ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 6 บทที่ 162 ตระกูลซูเทียบเคียงตระกูลเซียนรึ ฮูหยินเราเข้าหอกันเสียก่อนเถิด

            ด้วยพละกำลังของซูฉางเซิง การข้ามผ่านหลายดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ

            เขากุมมือเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนไว้ดวงดาวรายล้อมอยู่ด้านหลัง เบื้องล่างมีเสียงกู่ร้องยินดีจากสรรพสิ่งแสงเซียนสาดส่อง ระยะทางมายังตระกูลซูใกล้เข้ามาทุกที

            ตระกูลซูสั่นสะเทือน

            เหล่าผู้อาวุโสผู้แข็งแกร่งของตระกูลซู รวมถึงบรรดาฮูหยินของเหล่าบรรพบุรุษต่างก็ตื่นตกใจ

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลซู แต่ละคนต่างตื่นเต้นอย่างยิ่งความคลั่งไคล้ในดวงตาไม่อาจปกปิดได้

            บรรพบุรุษของพวกเขาได้กลับมาจากการปราบปรามถ้ำปิศาจแล้วสังหารอมตะขั้นสุดยอดแห่งความมืดมิด ไร้ผู้ใดเทียบได้ต่อสู้กับกึ่งราชันเซียนอมตะและได้รับชัยชนะ

            นี่มันช่างน่าสะพรึงกลัวและน่าเหลือเชื่อเพียงใด!

            แสงเทพนับล้านสายพันพลังปราณพลุ่งพล่านกำลังโห่ร้องยินดี ต้อนรับการเสด็จลงมาของบรรพบุรุษ

            แสงมงคลของตระกูลซูแผ่ปกคลุมทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนตุ้น การประกาศการกลับมาของบรรพบุรุษอันทรงพลังอย่างยิ่ง

            ไม่เพียงแต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนตุ้นเท่านั้นกระทั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ในแดนสวรรค์ฉางเซิงก็มองเห็นภาพนี้จากระยะไกล

            “ตระกูลซูยังคงเป็นเพียงตระกูลจักรพรรดิธรรมดาอยู่อีกรึ”

            “เกรงว่าคงจะเทียบเคียงกับตระกูลเซียนแล้วกระมัง!”

            “มีจักรพรรดิมากมายถึงเพียงนี้ และยังมีผู้ดำรงอยู่อันน่าสะพรึงกลัวที่เทียบได้กับกึ่งราชันเซียนอมตะ!”

            “จักรพรรดิสวรรค์ฉางเซิงผู้นี้ช่างเจ้าชู้นัก!”

            เหล่าผู้แข็งแกร่งจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างพูดคุยกันอย่างลับๆต่างก็ตื่นตะลึงและชื่นชมความแข็งแกร่งของตระกูลซู

            เหล่าสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดาแต่ละนางมีดวงตางามเปล่งประกาย มีทั้งสวมใส่ชุดหลากสี แสงเซียนรายล้อมเหล่าธิดาศักดิ์สิทธิ์เจิดจรัสและงดงามถึงขีดสุด เซียนอมตะ  สาวงามผู้เย่อหยิ่งรอคอยการกลับมาของผู้ใดคนหนึ่ง

            พวกนางล้วนเปล่งประกายเสน่ห์อันน่าทึ่งเต็มไปด้วยการล่อลวง น่าพิศวงจนไม่อาจละสายตาได้โดยง่าย

            หากมีผู้ใดปรากฏตัวขึ้นในโลกนี้ก็จะทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายต้องตะลึง

            ทว่าในตระกูลซู กลับมีพวกนางปรากฏตัวเป็นกลุ่ม

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่อยู่แถวหน้าพวกนางงดงามเหนือผู้ใดในสวรรค์

            น่าเสียดายที่พวกนางล้วนกลายเป็นสตรีของเขาไปแล้วความงดงามทั้งหมดล้วนผูกพันกับผู้ใดคนหนึ่งเท่านั้น ช่างน่าเสียดายและน่าเศร้าใจ

            วิถีแห่งเต๋าแผ่ซ่านแสงศักดิ์สิทธิ์โปรยปราย ซูฉางเซิงกุมมือน้อยๆ ของเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนลงมาที่นี่

            เมื่อมองไปยังพี่หญิงแต่ละคนที่ล้วนมีรูปร่างหน้าตางดงามถึงขีดสุดแม้ว่าเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนจะเตรียมใจมาแล้ว ทว่าก็ยังคงรู้สึกประหม่า

            ซูฉางเซิงตบมือน้อยของนางเบาๆ ปลอบประโลม

            กู้ชิงเกอเบ้ปากเมื่อเห็นว่าสามีของตนนำเซียนธิดามาอีกนางหนึ่ง นางก็เริ่มชินเสียแล้ว

            ค่อยๆเดินเข้ามา จัดเสื้อผ้าให้สามีด้วยความอ่อนโยน พร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

            “ถูกใจท่านแล้วสินะ!”

            ซูฉางเซิงคว้ามือเรียวสวยของนางไว้พลางหยอกเย้า

            “ฮูหยิน นี่เจ้ากำลังหึงข้ารึ”

            กู้ชิงเกอไม่หลงกล หยิกเนื้อนุ่มตรงเอวของซูฉางเซิง ทำให้เขาต้องร้องออกมา

            สตรีที่อยู่ด้านหลังต่างยิ้มเล็กน้อยมองหน้ากัน ก่อนจะกรูเข้ามา

            “ท่านพี่!”

            เสียงหวานล้ำทำให้ซูฉางเซิงล่องลอยเมื่อถูกสตรีทั้งหลายรายล้อมเขาจึงจูงมือเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนเข้าไปในตระกูลซู

            ภาพนี้ทำให้ทุกคนในตระกูลซูต่างก็ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา

            แสงเทพสาดส่องพลังเซียนพลุ่งพล่าน ในสถานที่เฉพาะของบรรพบุรุษแห่งตระกูลซู หญิงสาวแสนงามต่างรายล้อม

            “ท่านพี่!”

            เมื่อเห็นซูฉางเซิง อวี่ซินก็มีสีหน้าไม่พอใจกล่าวออกมาว่า

            “ข้ายังไม่อาจควบคุมพลังได้คืนนี้ท่านจะอยู่กับน้องหญิงเซียนธิดาผู้นี้หรือเจ้าคะ”

            ดวงตาของนางเปล่งประกายความอ่อนโยนชวนให้หลงใหล ผู้ใดเห็นก็อยากจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว

            กู้ชิงเกอทำสีหน้าไม่ดีใส่ซูฉางเซิง กล่าวอย่างเย็นชาว่า“หนี้ที่เจ้าก่อ เจ้าก็ต้องไปสะสางเอง”

            ซูฉางเซิงรู้สึกปวดหัว เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนก็มีใบหน้าแดงปลั่งเต็มไปด้วยความเขินอาย

            อวี่ซินได้กลับคืนมาซึ่งพลังส่วนหนึ่งแล้วและบรรลุระดับจักรพรรดิแล้ว พลังปราณทั่วร่างมั่นคงจะบอกว่าควบคุมพลังไม่ได้ได้อย่างไร

            นี่มันเห็นได้ชัดว่านางกำลังหึง!

            “แปะ!”

            ฝ่ามือตบลงบนบั้นท้ายกลมกลึงอวี่ซินหน้าแดงก่ำ แลบลิ้น ก่อนจะเห็นว่าซูฉางเซิงกำลังจะตามมา

            จึงรีบปกป้องบั้นท้ายของตนเองและวิ่งหนีไป

            “ท่านพี่ภายนอกช่างสง่างามยิ่งนักพวกพี่หญิงน้องหญิงล้วนเป็นห่วงเจ้ากัน!”

            “ไม่คิดเลยว่าจะยังไปพัวพันกับเซียนธิดาและพากลับมาจนได้!”

            กู้ชิงเกอดึงเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนเข้ามาปลอบประโลมพลางกล่าวหยอกล้อกับซูฉางเซิง

            เมื่อมองไปยังใบหน้างามเย็นชาของกู้ชิงเกอซูฉางเซิงก็โอบร่างของนางไว้ก่อนจะลงโทษเล็กน้อย พร้อมทั้งหัวเราะเบาๆ

            “ฮูหยิน ท่านหึงจนน้ำลายหกแล้ว!”

            กู้ชิงเกอถลึงตาใส่เขาก่อนจะดึงเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนออกไปไม่เปิดโอกาสให้ซูฉางเซิงเข้าใกล้อีก

            บรรดาฮูหยินต่างก็หึงหวง ซูฉางเซิงตอนนี้ก็จนปัญญาแต่กลับมองเห็นกู้อู๋ซวงที่อยู่คนเดียว ดวงตาของเขาก็เป็นประกายพร้อมทั้งหัวเราะออกมา

            “ฮูหยิน คิดถึงข้าหรือไม่”

            ภายในห้อง กู้อู๋ซวงซบลงบนอกของซูฉางเซิงอย่างเขินอายพวกเขาได้รักใคร่กันมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ทำให้นางเป็นตายทั้งเป็นนางย่อมรักเขาหมดหัวใจ

            ดวงตาคู่งามของนางฉ่ำไปด้วยความรักลมหายใจหอบกระเส่า นางกล่าวอย่างออดอ้อน

            “ท่านพี่พักผ่อนเถิด”

            …

            แสงเซียนกะพริบพราย การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ได้ปะทุขึ้นหลังจากนั้นหนึ่งวัน ซูฉางเซิงที่เทียบได้กับกึ่งราชันเซียนอมตะก็ค่อยๆ พ่ายแพ้ลง

            กู้อู๋ซวงมีสีหน้าเปล่งปลั่งนางคิดว่าตนเองนั้นเอาชนะบุรุษผู้นี้ได้แล้ว

            ซูฉางเซิงมาหาเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียน ผู้มีสีสันงดงามใกล้เคียงกับสีม่วงทองเขาจูงมือน้อยของนาง พลางมองดูดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ขึ้นพร้อมทั้งกล่าวด้วยความจริงใจ

            “เราแต่งงานกันดีหรือไม่”

            เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนก้มหน้าลงด้วยความเขินอายเมื่อเผชิญหน้ากับคำพูดที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางก็ไม่อาจปฏิเสธคำขอใดๆ ของบุรุษผู้นี้ได้อีกต่อไป

            ในช่วงเวลาที่เขาช่วยนางออกมาจากถ้ำปิศาจอันไร้ขอบเขตนั้นในใจของนางก็ไม่มีที่ว่างเหลือให้บุรุษอื่นอีกแล้ว นางจึงค่อยๆซบลงบนไหล่ของซูฉางเซิง

            พร้อมกับพยักหน้า

            ซูฉางเซิงหัวเราะอย่างดีใจก่อนจะอุ้มนางขึ้น

            “ฮูหยิน เราเข้าหอกันเสียก่อนเถิด!”

            “คนไม่ดี!”

            เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนตบเขาเบาๆ ในชั่วพริบตาความงามของนางหาใดเทียบได้ก่อนที่นางจะอุทานและถูกอุ้มเข้าไปในห้อง

            แต่ชีวิตมักไม่จีรัง เหล่าสตรีต่างก็ค้อนให้ใบหน้าค่อยๆ แดงก่ำ

            ซูฉางเซิงจัดพิธีวิวาห์เหล่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างก็เริ่มชินชา เมื่อได้เห็นความแข็งแกร่งของซูฉางเซิง

            ไม่กล้าประมาทเหล่าเผ่าจักรพรรดิที่แข็งแกร่งมากมายต่างก็เดินทางมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันห่างไกลเพียงเพื่อจะมาพบกับผู้ดำรงอยู่ที่เป็นตำนานผู้นี้

            ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ซูฉางเซิงก็ให้ความสนใจกับอวี่ซินเป็นพิเศษแต่ละครั้งก็จะยืดเยื้อไปนาน เมื่อเห็นว่านางอ้อนวอนด้วยความเหนื่อยล้าเขาจึงปล่อยนางไป

            เขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องวิถีแห่งเต๋ากับเหล่าสตรีเผยแผ่ความรักและเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตจมดิ่งอยู่ในความอ่อนโยนอย่างไม่อาจถอนตัวได้

            กาลเวลาผ่านไปอย่างเงียบๆ ใกล้ถึงเวลาการสืบทอดของสำนักแห่งความโกลาหลยิ่งขึ้น

            ด้วยคำเตือนของเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนซูฉางเซิงจึงไม่ลืมเรื่องนี้

            “ท่านพี่สำนักแห่งความโกลาหลนั้นเกี่ยวข้องกับการสืบทอดของพญาปักษากรงเล็บเพลิง อย่าได้ประมาท!”

            ซูฉางเซิงที่นอนหนุนตักของกู้ชิงเกอจึงลุกขึ้นและปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น

            “เกือบจะลืมไปแล้วขอบคุณฮูหยินที่เตือน!”

            เขารับปากกับผู้สูงสุดของสำนักแห่งความโกลาหลว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะนำชนรุ่นหลังของตระกูลซูเข้าร่วม

            “พญาปักษากรงเล็บเพลิงโบยบินไปทั่วโลกแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนมีตำนานเล่าขานถึงมันวิญญาณแท้จริงเช่นนี้เป็นหนึ่งในสิบสัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณทั้งยังเคยต่อสู้กับราชันเซียนอมตะมาก่อน!”

            “โอกาสเช่นนี้ท่านพี่จะปล่อยไปไม่ได้!”

            ซูฉางเซิงพยักหน้า

            ชนรุ่นหลังของตระกูลซูแข็งแกร่งภายใต้การบ่มเพาะทรัพยากรมากมาย พวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเผ่าจักรพรรดิอื่นใดเขาจึงไม่กังวลในเรื่องนี้

            ถือโอกาสนี้ฝึกฝนพวกเขาเสียหน่อยตอนที่ตนยังเยาว์วัย แม้จะมีเพียงร่างของคนธรรมดาเขาก็กล้าที่จะต่อสู้กับอัจฉริยะของเผ่าพันธุ์ต่างๆ และนำพาตระกูลให้ก้าวไปสู่เส้นทางอันรุ่งโรจน์ได้

            เขาจึงไม่ต้องการให้รุ่นหลังในตระกูลกลายเป็นเพียงดอกไม้ที่งดงามที่รู้แต่เพียงการฝึกฝนเท่านั้น

            เมื่อถึงเวลานั้นมีเพียงพลังปราณ ทว่ากลับถูกผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงฉีกทึ้งได้ในพริบตา

            นี่คือเหตุผลที่เขาปล่อยให้กู้ชิงเกอฝึกฝนซูฉางเกออย่างเข้มงวด

            ส่วนเรื่องการสืบทอดของพญาปักษากรงเล็บเพลิงเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนเคยกล่าวถึงเรื่องนี้กับเขามาก่อนแล้วดังนั้นเขาจึงทราบเรื่องนี้มาบ้าง

            เพียงแต่ว่าชนรุ่นหลังในตระกูลมีมากมายและล้วนโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงต้องใคร่ครวญให้ดีจะเข้าข้างผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน