ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 3 ตอนที่ 1 ฝึกกับปราชญ์วิญญาณ 1/2

    บทที่ 3 สุสานเทพกระบี่

    ………………………………………………………………………………………………………………..


        

             

            “ซือเอินงานเทศกาลโคมไฟยังไม่จบ สนใจไปเที่ยวกับข้าหรือไม่”อูหลินเฟิงพยายามชวนกู่ซือเอินไปเที่ยวงานเทศกาล แม้จะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นที่ตระกูลโอวหยางแต่งานเทศกาลโคมไฟประจำปียังไม่ได้จบลงข่าวเรื่องสี่มหาตระกูลโดนโจมตียังไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักแต่พรุ่งนี้ข่าวอันใหญ่โตนี้ย่อมกระจายไปทั่วเขาอยากใช้เวลาก่อนที่จะกลับไปเที่ยวกับกู่ซือเอิน

            “ดะ...ได้” กู่ซือเอินตอบรับอย่างไม่เต็มเสียง

            “เช่นนั้นก็ไปกัน”อูหลินเฟิงกลัวว่ากู่ซือเอินจะเปลี่ยนใจ จึงรีบคว้ามือของนางเดินจูงมือพานางไปยังจัตุรัสซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโคมไฟขนาดยักษ์ ว่ากันว่าเป็นโคมไฟที่สวยที่สุดภายในงานนี้

            ทั้งสองคนจูงมือกันไปโดยทิ้งเสวี่ยหานเอ๋อร์และจงหมิ่นไว้ข้างหลัง

            “คิดว่าความสัมพันธ์ของสองคนนั้นจะพัฒนาได้หรือไม่”จงหมิ่นที่มองกล่าวกับเสวี่ยหานเอ๋อร์ ทั้งสองอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ตามไป

            “คุณชายอูอาจจะเหนื่อยหน่อยเจ้าค่ะศิษย์พี่นางไม่ค่อยแสดงความรู้สึกหรือพูดเยอะ”เสวี่ยหานเอ๋อร์ได้อยู่กับกู่ซือเอินมา แม้ไม่นานแต่ก็รู้จักกับนิสัยของศิษย์พี่ดีศิษย์พี่เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก จำเป็นต้องใช้การสังเกตอย่างมากเพื่อเดาความรู้สึกของกู่ซือเอิน

            “งั้นหรอกหรือเราก็ไปเที่ยวงานเทศกาลบ้างแล้วกัน” จงหมิ่นชวนเสวี่ยหานเอ๋อร์

            “งั้นเราก็ไปกันเถอะเจ้าค่ะ”เสวี่ยหานเอ๋อร์ตกลงอย่างง่ายได้

            แม้มีเวลาไม่มากก่อนที่งานเทศกาลจะจบลงแต่กลับเป็นช่วงเวลาของการปล่อยโคมลอย ทั่วทั้งเมืองจะปล่อยโคมลอยพร้อมๆ กัน

            “ซือเอินมาทางนี้ดีกว่า” อูหลินเฟิงพากู่ซือเอินกระโดดขึ้นไปยังหลังคา จากนั้นเรียกภูตวิหคขาวออกมาทั้งสองขี่ภูตวิหคขาวมองภาพเมืองทั้งเมืองจากมุมสูงภาพของโคมไฟจำนวนมากที่ถูกปล่อยให้ล่องลอยไปตามสายลมแสงของโคมไฟในคืนเดือนมืดสว่างไสวราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า

            “สวยจริง”กู่ซือเอินกล่าวออกมาอย่างลืมตัวไม่ใช่แค่เสวี่ยหานเอ๋อร์ที่ไม่เคยมางานเทศกาลโคมไฟ แต่นางก็ไม่เคยมาเช่นกัน

            “ใช่สวยจริงๆ” ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่สายตาของอูหลินเฟิงกลับไม่ได้มองไปยังโคมไฟที่ลอยขึ้นมากลับมองเพียงแค่ใบหน้าของกู่ซือเอินเพียงเท่านั้น เขาอยากใช้เวลานี้ให้นานกว่านี้ด้วยอีกไม่นานพวกเขาทั้งคู่จะต้องแยกกันอีกครั้ง

             

             

            ทางด้านของจงหมิ่นและเสวี่ยหานเอ๋อร์ทั้งสองทำเพียงแค่หาหลังคาสูงนั่งมองโคมลอยด้วยกัน 

            “ว้าว...สวยจังเลยเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์เงยหน้ามองไปยังโคมที่กำลังลอยขึ้นไปบนฟ้าแสงของโคมราวกับแสงจากดวงดาว เป็นความงดงามที่นางไม่เคยได้เห็น

            “ใช่...สวยจริงๆ” จงหมิ่นกล่าว แต่สายตากลับไม่ได้มองไปยังโคมที่กำลังลอยไปบนฟ้า ทว่ากลับมองแต่หน้าของเสวี่ยหานเอ๋อร์

            “ท่านไม่ได้มองไปที่โคมนะเจ้าคะ”เสวี่ยหานเอ๋อร์ย่อมรู้ตัวว่าอีกฝ่ายมองตนเองอยู่ตลอด

            “ข้า...ก็ไม่ได้ชมโคมลอย” จงหมิ่นกล่าว

            “เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นคุณชายใหญ่อูหรือคุณชายจง จุดนี้ท่านทั้งสองคล้ายกันเลยนะเจ้าคะ... กล้าแสดงความรู้สึกในเรื่องนี้ออกมาตรงๆ”นางสามารถรับรู้ความรู้สึกของชายตรงหน้าได้จึงเอ่ยออกมาเช่นนั้น

            “คงเป็นเพราะว่า...ทั้งข้าและอูหลินเฟิง รู้ว่าชีวิตของเรามันสั้นละมั้ง... หากมัวแต่เก็บความรู้สึกอาจจะเสียใจภายหลังได้” จงหมิ่นเคยเกือบต้องตายในการโดนสังหารล้างตระกูล แต่อูหลินเฟิงหนักยิ่งกว่าดวงวิญญาณแฝดทั้งสองโดนสังหารไปแล้วทั้งคู่

            จงหมิ่นมองไปยังเส้นผมบางส่วนที่กลายเป็นสีขาวของเสวี่ยหานเอ๋อร์จากการที่ได้มอบพลังชีวิตของตนเองให้กับเขา คงเป็นหลังจากนั้นละมั้งที่จงหมิ่นอยากใช้พลังของตนปกป้องอีกฝ่าย 

            “ขอบคุณนะเจ้าคะ...ที่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับข้า... ข้าเองก็รู้สึกดีๆ กับคุณชายจงไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ”เสวี่ยหานเอ๋อร์แตกกต่างจากกู่ซือเอิน นางกล้าแสดงความรู้สึกของตนเองออกมา หัวน้อยๆของนางก็ซบลงบนไหลของจงหมิ่น 

            ทั้งสองต่างรับรู้ความรู้สึกของกันและกันทั้งต่างก็มีเส้นทางที่ต้องเดินของตนเอง แม้ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ตลอดจึงทำเพียงแต่ซบไหล มองโคมไฟอันสวยงามเท่านั้น

     

     

            หลังจากที่งานเทศกาลจบลงต่างคนต่างต้องแยกย้ายไปหาอาจารย์ของแต่ละคนอูหลินเฟิงได้กลับไปยังตระกูลอูเพื่อนำเสี่ยวหยุน เสี่ยวปินและดอกปทุมปรโลกกลับมาทำให้เขารู้ว่าตระกูลอูยังปลอดภัยอยู่สามารถต้านทานการโจมตีของชนชั้นราชันที่มาโจมตีตระกูลอูได้ เป็นเรื่องดีที่ผู้อาวุโสหนึ่งก็เชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลเขาได้สร้างค่ายกลอีกชนิดหนึ่งที่ใช้พลังของเจ็ดจอมยุทธ์และชนชั้นราชันอย่างอูไต้หรงสร้างค่ายกลอันทรงพลังจนสามารถหยุดยั้งชนชั้นราชันที่แข็งแกร่งของราชวงศ์จันทราโลหิตได้อย่างดี

            หลังจากที่อูหลินเฟิงได้นำสัตว์อสูรทั้งหมดกลับมาเขาตรงกลับไปหาอาจารย์ที่ปราสาททันที ด้วยความเร็วของภูตวิหคขาว ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินทางกลับมาถึงปราสาทของปราชญ์วิญญาณแล้วคุโระ ชิโระ ภูตรับใช้ทั้งสองของปราชญ์วิญญาณออกมายืนต้อนรับราวกลับรู้ว่าเขาจะมาถึงแล้ว

            “ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะคุณชายอู/ ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะคุณชายอู” คุโระ ชิโระ กล่าวออกมาพร้อมๆ กัน

            “คุโระชิโระ ท่านอาจารย์ล่ะ”

            “ตอนนี้นายท่านมีแขกเจ้าค่ะแต่นายท่านบอกว่าหากคุณชายได้กลับมา ให้ไปพบท่านทันทีเจ้าค่ะ” คุโระเป็นผู้ตอบ

            “แขก??”อูหลินเฟิงถามอย่างแปลกใจเพราะเขารับรู้มาอาจารย์ของเขาเป็นคนประเภทเก็บตัวที่ไม่ค่อยมีใครมาหา

            “เป็นคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณเจ้าค่ะ”คราวนี้ชิโระเป็นฝ่ายตอบ

            คำตอบของชิโระไม่ได้ทำให้อูหลินเฟิงแปลกใจมากนักเพราะว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาใช้พลังวิญญาณออกไปอย่างมหาศาล ไม่แน่ว่าตระกูลเนี่ยอาจจะสามารถตรวจพบกับพลังวิญญาณของเขาก็เป็นได้

            “เข้าใจแล้ว...ข้าจะรีบไป” อูหลินเฟิงว่าจบแล้วรีบเดินไปยังห้องรับรองของประสาททันที

            เขาได้พบเข้ากับปราชญ์วิญญาณที่กำลังนั่งจิบชาคุยกับชายคนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน สวมชุดสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหอคอยวิญญาณแผ่รัศมีของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ออกมาตลอดเวลา 

            “คารวะท่านอาจารย์”อูหลินเฟิงกล่าว

            “คนนี้อย่างนั้นหรือ”เสียงของชายวัยกลางคนถามปราชญ์วิญญาณ

            “ใช่แล้วเฟิงเอ๋อร์ ชายตรงหน้าอาจารย์ คือหนึ่งในสิบสองยมทูตของหอคอยวิญญาณ ยมทูตร้อยหุ่น”ปราชญ์วิญญาณกล่าวแนะนำคนตรงหน้าให้กับอูหลินเฟิง

            ในแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแดนจะมีตำแหน่งระดับสูงอันเป็นเสาหลักของแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแดนทั้งชนชั้นเทวะ และจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คือขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ของแดนศักดิ์สิทธิ์ราชวงศ์โชติช่วงมีหนึ่งเทพราชันวิหคเพลิง ชนชั้นราชันเทวะ สองเทพวิหคเพลิงสองชนชั้นเทวะแท้จริง เก้าปีกชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าคนของราชวงศ์โชติช่วงแม่ทัพใหญ่เฟิ่งหวงหมิงก็เป็นหนึ่งในสิบปีกเช่นกันแดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณประกอบด้วย หนึ่งเทพราชันวิญญาณ สามเทพวิญญาณสิบสองยมทูต ชายตรงหน้าคือหนึ่งในสิบสองยมทูต ผู้เป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางของแดนหอคอยวิญญาณ

            “คารวะท่านยมทูตร้อยหุ่น”คารวะชายตรงหน้า

            “ไม่จำเป็นต้องมากพิธีหากเจ้าคือสายเลือดตระกูลเนี่ยจริง การคารวะย่อมสามารถงดเว้นได้แสดงมันออกมาให้ข้าดูได้หรือไม่” แม้ยมทูตร้อยหุ่นจะได้ตำแหน่งยมทูต แต่เขาก็ไม่ใช่สายเลือดของตระกูลเนี่ยสายเลือดตระกูลเนี่ยมีสิทธิพิเศษคือสามารถงดเว้นการคารวะคนที่ตำแหน่งสูงกว่าได้

            “ได้ขอรับ”อูหลินเฟิงเร่งพลังวิญญาณสูงสุดของตนเองออกมา ตราประจำตระกูลเนี่ยปรากฏกลางหน้าผากพร้อมๆ กับพลังวิญญาณสีขาวหลั่งไหลออกจากร่างกาย

            “ใช่จริงๆเขาคือสายเลือดแห่งตระกูลเนี่ย บุตรของเนี่ยหลิงอันจริงๆ” ยมทูตร้อยหุ่นพูดขึ้นทันทีด้วยอย่างแทบไม่เชื่อสายตาเมื่อได้เห็นของจริงผ่านเนื้อตาตนเอง

            หอคอยวิญญาณมีหลายคนที่ไม่เชื่อว่าเนี่ยหลิงอันเสียชีวิตลงไปแล้วแต่ทางหอคอยวิญญาณก็ไม่อาจตามหาพลังวิญญาณของเนี่ยหลิงอันพบคงเป็นเพราะระดับพลังของนางตกลงทางหอคอยวิญญาณที่ตรวจหาพลังวิญญาณของชนชั้นจักรพรรดิจึงไม่อาจตามหานางได้ยมทูตร้อยหุ่นจึงนำสร้อยคอและชุดองเมียวจิสีขาวออกมา

        “สองสิ่งนี้คือสัญลักษณ์ของหอคอยวิญญาณ ตัวเจ้าที่มีสายเลือดตระกูลเนี่ยย่อมเป็นคนของหอคอยวิญญาณ รับไปเสียสิ”ยมทูตร้อยหุ่นว่าพลางยื่นของให้

            ทางหอคอยวิญญาณเป็นการปกครองรูปแบบพรรครวบรวมผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านพลังวิญญาณจึงไม่กลัวเรื่องสายเลือดที่หลุดรอดออกไปขอเพียงมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งมากพอก็สามารถเข้าร่วมกับหอคอยวิญญาณได้ ไม่ว่าจะเป็นคนจากทวีปใดอย่างปราชญ์วิญญาณเองแม้ว่าจะเป็นคนที่เกิดในทวีปปราณฟ้า และมีตำแหน่งปราชญ์... แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในสิบสองยมทูตเช่นกันหากเป็นฉายาในหอคอยวิญญาณคนที่นั่นจะเรียกปราชญ์วิญญาณว่า ยมทูตขาว หนึ่งในสามยมทูตที่แข็งแกร่งที่สุด ยมทูตที่มีระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง 

            “ขอบพระคุณขอรับ”อูหลินเฟิงรับของทั้งสองสิ่งมา และสัมผัสได้ทันทีว่าของทั้งสองนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเสริมพลังวิญญาณหากสวมของทั้งสองสิ่งแล้วใช้พลังวิญญาณ พลังวิญญาณจะถูกขยายออกคล้ายๆ กับกระบี่ที่เขาได้ทำขึ้นมาใหม่

            “หากไม่มีอะไรแล้วข้าต้องขอตัวก่อน ข้าต้องรีบไปยังราชวงศ์โชติช่วงข่าวที่ได้รับมาเมื่อวันก่อนนั้นน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากมาที่นี่แล้วข้ายังได้รับคำสั่งให้ไปหารือกับราชวงศ์โชติช่วงถึงแผนการรับมือแดนจันทราโลหิต”ยมทูตร้อยหุ่นพูดอย่างเป็นกังวลข่าวการรวมตัวของสองราชวงศ์ภายใต้นามของราชวงศ์ใหม่ได้กระจายไปทั่วทั้งสี่ทวีปสองมหาสมุทรจากนั้นไม่นานยมทูตร้อยหุ่นก็ได้ออกไปจากประสาทของปราชญ์วิญญาณ

            “ตกใจหรือไม่ที่อาจารย์แจ้งเรื่องของเจ้ากับแดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณ”ปราชญ์วิญญาณถามกับลูกศิษย์ของตน

           “ไม่ขอรับเป็นเรื่องที่สามารถคิดได้ หากให้อีกฝ่ายรู้ตัวตนของข้าจากแหล่งอื่นย่อมไม่ดีเท่ากับอาจารย์เป็นคนแจ้งเอง” อูหลินเฟิงเห็นด้วยกับความคิดนี้ การที่อาจารย์ของเขาคือลูกศิษย์ของเทพวิญญาณยามาโตะหมายความว่าอาจารย์ของเขาย่อมเป็นส่วนหนึ่งของหอคอยวิญญาณเช่นกันด้วยระดับพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ไม่แน่ว่าอาจารย์เขาก็อาจจะเป็นหนึ่งในยมทูตเช่นกันการที่ท่านอาจารย์ได้แจ้งไปยังหอคอยวิญญาณ ท่านอาจารย์ย่อมสามารถใช้เหตุนี้รั้งตัวเขาไว้ที่ทวีปปราณฟ้าได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งตัวกลับไปยังหอคอยวิญญาณ

            “ถือว่าเจ้าฉลาด”วิญญาณกล่าวชมลูกศิษย์ของตน “เป็นอย่างไรบ้างศึกที่ผ่านมา”

            “แม้จะสามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้บางส่วนแต่ครั้งนี้พวกมันลงมือหนัก... แม้กระทั่งลงมือกับตระกูลอื่นนอกเหนือตระกูลโอวหยางพวกมันไม่กลัวการเปิดเผยตัวตนอีกต่อไป” อูหลินเฟิงกล่าว

            “คงเพราะว่าพวกมันรู้แล้วว่าซ่อนตัวไปก็ไร้ประโยชน์จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวตนอีกต่อไป ใช้เวลาเดียวกับที่โจมตีตระกูลโอวหยางโจมตีไปยังตระกูลอื่นๆ สร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งห้าทวีปสร้างชื่อและแสดงพลังของแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ให้กับทุกทวีปได้รับรู้เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป” ปราชญ์วิญญาณถามลูกศิษย์ของตน

            “มีเวลาอีกหกเดือนก่อนที่เส้นทางสู่แดนเทพรกร้างจะอ่อนกำลังมากที่สุดเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเข้าไปยังแดนเทพรกร้างข้าจำเป็นต้องพัฒนาพลังให้ได้อย่างเร็วที่สุดแต่ข้ากลับไม่มั่นใจการพัฒนาระดับชั้นกายข้าคิดว่าการฝึกแบบเดิมไม่อาจทะลวงสู่ชนชั้นจอมยุทธ์ได้ทัน” อูหลินเฟิงกล่าว

            “เฮ้อแม้ข้าไม่อยากให้พลังของเจ้าต้องเสียสมดุล แต่ภายในหกเดือน ด้วยร่างกายของเจ้าย่อมไม่อาจทะลวงสู่ชนชั้นจอมยุทธ์ได้อย่างแน่นอนอย่างดีที่สุดระดับชั้นกายของเจ้าคงบรรลุได้เพียงระดับหกชั้นสูงเท่านั้นหากเป็นแบบนั้นการฝึกฝนพลังจิตและพลังวิญญาณ คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”ปราชญ์วิญญาณกล่าวอย่างจำใจ

            “มีอีกเรื่องขอรับข้าอยากถามเกี่ยวกับการสร้างชิกิงามิระดับพิเศษ” อูหลินเฟิงว่าพร้อมกับนำร่างของจิ้งจอกเก้าหางออกมา

            “ท่านอาจารย์ขอรับสัตว์อสูรตรงหน้าเป็นสัตว์อสูรประเภทจิต ที่เหมาะสมกับจิตวิญญาณแฝดนามลุคแต่ว่ากลับมีแหล่งกำเนิดเป็นพลังเวท ที่เหมาะสมกับจิตวิญญาณแฝดนามเรนจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ข้าจะนำแหล่งกำเนิดพลังเวทของสัตว์อสูรตัวนี้ออกมาเพื่อทำเป็นชิกิงามิระดับพิเศษอีกตน”เมื่ออูหลินเฟิงถามออกมาเช่นนั้น ปราชญ์วิญญาณได้มองไปยังร่างของจิ้งจอกเก้าหาง

            “หากเจ้าต้องการสร้างชิกิงามิระดับพิเศษโดยอาศัยร่างของสัตว์อสูรตัวนี้ย่อมสามารถทำได้ แต่หากคิดจะเปลี่ยนแหล่งกำเนิดพลังเจ้าจำเป็นจะต้องหาแหล่งกำเนิดพลังอันใหม่มาใส่ไว้ยังร่างของจิ้งจอกเก้าหางและยังต้องเป็นแหล่งกำเนิดพลังจากสัตว์อสูรสายเลือดโบราณเช่นเดียวกับจิ้งจอกเก้าหางตนนี้ที่เป็นสัตว์อสูรสายเลือดโบราณหากเจ้าเอาแหล่งกำเนิดพลังของสัตว์อสูรที่ระดับสายเลือดต่ำกว่ามาใส่ จะทำให้ไม่อาจรองรับพลังของจิ้งจอกเก้าหางนี้ได้

            หากสามารถทำได้...เมื่อนั้นร่างของจิ้งจอกเก้าหางตนนี้ย่อมเปลี่ยนจากจอมอสูรมนตรากลายเป็นจอมอสูรลมปราณส่วนแหล่งกำเนิดพลังเวทที่ออกมาเจ้าอาจจะสามารถนำไปใส่ยังภูตวิหคขาวที่ข้าได้มอบให้หรือหาซากศพของสัตว์อสูรตัวอื่นเพื่อให้เป็นร่างกายที่สามารถใช้พลังเวทได้”ปราชญ์วิญญาณอธิบายสิ่งที่ลูกศิษย์ของตัวเองถาม

            “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะข้าอาจจะต้องกลับไปที่เทือกเขาหมื่นอสูรอีกครั้งสินะ” อูหลินเฟิงกล่าว

            “แต่ก่อนที่เจ้าจะไปหาร่างของสัตว์อสูรตามข้ามายังห้องฝึก หากไม่สามารถฝึกระดับชั้นกายเจ้าภายในระยะเวลาเพียงเท่านี้พลังจิตและพลังวิญญาณของเจ้าควรพัฒนาขึ้นสู่ระดับสูงก่อนออกไป” ปราชญ์วิญญาณพูดจบจากนั้นได้เดินนำอูหลินเฟิงไปยังห้องฝึกใต้ปราสาท

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน