บทที่ 12 ทลายกำแพง
ตอนที่ 118 ประกาศสงคราม
วันที่ 35 เอนมูว์ทัวร์ เวลาใกล้เที่ยงวัน
ณ อานบรรทุกบนหลัง เกล-อาบอก
ไพไรต์ กำลังใช้ช่วงเวลาที่เดินทาง อธิบายแผนการของตัวเองที่คิดเอาไว้ให้แฟตฟัง
ในใจของเขานั้นกำลังเต็มไปด้วยความปิติยินดี เพราะคิดว่าแผนการของเขากำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกที่ควร
แต่ทว่า---
***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]
“ไม่รับข้อเสนอค่ะ ฉันไม่เห็นด้วยกับแผนการนั้น”
แฟต บุคคลที่ผมอยากจะปั้นแต่งให้กลายเป็นราชินีของเผ่าอสูรกาย กำลังปฏิเสธแผนการทุกอย่างของผมด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด
“ตะ… แต่ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ แล้วพวกเราจะหยุดสงคราม… หยุดความตายได้ยังไง!? ”
“ถ้าอยากหยุด คุณไพไรต์ต้องหาทางอื่นที่ไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากพวกฉันค่ะ ถามหน่อยว่าถ้ามีคนมาบอกให้คุณล้มมวย คุณจะยอมหรือคะ? ”
“ถ้ามันเกี่ยวกับความเป็นความตาย---”
“แล้วจะทราบได้ยังไงว่าอีกฝ่ายจะทำตามที่สัญญาคะ? แล้วจะทราบได้ยังไงว่าจะไม่มีมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องคะ? อย่างตอนที่ฉันวางแผนจะแหกคุกเมื่อคืนที่ผ่านมา ยังเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายตั้งหลายอย่างเลยนะคะ”
“นั่นมัน…”
“อีกอย่าง การขึ้นเป็นผู้นำคนนั้น มันพูดง่ายแต่ทำยากค่ะ มันต้องมีหลายปัจจัยมาสนับสนุน ถึงจะขึ้นมากลายเป็นผู้นำคนได้ เพียงแค่ชั่วข้ามคืน มันยากมากค่ะที่จะให้ฉันหรือคุณขึ้นมาเป็นผู้นำผู้คน”
“แต่ถ้าไม่ลองดู…”
“หรือต่อให้ทำสำเร็จ ต่อให้แผนการสมคบคิดของคุณทำได้จริง ทำให้จบสงครามด้วยการให้ฝ่ายฉันประกาศยอมแพ้ได้ แต่หลังจากนั้นละคะ? คุณคิดหรือว่าจะไม่เกิดเรื่อง? ผู้ชนะมักเอาทุกสิ่งจากผู้แพ้ คราวนี้จะกลายเป็นการเอาคืนของฝ่ายเผ่ามนุษย์สัตว์ ต้องมีการเรียกร้องบ้าบอเกิดขึ้นจากทางฝ่ายของคุณ แล้วคุณที่อยู่ในฐานะผู้นำนั้น คิดว่าจะรับมือเรื่องประเภทนั้นไหวหรือคะ? ฉันพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีทางค่ะ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ค่ะ คุณไพไรต์จะดูถูกการเมืองไปหน่อยแล้วค่ะ”
ผมไม่สามารถหาเหตุผลที่ดีกว่านี้มาโต้ตอบกับเธอได้
ผมไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องหลังจากสงคราม
แล้วมันจริงอย่างที่เธอพูด... ว่ามันต้องมีข้อเรียกร้องบ้า ๆ เกิดขึ้นจากทางฝ่ายผมแน่นอน
“หรืออย่างแม้แต่ตอนนี้ ฉันก็ว่ายังมีปัจจัยที่จะทำให้แผนการของคุณคลาดเคลื่อน เกิดขึ้นมาได้อยู่เลยค่ะ”
“... หมายความว่ายังไง? ”
ผมไม่เข้าใจที่แฟตพูดปิดท้าย
เธอเลยชี้ไปที่ด้านหลังของผม
ที่ตรงนั้น มีตัวประกันบางคนที่ได้สติกลับมาแล้ว กำลังถืออุปกรณ์บางอย่างที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแผ่นบางสีขาวขนาดเล็ก
เขาถือมันส่องใส่หน้าตัวเอง แล้วพูดอะไรบางอย่างใส่มันอยู่
ไม่ใช่มีแค่เขาคนเดียวที่ทำแบบนั้น
มีตัวประกันอีกหลายคนที่มาจากเผ่าอสูร กำลังมีพฤติกรรมเหมือนกับเขาไม่แตกต่างกัน
นั่น… พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่นะ?
ในเวลาเดียวกัน
***สตรีผู้มีไฟหน้าอันยิ่งใหญ่ [ดิวซ์]
เพื่อหาทางหยุดยั้งสงคราม หรือบีบให้สงครามเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ไพไรต์จึงเสนอแผนการสมคบคิดขึ้นมา
ส่วนตัวแล้ว ฉันไม่รู้หรอกว่าแผนการมันจะเป็นไปได้ดีหรือไม่ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยละนะ
ดังนั้น ฉันเลยยอมรับแผนการของเขา แล้วมาทำหน้าที่สังเกตุการณ์ในเมือง เพื่อเตรียมรับมือในตอนที่พวกแฟตกับไพไรต์กลับมา
ฉันเลยล่วงหน้ากลับมาที่เมืองก่อนด้วยเครื่องเคลื่อนย้ายที่ติดตั้งอยู่ในโบราณสถานของผู้ดูแลไพรด์
หลังจากกลับมา ฉันก็มุ่งหน้าไปที่หอพักเป็นอันดับแรก เพื่อให้อาหารสัตว์เลี้ยงของไพไรต์ เจ้า [ควอตซ์] อสรพิษขนาดสิบเมตรที่มีเกล็ดสีขาวสวยงาม
หลังจากให้อาหาร ฉันก็ไปที่ห้องของตัวเอง เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบอาวุธ เตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสงครามที่กำลังใกล้จะเกิดขึ้น
หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ฉันก็เริ่มออกลาดตระเวนทั้ง 5 หัวเมืองริมชายหาด หลบเลี่ยงสายตาของตำรวจ โดยมีเจ้าควอตซ์ที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงตามฉันมาด้วย คอยเลื้อยตามหลังมาติด ๆ
ฉันออกเดินทั้งคืน ไม่ได้หลับนอนจนถึงเช้า
“... สงบเกินไป”
และนั่นคือข้อสรุปที่ฉันได้จากการเดินสำรวจมาทั้งคืน
ทั้งที่เมื่อวานก่อนเกิดเหตุก่อการร้าย เมื่อคืนที่ผ่านมามียิงปืนใหญ่ดังไปทั่วฟ้า แต่สภาพตัวเมืองกลับเงียบสงบมาก
ไม่มีการประกาศให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภัยอันตราย แถมยังประกาศยกเลิกการกักตัวอยู่บ้าน แล้วให้ทุกคนออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติตามเดิม
ราวกับว่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่ผ่านมานั้นคือเรื่องโกหก
แล้วที่ฉันไม่เข้าใจ คือเรื่องที่ว่าข้างนอกมันมีกองทัพของชนเผ่าท้องถิ่นอีกนับล้าน กำลังเคลื่อนทัพเข้ามาใกล้
ทั้งที่น่านฟ้ากลับมาเป็นของพวกเราแล้ว คลื่นรบกวนที่ทำให้เรด้ารวนก็หายไปแล้ว แล้วทำไมพวกรัฐบาลถึงยังไม่รู้ว่ามีกองทัพกำลังจะบุกเข้ามากันนะ?
หรือมองว่ามันไม่ใช่ภัยอันตรายที่มากพอจะต้องประกาศให้ทุกคนรับรู้เช่นนั้นหรือ?
“ชิ… เวลาแบบนี้เจ้าพี่บ้าก็ไม่รู้หายตัวไปไหนด้วย”
ฉันอยากได้คนมาช่วยเหลือมากตอนนี้
แต่ฉันกลับพบว่าพวกพรุนไม่อยู่ในหอพัก แถมจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่สามารถติดต่อหาพี่ชายได้เลย
ให้ตายสิ… ช่วงเวลาแบบนี้คงทำได้แต่จัดสรรหาเตรียมอาวุธให้พร้อม แล้วรอพวกไพไรต์กลับมาเพียงอย่างเดียวแล้วสินะ
ซึ่งอาวุธที่ว่าก็เตรียมเอาไว้พร้อมเสร็จสรรพที่หอพักของฉันไปแล้ว ตอนนี้เลยว่างจัด จนต้องมานั่งจับเจ่าฆ่าเวลาอยู่ที่ลานน้ำพุใจกลางเมือง พร้อมกับเจ้าควอตซ์ของไพไรต์
"..."
ทำไมเจ้านี่ถึงยังตามติดฉันอยู่อีกละเนี่ย?
ไปเล่นทางนู้นไป๊! ชิว ๆ!
*ฟ่อ? *
มันชะโงกหัวมาแตะที่กระเป๋าสะพายข้างของฉัน พร้อมกับมีน้ำลายไหลย้อยลงมาเป็นทาง
หรือว่า…
“อย่าบอกนะว่าที่ตามติดฉันแจ ก็เพื่อจะขอข้าวกินนะ? ”
*ฟะ..!? ฟ่อ ฟ้อ ฟ๊อ~*
มีการฮัมเพลงทำเป็นกลบเกลือนด้วยแฮะ
“... นี่ก็จะเที่ยงแล้ว งั้นมากินข้าวกันเถอะ”
"
*ฟ่อ~! *
เจ้านี่มันเข้าใจง่ายดีแฮะ…
ฉันเปิดกระเป๋า แล้วแบ่งแซนวิชไข่ทำเองให้มันกินครึ่งหนึ่ง
ดูเหมือนว่ามันจะชอบแซนวิชไข่ของฉันมากทีเดียว
ดูไปดูมา มันก็น่ารักไม่เลวแฮะ
ท่ามกลางเสียงของน้ำพุ กับเสียงของผู้คนที่เดินกันอย่างคับคั่ง ในตอนนั้นเองที่เกิดคลื่นเสียงนับร้อยดังขึ้นมา
“มาแล้วสินะ”
ทุกคนต่างรีบเงยหน้าขึ้นท้องฟ้าตามสัญชาตญาณ
โดรนทรงไข่จำนวนมากกำลังบินร่อนกระจายไปทั่วทั้งเมือง
พวกโดรนมันบินกระจายออกไป แล้วรวมเป็นกลุ่มย่อยในแต่ละจุดของเมือง
พวกมันกำลังเริ่มทำหน้าที่เป็นจอภาพสามมิติขึ้นที่ใจกลางอากาศอันไร้ขอบเขต
การที่ได้เห็นโดรนจำนวนมากบินออกมาทั่วเมือง นั่นหมายความว่ารัฐบาลกำลังจะประกาศภาวะฉุกเฉิน
ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศของผู้คนที่กำลังรื่นเริง จึงฉับพลันดูตึงเครียดขึ้นมาในทันที
“มีข่าวจะขอประกาศ ณ ที่นี้ครับ”
โฆษกรัฐบาลที่เป็นสตรีสูงอายุหน้าตาดีเผ่ายักษ์กำลังเริ่มประกาศด้วยเสียงอันดังก้อง
วิธีการพูดจาของเธอนั้น ออกจะเหมือนผู้ชายมากกว่าจะเป็นผู้หญิง
“ตัวประกันที่ถูกจับไปโดยผู้ก่อการร้ายเมื่อวันก่อน ได้ถูกช่วยเหลือออกมาแล้วครับ”
*พรึบ*
ภาพของโฆษกถูกเปลี่ยนไปเป็นภาพถ่ายมือถือจำนวนมาก
ภาพนั้น คือภาพที่พวกตัวประกันที่กำลังอัดวีดีโอ หรือไม่ก็กำลังถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเอง
“เนื่องจากคลื่นรบกวน รวมไปถึงน่านฟ้าได้ถูกพวกเรายึดกลับมา จากการทำลายโบราณสถานทิ้งไปเมื่อวันก่อน เลยทำพวกเราสามารถส่งเครื่องบินกระจายสัญญาณไปทั่วทวีปได้สำเร็จ และทำให้พวกตัวประกันสามารถกลับมาใช้มือถือได้อีกครั้ง และนี่คือภาพของคนที่ถูกจับตัวไปครับ พวกเขากำลังพยายามส่งข้อความกลับมาหาพวกเรา เพื่อบอกว่า “พวกเราปลอดภัยดีครับ” ”
แสดงว่าพวกลิลลี่กับไพไรต์ทำสำเร็จสินะ
แบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย
“และนี่คือภาพกับเสียงที่พวกตัวประกันถ่ายทอดส่งมาถึงพวกเราครับ”
*พรึบ*
ภาพที่ฉายขึ้นท้องฟ้าถูกเปลี่ยนไปอีกครั้ง
จากภาพ ทำให้ฉันรู้ว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้ากลับเมืองด้วยการนั่งอยู่บนลากเลื่อนที่ชวนดูหวาดเสียว
ลากเลื่อนนั้นถูกผูกติดกับอสรพิษขนาดใหญ่ยักษ์ที่กำลังมุดเลื้อยแทรกไปในป่าดงดิบ
และคนที่กำลังนั่งอยู่บนอานของงูตัวนั้น
“ส่วนภาพนี้ คือกลุ่มวีรบุรุษกับวีรสตรีที่เสี่ยงชีวิตไปช่วยพวกเขาออกมากันครับ”
ก็คือพวกลิลลี่ เพื่อนของฉันเอง…
“พวกเรายืนยันได้แล้วครับว่าคนในรูปคือใคร ถ้าได้ยินชื่อแล้วพวกท่านจะต้องตกใจแน่นอน พวกเขาคือ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] ลูกสาวของวีรสตรีเอสเทอกับสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ยะมะโตะ [พรุน] ลูกสาวของยอดวีรบุรุษบานากับวีรสตรีแครอท [แฟต] ลูกสาวสุดรักของราชินีแฟตจอมวางแผนสุดเหี้ยมโหด และแม่นกน้อยผมแดงตรงนั้นคือ [ไฮโดรเจนซันไฟล์] ลูกสาวของยอดนักรบแห่งเผ่ามนุษย์นก โซลเดียมกับไฮเจน แล้วยังมี---”
เพื่อนฉันกลายเป็นคนดังไปแล้วแฮะ…
ว่าแต่ที่พวกพรุนหายตัวไป คือออกไปช่วยพวกแฟตอยู่นี่เอง
“--- ตอนนี้พวกเขากำลังเดินทางกลับมาด้วยความเร็วสูง จากที่คำนวณ คิดว่าจะไปเจอกับทีมช่วยเหลือประมาณช่วงบ่ายของวัน และกลับมาถึงเมืองภายในคืนนี้ครับ”
เยี่ยม!
รู้เวลาแน่นอนแบบนี้ อะไร ๆ ก็ง่ายก็ขึ้นเยอะเลยละ
“แกจะได้เจอกับเจ้านายแล้ว ดีใจไหม? ”
*ฟ่อ~? *
ที่มันส่งเสียงไม่ใช่เพราะกำลังดีใจ
แต่เป็นเพราะกำลังเอาแต่กินโดยไม่สนใจที่ฉันพูดต่างหาก
เอาแต่กินอยู่ได้นะเจ้านี่
“ส่วนประกาศต่อไป”
พริบตานั้นเองที่บรรยากาศกับน้ำเสียงของโฆษกเปลี่ยนไป
มันเป็นน้ำเสียงที่หนักจนให้ความรู้สึกกดดันอย่างมาก
“จากภาพถ่ายกลางอากาศ พวกเราพบว่ามีกองทัพของชนเผ่าท้องถิ่น กำลังเคลื่อนพลมาที่เมืองของพวกเราครับ”
*พรึบ*
ภาพที่ถูกฉายขึ้นท้องฟ้า คือภาพของคลื่นมวลชนที่กำลังเคลื่อนทัพผ่านผืนป่า
ทุกหนแห่งที่พวกเขาเดินผ่าน จักกลายเป็นผืนดินที่แห้งแล้งไร้ชีวิต
ต้นไม้ที่ขวางเส้นทางถูกโค่นล้ม
สัตว์ป่าถูกล่าสังหารจนบังเกิดเป็นทะเลเลือด
แนวหน้าคือกองทัพขี่สัตว์จำพวกงูขนาดใหญ่
ถัดมาคือกองทัพเร็วที่ใช้อสรพิษลากเลื่อนขนส่งกำลังพล
และที่เส้นขอบฟ้า คือฝุ่นควันที่ขึ้นหน้าทึบของกองทัพเดินเท้านับล้าน
“จากภาพ พวกชนเผ่าท้องถิ่นตั้งใจจะทำสงครามกับพวกเราอีกครั้ง ไม่มีการส่งคำเตือน ไม่มีการส่งคำชี้แจ้งถึงจุดประสงค์การเคลื่อนทัพ แถมเรายังได้ภาพของคนที่พวกเราส่งไปให้การช่วยเหลือพวกเขาในเมืองหลวงด้วยครับ ซึ่ง… น่าตกใจมาก ที่พวกเขานั้น… ”
ภาพที่ถูกฉาย ถูกตัดเป็นภาพของภูเขาศพที่ถูกเผาไหม้
เมื่อพิจารณาจากการที่ศพถูกสุมทับถมลงไปในหลุมที่ถูกขุดเตรียมเอาไว้ ก็พอจะทราบได้ว่าคนเหล่านั้นถูกบีบบังคับให้มารวมตัว แล้วถูกฆ่าอย่างจงใจด้วยการเผาทั้งเป็น
โหดร้าย….
“อย่างที่ทุกท่านเห็น ชนเผ่าท้องถิ่นตั้งใจที่จะทำสงคราม ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน นับแต่จากวินาทีนี้ ทางรัฐบาลขอประกาศคำสั่งฉุกเฉิน ขอความร่วมมือทุกคนให้อยู่กับบ้าน ส่วนชนเผ่าท้องถิ่นทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้ ต้องถูกควบคุมตัวให้ไปอยู่รวมในศูนย์ที่ทางการจัดเอาไว้ให้ ถ้าไม่ยอมให้ความร่วมมือ ทางเราจะถือว่าเป็นการต่อต้าน อนุญาตให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจ [สังหาร] ได้ทันที”
เมื่อสิ้นเสียงโฆษก
เมื่อภาพบนท้องฟ้าเลือนจางหาย
เสียงแห่งความวุ่นวายก็บังเกิดขึ้น
ที่ลานน้ำพุใจกลางเมือง กำลังถูกกองทัพของทางการเข้าปิดล้อมอยู่
พวกมันคือโกเล็มตัวใหญ่ขนาดสี่เมตร มีดวงตาสีแดงฉานหนึ่งดวง และมีร่างกายที่เต็มไปด้วยคมหนามแหลม
นี่มาปิดล้อมตอนไหนกันนะ?
หรือว่าที่เอาข่าวตัวประกันออกประกาศก่อน ก็เพื่อดึงความสนใจของทุกคนเอาไว้อย่างงั้นหรือ?
“ชนเผ่าสัตว์ กรุณากลับเข้าบ้านด้วย”
พวกหุ่นโกเล็มเปล่งเสียงดังใส่เผ่ามนุษย์สัตว์ด้วยน้ำเสียงที่ดุร้าย
“นี่มันเรื่องบ้า---”
ชายเผ่าหมีคนหนึ่งวิ่งเข้าใส่โกเล็มยักษ์ที่กำลังทำการข่มขู่ใส่ผู้หญิงเผ่าแมวคนหนึ่งที่อยู่ในลาน
“พบการต่อต้าน”
แล้ววินาทีต่อมา เผ่าหมีคนนั้นก็ถูกเป่าหายไปจากโลกในทันที
ร่างกายที่สูงถึงสองเมตรและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ร่างกายที่ดูออกว่าถูกขัดเกลามาเป็นอย่างดี
เพียงพริบตา ร่างกายนั้นก็ถูกปืนพลังงานพลาสม่าตรงแขนขวาของโกเล็ม แผดเผามอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีภายในเวลาแค่หนึ่งวินาทีเท่านั้น
“วะ… เหวอออออ! ”
ทุกคนต่างเริ่มตื่นตระหนกแล้ววิ่งหนีกันอย่างโกลาหล
ท่าทีต่อต้านฉับพลันจางหาย เหลือเพียงแต่ความหวาดกลัวต่อหน้าเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความเมตตาปรานี
พวกมันเริ่มวิ่งเข้าปิดล้อมลานกว้าง แล้วใช้หนามแหลมบนร่างกาย บีบบังคับให้พวกเขาต้องมารวมตัวกระจุกอยู่ที่หน้าลานน้ำพุ พร้อมกันผู้คนที่ไม่ใช่ชนเผาท้องถิ่นออกไปจากลาน
“เห้ย! ทำเกินกว่าเหตุแล้ว! ”
มีชายเผ่ามนุษย์คนหนึ่งพยายามวิ่งเข้าไปหยุดโกเล็มตัวนั้น
"ถ้าพวกเอ็งตั้งใจจะประกาศกักตัว ก็อย่าปล่อยคนออกมาจากบ้านตั้งแต่แรกสิฟะ! แล้วนั่นอะไร! ต้องถึงขนาดฆ่า---"
“พบคนทรยศ”
แต่ทว่าเขากลับถูกโกเล็มโจมตีใส่อย่างรุนแรง
ไม่ถึงกับฆ่าทิ้ง แต่เป็นการทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ด้วยการใช้ปากกระบอกปืนพลาสม่าที่ติดตรงแขน ทุบใส่ใบหน้าของเขาจนโชกเลือดสลบคาที่
“ยะ ยอมแล้ว! พวกเราไม่ต่อต้านแล้ว! ”
เมื่อเห็นว่าโกเล็มตรงหน้ากล้าทำร้ายแม้แต่กับคนของพวกเขา พวกชนเผ่าท้องถิ่นที่ถูกล้อมจึงยอมโน้มตัวแนบพื้น แล้วหงายมือขึ้นท้องฟ้าเป็นการขอยอมแพ้และไม่คิดต่อต้าน
แต่เหมือนว่าพวกโกเล็มจะไม่สนใจการขอยอมแพ้ของพวกเขา
“ยังพบการต่อต้าน”
พวกมันยังประกาศว่ามีการต่อต้าน แล้วใช้ปืนในมือยิงแผดเผาฆ่าเอาชีวิตของพวกเขาต่อไป
นี่มัน… เรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย!?
ไอพวกทางการมันบ้าอะไรของมันกันยะ!
แล้วหัวหอกที่เกลียดสงครามอย่างพวกท่านพ่อท่านแม่ มัวทำอะไรอยู่ที่ไหนกันอยู่ละเนี่ย!?
ทำไมถึงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้!
ถึงจะบอกว่าทำเพื่อความปลอดภัยของเมือง แต่แบบนี้มันทำเกินไปแล้ว!
ฉันจะไม่ทนต่อความอยุติธรรมตรงหน้าอีกต่อ---
*ฟูว์มมมมมมมมมมมมมมมมมมม! *
"นั่นมัน…! "
สิ่งนั้นคือเสียงของเครื่องบินไอพ่น
จ้าวเวหาโลหะสีดำสนิทจำนวนสี่ลำ กำลังบินตัดท้องฟ้ามาจากเรือบรรทุกเครื่องบินที่จอดอยู่ริมชายฝั่ง
มันกรีดเสียงดังสะท้านจนแสบแก้วหู ทิ้งระเบิดโซนิคบูมเอาไว้เบื้องหลัง แล้วบินตรงดิ่งไปทางตะวันตกของเมือง
หรือก็คือ กำลังบินตรงไปทางกองทัพของชนเผ่าท้องถิ่นนั่นเอง
คงไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาบอก ว่าสิ่งที่ยานเหล่านั้นบรรทุกไปด้วยมันคือสิ่งใด
ดูท่าฉันกับไพไรต์จะประเมินความโหดเหี้ยมของทางการฝ่ายฉันต่ำเกินไป
สงคราม…
ไม่สิ
การไล่ฆ่าเพียงฝ่ายเดียวมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว