ตอนที่ยี่สิบเจ็ด Accelerator แอคเซลเลอเรเตอร์
สุดท้ายผมก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จคือ ความรักความเข้าใจ เอาใจใส่จากพ่อแม่ที่เป็นห่วงเป็นใยเรา
ซึ่งเลโอนาร์ดไม่มีเลยไม่สามารถทำได้แบบอาสึกะจบจากมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบสี่ปี
แต่บ่นในเรื่องที่ตนเองไม่มีไปก็ช่วยไม่ได้
นั่นคือความคิดของเด็ก คิดว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตเพราะเราทำตัวไม่ดี
บางครั้งเหตุการณ์นั้นเกินความควบคุมของเราและควบคุมมันไม่ได้
ไม่สิ ในความเป็นจริงในชีวิตเรื่องที่เกิดกับเราส่วนใหญ่มักจะไม่ได้มาจากเราเองด้วยซ้ำ
แต่การจะจัดการกับปัญหาที่ชีวิตโยนมาให้เรานั้นก็ต้องอาศัยตัวเราเอง
ไม่ได้เป็นคนทำให้เกิดขึ้น แต่เป็นคนที่ต้องจบมัน
ที่ควบคุมได้คือการกระทำของตัวเราที่อยู่ตรงหน้าเราเท่านั้น
เมื่อไม่มีใครป้องกันผมได้ ผมก็ต้องเลือกป้องกันตนเองเตรียมซื้อข้าวของที่จำเป็นและใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ที่สุด
เกลือโรยรอบบ้าน ต้นมิสเทิลโทปลูกรอบบ้านป้องกันภูติ โปรตีนเวย์วิตามินอื่นๆจากซุเปอร์มาร์เก็ต กระจกติดหัวมุมบ้านต่างๆเพื่อป้องกันวิญญาณและสมุนไพรต่างๆที่ป้องกันภูตผีโปรยและปลุกรอบบ้าน
และใช้เวลาสร้างปืนประกอบเองที่สามารถยิงคลื่นน้ำแข็งออกมาแช่แข็งได้เสียที
การประดิษฐ์สิ่งของนั้นเปลืองทั้งเงินและเวลาที่เสียไปล่ะนะ
แต่เรียกว่าก็เป็นเวลาที่คุ้มค่าทีเดียวที่ใช้ไปได้โดยไม่ต้องมีคนอย่างเจ้าบิฟหรือใครมาก่อกวนการใช้ความคิดของผม
ผมใช้เวลาวันที่หยุดจากโรงเรียนรวบรวมสิ่งของที่จำเป็นและจัดการตกแต่งบ้านเสียใหม่เพื่อป้องกันแวมไพร์ มนุษย์หมาป่าและอื่นๆ
รวมทั้งซื้อพวกวัตถุดิบเงินต่างๆมาเพื่อใช้ในการเล่นแร่แปรธาตุด้วย
มีคำกล่าวว่า
“เมื่อเลือกโจมตีกับป้องกัน บางทีสิ่งที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่เลือกการป้องกัน แต่คือการเลือกการโจมตี “
การป้องกันบางทีอาจจะทำได้เพียงแค่เลื่อนการทรมานของคุณให้ยาวนานขึ้นเท่าที่การป้องกันนั้นจะทนทานการโจมตีของศัตรูได้
หากเรามีการป้องกันและการรักษาตัวประมาณวูฟเวอรีนที่โดนโจมตีจนเหลือแต่กระดูกก็ประกอบร่างใหม่ได้นั้นก็ดี
แต่อาจจะกลายเป็นว่าอีกฝ่ายอาจจะหาวิธีทรมานที่คุณทำอย่างไรก็ไม่ตายได้ไปตลอดกาล เช่นปีศาจในนรกที่คิดวิธีการทรมานต่างๆนานาต่อมนุษย์ที่พวกนั้นจับเป็นทาส
บางครั้งเราก็ต้องการอาวุธที่สามารถจัดการศัตรูที่มาทำร้ายเรา
การเอาชีวิตรอดจริงๆเราไม่สามารถพึ่งได้แต่โล่อวาลอนของเซเบอร์ แต่เราต้องการเอ็กซ์คาลิเบอร์ที่จะโจมตีใส่ศัตรูที่จะฆ่าเราคือการจัดการกับอันตรายที่ดีที่สุด
มันคือการคำนวณของความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
ผมแก้ปัญหาการคำนวณผลดีผลเสียของการโจมตีและป้องกันโดยวิถีของอเมริกา
เมื่อทรัพยากรมากพอ เราสามารถเลือกได้ทั้งสองอย่าง
“ความเร่ง” accelerate การเคลื่อนไหว motion
คือสิ่งที่ผมกำหนดในมิติที่สี่ของผมแบบเดียวกับแผนที่ทางการทหารที่กำหนดให้การเคลื่อนไหวD4 มิติที่สี่ มาก่อนเวลา D5 ในมิติที่ห้า
และแหวนที่เพิ่มพลังนั้นรองรับการควบคุมความเคลื่อนไหว ความเร่งได้ดีกว่า
ทำให้ผมปวดหัวแบบที่การควบคุมของที่เป็นนามธรรมและดูเหมือนว่า”เวลา”จะโดนนับว่าเป็นนามธรรมจากการที่ผมทดลองใช้แหวนเร่งเวลาสิ่งของบางอย่างดู
การมาที่โลกนี้ผมได้เจอหลายสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่ผมคิด
กฎของเวทมนตร์ในจักรวาลนี้บางอย่างก็ดูเหมือนใช้ง่ายกว่าจักรวาลเฟทเอามากๆ
แต่หลายอย่างก็ราวกับว่ามีกฎบางวอย่างที่ผมไม่รู้ควบคุมไว้เช่นกัน
แต่ประสบการณ์ที่เรียนรู้กฎของเวทมนตร์จากการ์ตูนหรือเกมส์ ตำนานต่างๆที่มนุษย์จะคิดขึ้นมาได้ร่วมกว่ายี่สิบปีทำให้ผมค่อนข้างสรุปและทดลองได้คร่าวๆว่า
สิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นต้องอาศัยพลังที่มากกว่าการควบคุมสิ่งที่ไม่เป็นนามธรรมและเราสามารถสร้างน้ำหรือไฟในที่ไม่มีน้ำได้
แต่การสร้างลูกไฟใต้น้ำนั้นทำได้ยากลำบากกว่าการสร้างลูกไฟในพื้นที่ที่มีอากาศแห้งๆ
ซึ่งดูเหมือนเป็นสามัญสำนึก แต่หลักการทางวิทยาศาสตร์คือทดสอบในเรื่องที่แน่นอนก่อน
ในอีกเรื่องที่ไม่แน่นอนคือ
สามัญสำนึกนี่ล่ะ
ที่มันจุดไฟใต้น้ำได้ยากเพราะผมมีแนวคิดปิดกั้นตัวเองไว้เองว่ามันทำไม่ได้หรือเปล่า?
เพราะเมื่อผมทดลองกับความเร่งและจินตนาการตนเองเป็นเอคเซลเลอร์เรเตอร์จากเรื่องคัมภีร์เวทย์อินเด็ก
เมื่อเห็นสิ่งของที่แตกหักคามือผมเมื่อผมเปลี่ยนความเร่งของพวกกล่องหรือก้อนเหล็กต่างๆ
ข้าวของ กิ่งไม้ แจกัน กล่องโปรตีนเวย์
ก็แตกหักคามือผมได้อย่างง่ายดายแม้ใช้พลังเพียงน้อยนิด
ผมดูมือตนเองอย่างแทบไม่อยากเชื่อ
นี่ในที่สุดเราก็มีพลังที่เรียกว่าพลังโกงได้แล้วหรือนี่?
เนื่องจากผมไม่อยากโดนคนตอกหลาวใส่อกอีก
จึงคิดแนวทางป้องกันและโจมตีในเวลาเดียวกันขึ้นมา
การควบคุมมิติที่สี่”ความเร่ง”คือแผนการของผม
ว่าตราบใดที่ผมยังควบคุม”ความเร่ง”ได้อยู่การโจมตีทางกายภาพทุกอย่างจะไม่มีผลกับผม
แน่นอน ผมยังโดนโจมตีด้วยเวทย์มนตร์ได้แต่
ด้วยการเปลี่ยนความเร่งเพียงเล็กน้อยสะกิดเท้าที่เดียวผมก็พุ่งไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วและสลับลดความเร่งลงราวกับร่างกายค่อยๆลื่นไปตามพื้นแบบภาพสโลโมชั่น
ผมหันหน้าเข้าหาผนังนึกถึงภาพการฝึกปีนต้นไม้ของนารุโตะ
ที่ให้จักระไว้ที่เท้า
แน่นอนการรู้ความรู้จากการ์ตูนไม่ได้ทำให้ผมเก่งกาจทำได้อย่างนั้นด้วยความรวดเร็ว
แต่มันเปิดโอกาสให้ทดลองทำว่าแนวคิดต่างๆจากการ์ตูนนั้นสามารถทำได้จริงกับกฎเกณฑ์ของเวทมนตร์ในโลกนี้ไหมนั่นเอง
และยังช่วยให้ผมจินตนาการได้ง่ายขึ้นว่าผมต้องการบรรลุเป้าหมายอะไรจากการใช้เวทมนตร์ที่ว่านั้น
ซึ่งจากการทดลองหลายครั้ง บ่งบอกว่าความตั้งใจและจินตนาการถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ
ที่ทำให้คนเข้าถึงศาสตร์มืดได้ง่ายก็เพราะเหตุนี้
อย่างที่เบลลาทริกซ์บอก อยากใช้คำสาปกรีดแทงทรมานคนอื่น
เราก็ต้องรู้สึกอยากให้คนอื่นพบกับความเจ็บปวดจริงๆ
เวทมนตร์คือดาบที่ไม่มีด้ามจับ
เราเปิดเผยตัวตนของเราเพื่อใช้เวทมนตร์
เวทมนตร์ก็จะส่งผลกระทบต่อวิญญาณของเราเช่นกัน
หมายความว่าหากไม่อยากรับผลกระทบจากเวทมนตร์ ให้ใช้ปืนนยิงคนเอาจะดีกว่า
เริ่มจากรวบรวมแรงไว้ที่ฝ่าเท้า
ตึก
เท้าราวกับเหนียวหนืดติดกับกำแพง
ก้าวอีกก้าวสองขาของผมก็อยู่บนกำแพงอย่างง่ายดายและทรงตัวเอนเข้าหาผนังของโรงยิมของบ้านที่ใช้ฝึกซ้อม
การฝึกไต่ภูเขาจะฝึกกับก้อนหินก้อนเล็กๆเพื่อฝึกการจับและปีนไต่ผนังได้
ผมข้ามขั้นตอนนั้นไปและฝึกกับผนังที่ลื่นทาน้ำมันไว้เพราะเลียนแบบการฝึกพลังคลื่นมนตราในโจโจ้
เท้าที่ควรจะลื่นไหลลงกลับติดหนึบอย่างดี
นิ้วมือก็ติดกับผนังเช่นกันและค่อยๆไต่ไปแบบสไปเดอร์แมนจนถึงเพดานชั้นบน
รู้สึกว่าง่ายกว่าที่โจเซฟฝึกพลังคลื่นมนตราเพราะไม่ต้องกำหนดลมหายใจแค่จินตนาการภาพในหัวและใช้พลังน้อยกว่าที่คิด
การใช้คาถาซ่อมแซมสิ่งของหรือจุดลูกไฟยังใช้พลังงานเยอะกว่า
ไม่ต้องมีฉากในการพยายามไต่ผนัง
จากการก้าวทีละก้าวไปตามผนังรู้ตัวอีกทีผมก็เกาะผนังอยู่บนเพดานหลังหันลงสู่พื้นด้วยนิ้วมือเปล่าๆที่เดียว
ผมค่อยๆเอาขาออกจากเพดาน
วืบ
ขาออกมาอย่างง่ายดายข้างหนึ่ง
ขาอีกข้างหนึ่งก็ออกมา
วืบ
สองแขนของผมชูขึ้นติดเพดานสองข้าห้อยอยู่ด้านล่างที่ไม่มีอะไรมารองรับ
วืบ
มืออีกด้านหนึ่งห้อยลงมาเหลือแค่มือข้างหนึ่งอยู่บนเพดาน
นิ้วก้อยถอยออกมา
นิ้วนาง นิ้วกลาง
นิ้วชี้นิ้วโป้ง
ปลายนิ้วโป้งเพียงเล็กน้อยทำให้ผมติดกับเพดานเอาไว้
และปล่อยนิ้วโป้งสุดท้ายออก
ร่างกายผมไม่มีส่วนไหนติดกับเพดานและลอยอยู่กลางอากาศได้ในที่สุด เหมืนเด็กที่ค่อยๆแตะขอสระในการฝึกว่ายน้ำและค่อยๆหย่อนตัวลงในน้ำ
ในกลางอากาศที่ไม่มีที่สัมผัส
ผมค่อยๆลอยไปมาซ้ายทีขวาที
เลียนแบบท่าปลาดาวของนักกระโดดร่มที่กางแขนขาออก
หมุนไปรอบๆ
ขึ้นลง
ขึ้นลง
และได้ค้นพบว่าผมถนัดในการใช้พลังเล็กๆน้อยมากกว่า
เพราะการเคลื่อนไหวอย่างละเอียดของผมสามารถกระทำได้ทันทีอย่างการควบคุมเว็กเตอร์แบบเอกเซลเลอร์เรเตอร์หรือการไต่ผนังแบบสไปเดอร์แมนหรือการค่อยๆลอยตัวกลางอากาศ
แต่การเคลื่อนไหวกลางอากาศด้วยความรวดเร็วนี่สิ
หนักแรงของผมกว่าเดิมมาก
ร่างกายของผมค่อยๆหย่อนถึงพื้นพุงแตะพื้นอย่างนิ่มนวล
ค่อยๆลอยสูงขึ้นจนหลังแตะเพดาน
ลอยไปข้างหน้าลอยมาข้างหลังซ้ายขวา
แตะเพดานข้างหนึ่งของห้องฝึกซ้อมไปอีกข้างหนึ่ง
สามารถทำได้ทุกอย่างที่ต้องการตั้งเป้าหมายอยากทำได้ในวันนี้แม้ไม่ต้องใช้แหวนด้วยซ้ำ
แต่ ความเร็วที่ได้ ได้แค่ประมาณคนค่อยๆเดินช้าๆเท่านั้นเอง
แต่แม้กระทั่งความผิดหวังก็ไม่สามารถหยุดความดีใจที่ผมสามารถลอยบนท้องฟ้าได้แบบซูเปอร์แมน
“ฮาฮาฮา ข้าคือพระเจ้าของโลกใหม่”
ผมเผลอตะโกนออกไป
“อ้ออย่างนั้นเองหรือ”
เฮ้ย แอนนากับวิลโล่เข้ามาในบ้านผมได้ไง
และผมก็นึกได้ว่า ผมเอาเกลือไปโรยรอบบ้าน
เอาต้นมิสเทิลโทมาปลูกสี่ด้าน
สลักรูปสัญลักษณ์เทพเจ้าเฮสเทียในเตาผิงและวางกระจกป้องกันไว้ตามช่องต่างๆ
มีไว้เพื่อป้องกันภูต มนุษย์หมาป่า แวมไพร์ ผี สิ่งเหนือธรรมชาติ
แต่ระบบที่ผมวางไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ได้ป้องกันมนุษย์
ฮืม เราผิดพลาดแบบตัวร้ายเลยแฮะที่ดูถูกมนุษย์ธรรมดา