Pioneer Era

    ตอนที่ 118 ประกาศสงคราม [บทที่ 12 ทลายกำแพง]

    บทที่ 12 ทลายกำแพง 

    ตอนที่ 118 ประกาศสงคราม



    วันที่ 35 เอนมูว์ทัวร์ เวลาใกล้เที่ยงวัน

    ณ อานบรรทุกบนหลัง เกล-อาบอก

    ไพไรต์ กำลังใช้ช่วงเวลาที่เดินทาง อธิบายแผนการของตัวเองที่คิดเอาไว้ให้แฟตฟัง

    ในใจของเขานั้นกำลังเต็มไปด้วยความปิติยินดี เพราะคิดว่าแผนการของเขากำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกที่ควร

    แต่ทว่า---



    ***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]

    “ไม่รับข้อเสนอค่ะ ฉันไม่เห็นด้วยกับแผนการนั้น”

    แฟต บุคคลที่ผมอยากจะปั้นแต่งให้กลายเป็นราชินีของเผ่าอสูรกาย กำลังปฏิเสธแผนการทุกอย่างของผมด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด

    “ตะ… แต่ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ แล้วพวกเราจะหยุดสงคราม… หยุดความตายได้ยังไง!? ”

    “ถ้าอยากหยุด คุณไพไรต์ต้องหาทางอื่นที่ไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากพวกฉันค่ะ ถามหน่อยว่าถ้ามีคนมาบอกให้คุณล้มมวย คุณจะยอมหรือคะ? ”

    “ถ้ามันเกี่ยวกับความเป็นความตาย---”

    “แล้วจะทราบได้ยังไงว่าอีกฝ่ายจะทำตามที่สัญญาคะ? แล้วจะทราบได้ยังไงว่าจะไม่มีมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องคะ? อย่างตอนที่ฉันวางแผนจะแหกคุกเมื่อคืนที่ผ่านมา ยังเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายตั้งหลายอย่างเลยนะคะ”



    “นั่นมัน…”

    “อีกอย่าง การขึ้นเป็นผู้นำคนนั้น มันพูดง่ายแต่ทำยากค่ะ มันต้องมีหลายปัจจัยมาสนับสนุน ถึงจะขึ้นมากลายเป็นผู้นำคนได้ เพียงแค่ชั่วข้ามคืน มันยากมากค่ะที่จะให้ฉันหรือคุณขึ้นมาเป็นผู้นำผู้คน”

    “แต่ถ้าไม่ลองดู…”

    “หรือต่อให้ทำสำเร็จ ต่อให้แผนการสมคบคิดของคุณทำได้จริง ทำให้จบสงครามด้วยการให้ฝ่ายฉันประกาศยอมแพ้ได้ แต่หลังจากนั้นละคะ? คุณคิดหรือว่าจะไม่เกิดเรื่อง? ผู้ชนะมักเอาทุกสิ่งจากผู้แพ้ คราวนี้จะกลายเป็นการเอาคืนของฝ่ายเผ่ามนุษย์สัตว์ ต้องมีการเรียกร้องบ้าบอเกิดขึ้นจากทางฝ่ายของคุณ แล้วคุณที่อยู่ในฐานะผู้นำนั้น คิดว่าจะรับมือเรื่องประเภทนั้นไหวหรือคะ? ฉันพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีทางค่ะ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ค่ะ คุณไพไรต์จะดูถูกการเมืองไปหน่อยแล้วค่ะ”

    ผมไม่สามารถหาเหตุผลที่ดีกว่านี้มาโต้ตอบกับเธอได้

    ผมไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องหลังจากสงคราม

    แล้วมันจริงอย่างที่เธอพูด... ว่ามันต้องมีข้อเรียกร้องบ้า ๆ เกิดขึ้นจากทางฝ่ายผมแน่นอน



    “หรืออย่างแม้แต่ตอนนี้ ฉันก็ว่ายังมีปัจจัยที่จะทำให้แผนการของคุณคลาดเคลื่อน เกิดขึ้นมาได้อยู่เลยค่ะ”

    “... หมายความว่ายังไง? ”

    ผมไม่เข้าใจที่แฟตพูดปิดท้าย

    เธอเลยชี้ไปที่ด้านหลังของผม

    ที่ตรงนั้น มีตัวประกันบางคนที่ได้สติกลับมาแล้ว กำลังถืออุปกรณ์บางอย่างที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแผ่นบางสีขาวขนาดเล็ก

    เขาถือมันส่องใส่หน้าตัวเอง แล้วพูดอะไรบางอย่างใส่มันอยู่

    ไม่ใช่มีแค่เขาคนเดียวที่ทำแบบนั้น

    มีตัวประกันอีกหลายคนที่มาจากเผ่าอสูร กำลังมีพฤติกรรมเหมือนกับเขาไม่แตกต่างกัน

    นั่น… พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่นะ?



    ในเวลาเดียวกัน

    ***สตรีผู้มีไฟหน้าอันยิ่งใหญ่ [ดิวซ์]

    เพื่อหาทางหยุดยั้งสงคราม หรือบีบให้สงครามเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ไพไรต์จึงเสนอแผนการสมคบคิดขึ้นมา

    ส่วนตัวแล้ว ฉันไม่รู้หรอกว่าแผนการมันจะเป็นไปได้ดีหรือไม่ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยละนะ

    ดังนั้น ฉันเลยยอมรับแผนการของเขา แล้วมาทำหน้าที่สังเกตุการณ์ในเมือง เพื่อเตรียมรับมือในตอนที่พวกแฟตกับไพไรต์กลับมา

    ฉันเลยล่วงหน้ากลับมาที่เมืองก่อนด้วยเครื่องเคลื่อนย้ายที่ติดตั้งอยู่ในโบราณสถานของผู้ดูแลไพรด์



    หลังจากกลับมา ฉันก็มุ่งหน้าไปที่หอพักเป็นอันดับแรก เพื่อให้อาหารสัตว์เลี้ยงของไพไรต์ เจ้า [ควอตซ์] อสรพิษขนาดสิบเมตรที่มีเกล็ดสีขาวสวยงาม

    หลังจากให้อาหาร ฉันก็ไปที่ห้องของตัวเอง เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบอาวุธ เตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสงครามที่กำลังใกล้จะเกิดขึ้น

    หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ฉันก็เริ่มออกลาดตระเวนทั้ง 5 หัวเมืองริมชายหาด หลบเลี่ยงสายตาของตำรวจ โดยมีเจ้าควอตซ์ที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงตามฉันมาด้วย คอยเลื้อยตามหลังมาติด ๆ

    ฉันออกเดินทั้งคืน ไม่ได้หลับนอนจนถึงเช้า

    “... สงบเกินไป”

    และนั่นคือข้อสรุปที่ฉันได้จากการเดินสำรวจมาทั้งคืน



    ทั้งที่เมื่อวานก่อนเกิดเหตุก่อการร้าย เมื่อคืนที่ผ่านมามียิงปืนใหญ่ดังไปทั่วฟ้า แต่สภาพตัวเมืองกลับเงียบสงบมาก

    ไม่มีการประกาศให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภัยอันตราย แถมยังประกาศยกเลิกการกักตัวอยู่บ้าน แล้วให้ทุกคนออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติตามเดิม

    ราวกับว่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่ผ่านมานั้นคือเรื่องโกหก

    แล้วที่ฉันไม่เข้าใจ คือเรื่องที่ว่าข้างนอกมันมีกองทัพของชนเผ่าท้องถิ่นอีกนับล้าน กำลังเคลื่อนทัพเข้ามาใกล้

    ทั้งที่น่านฟ้ากลับมาเป็นของพวกเราแล้ว คลื่นรบกวนที่ทำให้เรด้ารวนก็หายไปแล้ว แล้วทำไมพวกรัฐบาลถึงยังไม่รู้ว่ามีกองทัพกำลังจะบุกเข้ามากันนะ?

    หรือมองว่ามันไม่ใช่ภัยอันตรายที่มากพอจะต้องประกาศให้ทุกคนรับรู้เช่นนั้นหรือ?

    “ชิ… เวลาแบบนี้เจ้าพี่บ้าก็ไม่รู้หายตัวไปไหนด้วย”

    ฉันอยากได้คนมาช่วยเหลือมากตอนนี้

    แต่ฉันกลับพบว่าพวกพรุนไม่อยู่ในหอพัก แถมจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่สามารถติดต่อหาพี่ชายได้เลย

    ให้ตายสิ… ช่วงเวลาแบบนี้คงทำได้แต่จัดสรรหาเตรียมอาวุธให้พร้อม แล้วรอพวกไพไรต์กลับมาเพียงอย่างเดียวแล้วสินะ

    ซึ่งอาวุธที่ว่าก็เตรียมเอาไว้พร้อมเสร็จสรรพที่หอพักของฉันไปแล้ว ตอนนี้เลยว่างจัด จนต้องมานั่งจับเจ่าฆ่าเวลาอยู่ที่ลานน้ำพุใจกลางเมือง พร้อมกับเจ้าควอตซ์ของไพไรต์

    "..."

    ทำไมเจ้านี่ถึงยังตามติดฉันอยู่อีกละเนี่ย?

    ไปเล่นทางนู้นไป๊! ชิว ๆ!



    *ฟ่อ? *

    มันชะโงกหัวมาแตะที่กระเป๋าสะพายข้างของฉัน พร้อมกับมีน้ำลายไหลย้อยลงมาเป็นทาง

    หรือว่า…

    “อย่าบอกนะว่าที่ตามติดฉันแจ ก็เพื่อจะขอข้าวกินนะ? ”

    *ฟะ..!? ฟ่อ ฟ้อ ฟ๊อ~*

    มีการฮัมเพลงทำเป็นกลบเกลือนด้วยแฮะ

    “... นี่ก็จะเที่ยงแล้ว งั้นมากินข้าวกันเถอะ”

    "

    *ฟ่อ~! *

    เจ้านี่มันเข้าใจง่ายดีแฮะ…

    ฉันเปิดกระเป๋า แล้วแบ่งแซนวิชไข่ทำเองให้มันกินครึ่งหนึ่ง

    ดูเหมือนว่ามันจะชอบแซนวิชไข่ของฉันมากทีเดียว

    ดูไปดูมา มันก็น่ารักไม่เลวแฮะ



    ท่ามกลางเสียงของน้ำพุ กับเสียงของผู้คนที่เดินกันอย่างคับคั่ง ในตอนนั้นเองที่เกิดคลื่นเสียงนับร้อยดังขึ้นมา

    “มาแล้วสินะ”

    ทุกคนต่างรีบเงยหน้าขึ้นท้องฟ้าตามสัญชาตญาณ

    โดรนทรงไข่จำนวนมากกำลังบินร่อนกระจายไปทั่วทั้งเมือง

    พวกโดรนมันบินกระจายออกไป แล้วรวมเป็นกลุ่มย่อยในแต่ละจุดของเมือง

    พวกมันกำลังเริ่มทำหน้าที่เป็นจอภาพสามมิติขึ้นที่ใจกลางอากาศอันไร้ขอบเขต

    การที่ได้เห็นโดรนจำนวนมากบินออกมาทั่วเมือง นั่นหมายความว่ารัฐบาลกำลังจะประกาศภาวะฉุกเฉิน

    ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศของผู้คนที่กำลังรื่นเริง จึงฉับพลันดูตึงเครียดขึ้นมาในทันที



    “มีข่าวจะขอประกาศ ณ ที่นี้ครับ”

    โฆษกรัฐบาลที่เป็นสตรีสูงอายุหน้าตาดีเผ่ายักษ์กำลังเริ่มประกาศด้วยเสียงอันดังก้อง

    วิธีการพูดจาของเธอนั้น ออกจะเหมือนผู้ชายมากกว่าจะเป็นผู้หญิง

    “ตัวประกันที่ถูกจับไปโดยผู้ก่อการร้ายเมื่อวันก่อน ได้ถูกช่วยเหลือออกมาแล้วครับ”

    *พรึบ*

    ภาพของโฆษกถูกเปลี่ยนไปเป็นภาพถ่ายมือถือจำนวนมาก

    ภาพนั้น คือภาพที่พวกตัวประกันที่กำลังอัดวีดีโอ หรือไม่ก็กำลังถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเอง

    “เนื่องจากคลื่นรบกวน รวมไปถึงน่านฟ้าได้ถูกพวกเรายึดกลับมา จากการทำลายโบราณสถานทิ้งไปเมื่อวันก่อน เลยทำพวกเราสามารถส่งเครื่องบินกระจายสัญญาณไปทั่วทวีปได้สำเร็จ และทำให้พวกตัวประกันสามารถกลับมาใช้มือถือได้อีกครั้ง และนี่คือภาพของคนที่ถูกจับตัวไปครับ พวกเขากำลังพยายามส่งข้อความกลับมาหาพวกเรา เพื่อบอกว่า “พวกเราปลอดภัยดีครับ” ”

    แสดงว่าพวกลิลลี่กับไพไรต์ทำสำเร็จสินะ

    แบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย



    “และนี่คือภาพกับเสียงที่พวกตัวประกันถ่ายทอดส่งมาถึงพวกเราครับ”

    *พรึบ*

    ภาพที่ฉายขึ้นท้องฟ้าถูกเปลี่ยนไปอีกครั้ง

    จากภาพ ทำให้ฉันรู้ว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้ากลับเมืองด้วยการนั่งอยู่บนลากเลื่อนที่ชวนดูหวาดเสียว

    ลากเลื่อนนั้นถูกผูกติดกับอสรพิษขนาดใหญ่ยักษ์ที่กำลังมุดเลื้อยแทรกไปในป่าดงดิบ

    และคนที่กำลังนั่งอยู่บนอานของงูตัวนั้น

    “ส่วนภาพนี้ คือกลุ่มวีรบุรุษกับวีรสตรีที่เสี่ยงชีวิตไปช่วยพวกเขาออกมากันครับ”

    ก็คือพวกลิลลี่ เพื่อนของฉันเอง…

    “พวกเรายืนยันได้แล้วครับว่าคนในรูปคือใคร ถ้าได้ยินชื่อแล้วพวกท่านจะต้องตกใจแน่นอน พวกเขาคือ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] ลูกสาวของวีรสตรีเอสเทอกับสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ยะมะโตะ [พรุน] ลูกสาวของยอดวีรบุรุษบานากับวีรสตรีแครอท [แฟต] ลูกสาวสุดรักของราชินีแฟตจอมวางแผนสุดเหี้ยมโหด และแม่นกน้อยผมแดงตรงนั้นคือ [ไฮโดรเจนซันไฟล์] ลูกสาวของยอดนักรบแห่งเผ่ามนุษย์นก โซลเดียมกับไฮเจน แล้วยังมี---”



    เพื่อนฉันกลายเป็นคนดังไปแล้วแฮะ…

    ว่าแต่ที่พวกพรุนหายตัวไป คือออกไปช่วยพวกแฟตอยู่นี่เอง

    “--- ตอนนี้พวกเขากำลังเดินทางกลับมาด้วยความเร็วสูง จากที่คำนวณ คิดว่าจะไปเจอกับทีมช่วยเหลือประมาณช่วงบ่ายของวัน และกลับมาถึงเมืองภายในคืนนี้ครับ”

    เยี่ยม!

    รู้เวลาแน่นอนแบบนี้ อะไร ๆ ก็ง่ายก็ขึ้นเยอะเลยละ

    “แกจะได้เจอกับเจ้านายแล้ว ดีใจไหม? ”

    *ฟ่อ~? *

    ที่มันส่งเสียงไม่ใช่เพราะกำลังดีใจ

    แต่เป็นเพราะกำลังเอาแต่กินโดยไม่สนใจที่ฉันพูดต่างหาก

    เอาแต่กินอยู่ได้นะเจ้านี่



    “ส่วนประกาศต่อไป”

    พริบตานั้นเองที่บรรยากาศกับน้ำเสียงของโฆษกเปลี่ยนไป

    มันเป็นน้ำเสียงที่หนักจนให้ความรู้สึกกดดันอย่างมาก

    “จากภาพถ่ายกลางอากาศ พวกเราพบว่ามีกองทัพของชนเผ่าท้องถิ่น กำลังเคลื่อนพลมาที่เมืองของพวกเราครับ”

    *พรึบ*

    ภาพที่ถูกฉายขึ้นท้องฟ้า คือภาพของคลื่นมวลชนที่กำลังเคลื่อนทัพผ่านผืนป่า

    ทุกหนแห่งที่พวกเขาเดินผ่าน จักกลายเป็นผืนดินที่แห้งแล้งไร้ชีวิต

    ต้นไม้ที่ขวางเส้นทางถูกโค่นล้ม

    สัตว์ป่าถูกล่าสังหารจนบังเกิดเป็นทะเลเลือด

    แนวหน้าคือกองทัพขี่สัตว์จำพวกงูขนาดใหญ่

    ถัดมาคือกองทัพเร็วที่ใช้อสรพิษลากเลื่อนขนส่งกำลังพล

    และที่เส้นขอบฟ้า คือฝุ่นควันที่ขึ้นหน้าทึบของกองทัพเดินเท้านับล้าน



    “จากภาพ พวกชนเผ่าท้องถิ่นตั้งใจจะทำสงครามกับพวกเราอีกครั้ง ไม่มีการส่งคำเตือน ไม่มีการส่งคำชี้แจ้งถึงจุดประสงค์การเคลื่อนทัพ แถมเรายังได้ภาพของคนที่พวกเราส่งไปให้การช่วยเหลือพวกเขาในเมืองหลวงด้วยครับ ซึ่ง… น่าตกใจมาก ที่พวกเขานั้น… ”

    ภาพที่ถูกฉาย ถูกตัดเป็นภาพของภูเขาศพที่ถูกเผาไหม้

    เมื่อพิจารณาจากการที่ศพถูกสุมทับถมลงไปในหลุมที่ถูกขุดเตรียมเอาไว้ ก็พอจะทราบได้ว่าคนเหล่านั้นถูกบีบบังคับให้มารวมตัว แล้วถูกฆ่าอย่างจงใจด้วยการเผาทั้งเป็น

    โหดร้าย….

    “อย่างที่ทุกท่านเห็น ชนเผ่าท้องถิ่นตั้งใจที่จะทำสงคราม ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน นับแต่จากวินาทีนี้ ทางรัฐบาลขอประกาศคำสั่งฉุกเฉิน ขอความร่วมมือทุกคนให้อยู่กับบ้าน ส่วนชนเผ่าท้องถิ่นทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้ ต้องถูกควบคุมตัวให้ไปอยู่รวมในศูนย์ที่ทางการจัดเอาไว้ให้ ถ้าไม่ยอมให้ความร่วมมือ ทางเราจะถือว่าเป็นการต่อต้าน อนุญาตให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจ [สังหาร] ได้ทันที”

    เมื่อสิ้นเสียงโฆษก

    เมื่อภาพบนท้องฟ้าเลือนจางหาย

    เสียงแห่งความวุ่นวายก็บังเกิดขึ้น

    ที่ลานน้ำพุใจกลางเมือง กำลังถูกกองทัพของทางการเข้าปิดล้อมอยู่

    พวกมันคือโกเล็มตัวใหญ่ขนาดสี่เมตร มีดวงตาสีแดงฉานหนึ่งดวง และมีร่างกายที่เต็มไปด้วยคมหนามแหลม

    นี่มาปิดล้อมตอนไหนกันนะ?

    หรือว่าที่เอาข่าวตัวประกันออกประกาศก่อน ก็เพื่อดึงความสนใจของทุกคนเอาไว้อย่างงั้นหรือ?



    “ชนเผ่าสัตว์ กรุณากลับเข้าบ้านด้วย”

    พวกหุ่นโกเล็มเปล่งเสียงดังใส่เผ่ามนุษย์สัตว์ด้วยน้ำเสียงที่ดุร้าย

    “นี่มันเรื่องบ้า---”

    ชายเผ่าหมีคนหนึ่งวิ่งเข้าใส่โกเล็มยักษ์ที่กำลังทำการข่มขู่ใส่ผู้หญิงเผ่าแมวคนหนึ่งที่อยู่ในลาน

    “พบการต่อต้าน”

    แล้ววินาทีต่อมา เผ่าหมีคนนั้นก็ถูกเป่าหายไปจากโลกในทันที

    ร่างกายที่สูงถึงสองเมตรและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ร่างกายที่ดูออกว่าถูกขัดเกลามาเป็นอย่างดี

    เพียงพริบตา ร่างกายนั้นก็ถูกปืนพลังงานพลาสม่าตรงแขนขวาของโกเล็ม แผดเผามอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีภายในเวลาแค่หนึ่งวินาทีเท่านั้น

    “วะ… เหวอออออ! ”

    ทุกคนต่างเริ่มตื่นตระหนกแล้ววิ่งหนีกันอย่างโกลาหล

    ท่าทีต่อต้านฉับพลันจางหาย เหลือเพียงแต่ความหวาดกลัวต่อหน้าเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความเมตตาปรานี

    พวกมันเริ่มวิ่งเข้าปิดล้อมลานกว้าง แล้วใช้หนามแหลมบนร่างกาย บีบบังคับให้พวกเขาต้องมารวมตัวกระจุกอยู่ที่หน้าลานน้ำพุ พร้อมกันผู้คนที่ไม่ใช่ชนเผาท้องถิ่นออกไปจากลาน



    “เห้ย! ทำเกินกว่าเหตุแล้ว! ”

    มีชายเผ่ามนุษย์คนหนึ่งพยายามวิ่งเข้าไปหยุดโกเล็มตัวนั้น

    "ถ้าพวกเอ็งตั้งใจจะประกาศกักตัว ก็อย่าปล่อยคนออกมาจากบ้านตั้งแต่แรกสิฟะ! แล้วนั่นอะไร! ต้องถึงขนาดฆ่า---"

    “พบคนทรยศ”

    แต่ทว่าเขากลับถูกโกเล็มโจมตีใส่อย่างรุนแรง

    ไม่ถึงกับฆ่าทิ้ง แต่เป็นการทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ด้วยการใช้ปากกระบอกปืนพลาสม่าที่ติดตรงแขน ทุบใส่ใบหน้าของเขาจนโชกเลือดสลบคาที่

    “ยะ ยอมแล้ว! พวกเราไม่ต่อต้านแล้ว! ”

    เมื่อเห็นว่าโกเล็มตรงหน้ากล้าทำร้ายแม้แต่กับคนของพวกเขา พวกชนเผ่าท้องถิ่นที่ถูกล้อมจึงยอมโน้มตัวแนบพื้น แล้วหงายมือขึ้นท้องฟ้าเป็นการขอยอมแพ้และไม่คิดต่อต้าน

    แต่เหมือนว่าพวกโกเล็มจะไม่สนใจการขอยอมแพ้ของพวกเขา

    “ยังพบการต่อต้าน”

    พวกมันยังประกาศว่ามีการต่อต้าน แล้วใช้ปืนในมือยิงแผดเผาฆ่าเอาชีวิตของพวกเขาต่อไป

    นี่มัน… เรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย!?



    ไอพวกทางการมันบ้าอะไรของมันกันยะ!

    แล้วหัวหอกที่เกลียดสงครามอย่างพวกท่านพ่อท่านแม่ มัวทำอะไรอยู่ที่ไหนกันอยู่ละเนี่ย!?

    ทำไมถึงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้!

    ถึงจะบอกว่าทำเพื่อความปลอดภัยของเมือง แต่แบบนี้มันทำเกินไปแล้ว!

    ฉันจะไม่ทนต่อความอยุติธรรมตรงหน้าอีกต่อ---



    *ฟูว์มมมมมมมมมมมมมมมมมมม! *

    "นั่นมัน…! "

    สิ่งนั้นคือเสียงของเครื่องบินไอพ่น

    จ้าวเวหาโลหะสีดำสนิทจำนวนสี่ลำ กำลังบินตัดท้องฟ้ามาจากเรือบรรทุกเครื่องบินที่จอดอยู่ริมชายฝั่ง

    มันกรีดเสียงดังสะท้านจนแสบแก้วหู ทิ้งระเบิดโซนิคบูมเอาไว้เบื้องหลัง แล้วบินตรงดิ่งไปทางตะวันตกของเมือง

    หรือก็คือ กำลังบินตรงไปทางกองทัพของชนเผ่าท้องถิ่นนั่นเอง

    คงไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาบอก ว่าสิ่งที่ยานเหล่านั้นบรรทุกไปด้วยมันคือสิ่งใด

    ดูท่าฉันกับไพไรต์จะประเมินความโหดเหี้ยมของทางการฝ่ายฉันต่ำเกินไป

    สงคราม…

    ไม่สิ

    การไล่ฆ่าเพียงฝ่ายเดียวมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.40M 2022