอยเปียกที่ลากเข้าหาโคนดอกวกกลับเป็เส้นบางมากจนเกือบกลืนไปกับเงาโคนหิน
มันทำทางไว้
“ถอยก่อนดีหรือไม่” อวี้เซียวถาม
ลั่วจวินมองถุงเชือกเขียวซีดที่ยังว่างอยู่
ถ้าถอยตอนนี้ ไม่แน่ว่าจะหาเจออีกทีเมื่อไหร่
อวี้เซียวไม่ค้าน เขาขยับเท้าไปด้านขวาครึ่งก้าว ให้คันธนูเปิดมุมกว้างขึ้น
เยว่หลันดึงมีดออกจากฝักช้า ๆ
“ถ้ามันใช่สิ่งที่ข้าคิด” นางกล่าว “เ้าควรถอย ลั่วจวิน”
เขากดนิ้วลงที่ดินข้างโคนซาหลิงอีกครั้ง
ครั้งนี้ดินไม่ยุบ
มันแข็งขึ้นในชั่วลมหายใจเดียว
พุ่มไม้ทางขวาหยุดนิ่งทั้งหมด
เสียงคล้ายลำธารเงียบลงพร้อมกัน
เยว่หลันหน้าซีดลงเล็กน้อย
ชื่อเดิมกลับขึ้นมาในใจนางอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีที่ให้ปฏิเสธแล้ว
อิ่นเหิน
ในจังหวะที่ลั่วจวินแตะโคนซาหลิง
ดินเปียกใต้มือเขาแตกออกเป็เส้นสีดำบาง ๆ สามเส้น
เส้นหนึ่งพุ่งขึ้นเข้าหาข้อมือลั่วจวิน
เส้นหนึ่งตัดข้ามพื้นไปทางข้อเท้าอวี้เซียว
อีกเส้นหนึ่งพลิกจากใต้ใบแห้งขึ้นตรงหน้าเยว่หลัน
ทั้งสามขยับพร้อมกัน