ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

ตอนที่ 204 ทักษะบ่มเพาะพลัง

        ที่พักชั่วคราวของหนิงเฟยหลง

         

        การกระทำของโต่วเยี่ยนฉวี่ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีความคิดที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับใครเวลานี้เขาต้องการเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้น ยิ่งรู้ว่าศัตรูของตระกูลคือคนของสมาพันธ์การค้าแล้วด้วยเขาก็ยิ่งไม่อาจวางใจ หากจะเพิ่มเรื่องอิสตรีเข้าไปในหัวตอนนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้

         

        หนิงเฟยหลงนอนแผ่ลงบนที่นอนที่ทำจากไม้

         

        ในที่สุดชายหนุ่มก็ได้พักผ่อนเสียทีหลังจากที่ต้องระหกระเหินมาเนิ่นนานการต่อสู้ระหว่างทางทำให้เขามีชื่อเสียง เช่นเดียวกันมันก็นำมาซึ่งศัตรูที่น่ากลัวจากการต่อสู้ที่ผ่านมาได้พลิกความรู้ความเข้าใจบางส่วนของเขาไปหนิงเฟยหลงตระหนักได้ว่าคนเถื่อนของเป่ยโจวเมื่อเทียบกับชาวจิ่นแล้วยังต่างกันอยู่หลายขุมนั่นอาจเพราะการใช้ชีวิตของพวกมันที่ต่างกัน

         

        แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่เขาต้องให้ความสนใจก็คือระดับพลังยุทธ์ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ความสามารถที่แท้จริงของบุคคลทั้งหมดอย่างการต่อสู้ของเขากับจอมยุทธ์คนเถื่อนที่ผ่านมา หากให้เลือกต่อสู้ระหว่างโจชิหรือซูลูนเขาก็คงเลือกที่จะสู้กับโจชิเสียดีกว่า ถึงแม้โจชิจะมีพลังยุทธ์สูงกว่าซูลูนแต่เมื่อเทียบความสามารถแท้จริงแล้ว ซูลูนกลับมีพลังในการต่อสู้มากกว่า

         

        ชายหนุ่มนอนเอามือก่ายหน้าผากข่มตาลงลมหายใจของเขาก็เริ่มแผ่วเบา เวลานี้เขาต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่

         

        สองชั่วยามผ่านไปสีหน้าของชายหนุ่มสดใสยิ่งขึ้นเพียงสองชั่วยามก็ช่วยให้การพักผ่อนของเขาเต็มอิ่มได้แล้วชายหนุ่มยืดตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อย เมื่อมองออกไปทางหน้าต่างก็เห็นแสงไฟสลัวกับความมืดมิดนี่ยังคงมืดอยู่ มันเป็นช่วงเวลากลางดึก แต่เขากลับตื่นมาเวลานี้เสียได้

         

        เขาไม่มีอะไรจะทำแต่ก็นึกขึ้นได้ระหว่างทางที่มานี้เขาฉกชิงของมามากมายกลายเป็นจอมโจรปล้นสะดมผู้เก่งกาจไปแล้ว

         

        “ไหนดูซิมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง”ชายหนุ่มคว้าไปที่ถุงผ้าขนาดใหญ่พร้อมกับเทกระจาดของในนั้นออกมาไม่นานนักกองถุงมิติ และแหวนมิติก็ร่วงหล่นลงมาหลายสิบหนึ่งในนั้นมีถุงมิติของซูลูนอยู่ด้วย เขาค่อนข้างสนใจมันไม่น้อยเลย

         

        หนิงเฟยหลงคว้าถุงผ้าซูลูนขึ้นมาดูพร้อมกับล้วงมือเข้าไปเมื่อเจ้าของตายแล้วพันธะใด ๆ ก็เสื่อมลงไป ไม่จำเป็นต้องทำลายชายหนุ่มสามารถค้นหาของในนั้นได้เลย

         

        ข้างในถุงมิติของซูลูนมีของอยู่มากพอสมควรอาวุธขั้นสูงห้าชิ้น หนังสือหนึ่งเล่ม เม็ดยาลมปราณอีกสิบเม็ด เม็ดยาจิตกำเนิดอีกสามเม็ดมูลค่าของมันไม่น้อยเลยอันที่จริงซูลูนผู้นี้ก็นับว่าเป็นคนร่ำรวยผู้หนึ่งเลยทีเดียว

         

        “น่าแปลกใจจริงๆ” เขาไม่คิดว่าคนเถื่อนจะมีผู้หลอมโอสถอยู่น้อยนี่ช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เขา เขากวาดเอาเม็ดยาโอสถทั้งสองลงแหวนมิติตนเองพร้อมกับหยิบเอาหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาดู

         

        “บันทึกปีศาจ”ชายหนุ่มรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสายตาที่ดำมืดคู่นั้นใต้ผืนพิภพอันกว้างใหญ่เขาชำเลืองมองไปยังสิ่งของสุดท้ายมันคือแผ่นจารึกอักษรโบราณที่เขาไม่อาจเข้าใจความหมาย

         

        หนิงเฟยหลงพลิกหนังสืออ่านเขาก็เข้าใจทันทีว่าของสิ่งนี้คืออะไร ภาษาที่จดบันทึกในหนังสือไม่ยากเกินที่ชายหนุ่มจะทำความเข้าใจ“เมื่อครั้งยังเยาว์ข้าเดินทางออกตระเวนหาความสำเร็จเพิ่มพูนความแข็งแกร่งในครั้งหนึ่งได้เข้าร่วมการแก่งแย่งแผ่นศิลาประหลาดจากผู้อื่น จึงได้ศิลานี่มาครองคาดไม่ถึงเลยว่ามันจะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์สามัญผู้หนึ่งมีความก้าวหน้าที่น่าทึ่งตลอดกาล...”

         

        อ่านมาถึงเท่านี้ชายหนุ่มก็ชำเลืองมองแผ่นหินนั่นใหม่อีกครั้ง“มันวิเศษขนาดนั้นเชียว”

         

        เขาอ่านไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็รู้ว่ามันพิเศษยังไง “เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้วการต่อสู้ที่ผ่านมาซูลูนไม่กล้าพอที่จะใช้พลังอำนาจที่แท้จริงของมันเพราะต้องแลกไปกับพลังชีวิตกว่าเก้าส่วนมันยากเกินที่ใครจะรับได้ ทั้งยังต้องสังเวยอวัยวะบางส่วนของตนไป หากไม่จนตรอกจริงๆ ซูลูนคงไม่คิดจะทำมันหรืออาจเป็นเพราะซูลูนก็อยากเห็นพลังนั่นมาโดยตลอดจึงตัดสินใจไม่ว่าอย่างไรก็ต้องใช้มันให้ได้

         

        “ไม่น่าแปลกใจสุดท้ายแล้วเจ้าหมอนี่ก็จากไปด้วยรอยยิ้ม”

         

        การต่อสู้กับซูลูนทำให้เขาเปิดหูเปิดตามากพลังยุทธ์ในปัจจุบันของเขายังไม่เพียงพอ คงต้องหาวิธีเพิ่มพลังนั้นให้ได้

         

        แต่ก่อนอื่นเขาต้องหาทางกำจัดศิลาอาถรรพ์นี่ไปเสียก่อนก่อนที่ผู้อื่นจะนำมันไปใช้ในทางที่ไม่ดี หนิงเฟยหลงตัดสินใจทำลายมันทิ้งด้วยเพลิงสีชาดหนังสือถูกทำลายไปอย่างง่ายดายต่างจากแผ่นหินนั่นลิบลับเขานั่งหลอมละลายมันกว่าสองชั่วยามแผ่นหินนี่ก็พึ่งจะหายไปเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น

         

        “น่าตกใจจริงๆ หากเพลิงสีชาดใช้การไม่ได้ก็ต้องเก็บมันไว้ให้ปลอดภัยจากผู้คน”หนิงเฟยหลงเก็บมันไว้ในแหวนมิติของตน เขาค้นหาของจากถุงมิติ และแหวนวงอื่นต่อ...

         

        ใบหน้าของชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มจางๆ เขาค่อนข้างมีความสุขเลยทีเดียว ของที่ได้รับมาจากการเก็บเกี่ยวไม่น้อยเลยไม่คาดว่านายทหารระดับสูงของคนเถื่อนจะมีของดีติดตัวไม่น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นโอสถ และศาสตราวุธ

         

        เขาไม่ค่อยสนใจอาวุธเหล่านี้นักหนิงเฟยหลงตัดสินใจว่าจะนำศาสตราเหล่านี้แจกจ่ายให้กับกองกำลังของเขาอย่างน้อยก็จะได้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังน้อย ๆ นี้

         

        หลังจากที่เขาทำทุกอย่างเสร็จแสงอรุณรุ่งก็สาดส่องเข้ามาพอดีชายหนุ่มคว้าเอาถุงมิติหนึ่งใบออกไปพร้อมกัน

         

        สิ่งแรกที่เขาทำคือการเรียกรวมพลแบ่งกองร้อยใหม่และให้คัดเลือกผู้คนที่มีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำ ทหารกว่าหนึ่งพันสองร้อยคนหัวหน้ากองร้อยสิบสองคนล้วนได้รับมอบอาวุธระดับสูงถัดลงมาคือหัวหน้าหมู่ที่ได้รับอาวุธระดับกลางแต่ถึงอย่างนั้นอาวุธระดับกลางก็ไม่เพียงพอ เขาจึงให้จัดการประลองขึ้นในวันนั้นและผู้ชนะจะได้อาวุธไปครอง

         

        การจัดการกองทัพเป็นไปอย่างเรียบร้อยเรื่องเสบียงอาหารไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจอีกต่อไป

         

        ห้องบัญชาการ

         

        หนิงเฟยหลงได้รับตำแหน่งแม่ทัพชั่วคราวโดยมีจ้าวหยางเจี๋ยเป็นรองแม่ทัพส่วนเฟิงเหลยกับโต่วเยี่ยนฉวี่ได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นหัวหน้ากองพัน

         

        จ้าวหยางเจี๋ยเริ่มเสนอความคิดเห็น“ท่านแม่ทัพข้าว่าเวลานี้เราควรจะลงเขาไปกวาดต้อนผู้คนที่เหลือรอดเข้ามาอยู่ในสังกัดเราให้หมดอย่างน้อยก็ช่วยให้เราแข็งแกร่งขึ้นได้เมื่อกำลังแข็งแกร่งขึ้นเราจึงจะสามารถยึดเขตปกครองคืนได้”

         

        “ใช่แล้วในเวลานี้ที่สำคัญคือกำลังทหารของเรากองกำลังเราในเวลานี้ยังไม่สามารถประจันหน้ากับกองทัพคนเถื่อนได้”เฟิงเหลยกล่าวเสริม

         

        ตามความเห็นเขาแล้วกองทัพในตอนนี้ยังขาดจำนวนพลมากเกินไปทหารคนเถื่อนหนึ่งคนสามารถต่อสู้กับทหารเว่ยสิบคน นับประสาอะไรกับทหารเพียงหนึ่งพันนายหากไม่มีพวกหนิงเฟยหลง เฟิงเหลยจ้าวหยางเจี๋ยกองทัพนี้ก็จะแตกอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อพบเจอเพียงกองร้อยเดียวของคนเถื่อน

         

        หนิงเฟยหลงพยักหน้าเรื่องนี้เขาเข้าใจดีกองทัพเขายังถือว่าอ่อนแอเมื่อต้องพบเจอกับกองทัพคนเถื่อน “พวกเจ้าเรียกข้าว่าเหวินเหลียงเถอะไม่ต้องถือยศตำแหน่งมากไป”

         

        “ได้”โต่วเยี่ยนฉวี่รีบตอบรับ นางเองก็ไม่ค่อยอยากเรียกชายหนุ่มว่าแม่ทัพเท่าไหร่นักเมื่อโวเยี่ยนฉวี่ตอบรับแล้วจ้าวหยางเจี๋ยกับเฟิงเหลยก็ไม่มีอะไรคัดค้าน

         

        หนิงเฟยหลงเดินไปยังแผนที่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยหน่วยสอดแนมของโต่วเยี่ยนฉวี่ก่อนหน้าที่เขาจะมา“แผนที่นี้วาดได้ถูกต้องหรือไม่ ?”

         

        “แน่นอนมันถูกแก้ไขทุก ๆ สามวัน” โต่วเยี่ยนฉวี่เอ่ยตอบ

         

        หนิงเฟยหลงกวาดสายตามองไปทางตะวันตกเขาเห็นชื่อค่ายพยัคฆ์ทมิฬที่ซึ่งจ้าวหยางเจี๋ยหนีออกมาและทิศใต้เป็นที่ตั้งของค่ายพยัคฆ์ทองคำ “สองค่ายนี้จะแตกไวไปหน่อยหรือไม่ ?”เขาพึมพำออกมา

         

        จ้าวหยางเจี๋ยได้ยินก็กล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักเขาหาได้ไม่พอใจชายหนุ่มไม่ แต่ไม่พอใจข่าวการทหาร และการบริหารจากกรมทหารมากกว่าการเคลื่อนย้ายแม่ทัพในครั้งนี้ดูมีพิรุธมาก

         

        “แน่นอนว่าใช่ค่ายทั้งสองแตกไวเกินไปราชสำนักไม่มีเวลารับมือ ไม่แน่ว่าข่าวนี้อาจจะพึ่งไปถึงค่ายหลักตะวันตกด้วยซ้ำไปแต่ที่แน่ ๆ คืออาณาเขตจ้าวเก่าล้วนตกอยู่ภายใต้กองทัพคนเถื่อนทั้งสิ้นแล้วข้าคาดเดาว่ากองทัพทั้งสามของเตมูร์ข่าวต้องยกลงมาที่จ้าวหมดแล้ว”

         

        “เตมูร์ข่าน?”

         

        “เตมูร์ข่านคือหนึ่งในสองผู้ปกครองดินแดนเหนือทวีปเป่ยโจวในเวลานี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือดินแดนเหนือกับดินแดนใต้ดินแดนเหนือถูกปกครองโดยคนเถื่อน ดินแดนใต้มีอาณาจักรเว่ยปกครองทว่าดินแดนเหนือนั้นถูกแบ่งออกเป็นสองเขตใหญ่ ๆ คือเขตตะวันตกกับตะวันออกเตมูร์ข่านปกครองตะวันตก ผู้ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้” จ้าวหยางเจี๋ยอธิบาย

         

        “แล้วจำนวนทหารในปกครองเล่า?” หนิงเฟยหลงค่อนข้างเป็นกังวลเรื่องนี้ หากกำลังอีกฝ่ายมีมากก็ยากจะต้านทานไหว

         

        “เห็นทีจะมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนสามหมื่นนายมาจากกระโจมเตมูร์ข่านหนึ่งแสน ค่ายรองทั้งสามอีกสามหมื่น คิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่านี้แล้ว”

         

        เสียงกลืนน้ำลายดังอึกๆ เฟิงเหลยกับโต่วเยี่ยนฉวี่ค่อนข้างตกใจกับจำนวนหนิงเฟยหลงมีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น “เราไม่อาจเผชิญหน้ากับพวกมันได้เลยสิ่งที่เราจะทำได้คือรวบรวมผู้คนหลบซ่อม และซุ่มโจมตีเท่านั้น”

         

        “แน่นอนข้าเองก็คิดเช่นนั้น”จ้าวหยางเจี๋ยเอ่ย เขามีความคิดไม่ต่างจากหนิงเฟยหลงเท่าไหร่นัก

         

        “จากแผนที่นี้บ่งบอกได้ว่ากองทัพคนเถื่อนทิ้งทหารไว้เขตจ้าวเก่าห้าพันนายแค่ทหารจำนวนนี้เราก็ไม่อาจประมาทได้แล้ว” โต่วเยี่ยนฉวี่ชี้ไปยังจุดหนึ่งในแผนที่คืออดีตที่ตั้งของค่ายพยัคฆ์ดำที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นค่ายคนเถื่อนไปเสียแล้ว ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

         

        “สั่งการลงไปให้เฟิงเหลยนำทหารสองร้อยไปกวาดต้อนผู้คนทางใต้ขึ้นมาไว้ให้หมดหากมีคนไม่ต้องการสู้ก็ให้ปล่อยไป แม่นางโต่วรบกวนไปทางตะวันออกด้วย พี่จ้าวทางตะวันตกท่านคงคุ้นเคยดีพวกท่านนำทหารติดตามไปด้วยสองร้อยนาย ข้าหวังว่าพวกท่านจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวังรบกวนด้วย”กล่าวจบเขาก็ประสานมือไปยังคนทั้งสามแล้วก็จ้องมองแผนที่ราวกับหลุดเข้าไปในนั้น

         

        ทั้งสามรับคำสั่งแล้วก็จัดแจงไพร่พลออกเดินทางการเพิ่มกำลังทหารสำคัญสำหรับพวกเขาจะให้ผิดพลาดไม่ได้

         

        หนิงเฟยหลงคาดหวังกับการเติบโตของกองทัพมากแต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่น่ากังวล ระดับพลังของเขาต่างจากศัตรูมากเกินไปแน่นอนว่าหากเกิดการต่อสู้อย่างแท้จริง เขาที่เป็นแม่ทัพก็ต้องประจันหน้ากับคนระดับเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

         

        “ข้าต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น!”

         

        ชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงการต่อสู้ที่ผ่านมาสองปีกว่านี้เขาค้นพบว่าตนเองมีตำรายุทธ์มากมายที่ได้คัดลอกมาจากหอคัมภีร์ยุทธ์หลวง และห้ายอดยุทธ์ปฐพีจากตระกูลหนิงทว่าเขาไม่มีเวลาฝึกฝนพวกมันเลย และในบรรดาห้ายอดวิชายุทธ์ก็มีเพียงสองวิชาที่เขาฝึกฝนไปแล้วล้วนแล้วแต่เป็นวิชาที่ช่วยเอารอดได้เป็นอย่างดี

         

        แน่นอนว่ายอดวิชายุทธ์ทั้งห้าเขาต้องฝึกฝนพวกมันแน่แต่สำหรับวิชายุทธ์มากมายที่คัดลอกมาจากหอคัมภีร์ยุทธ์หลวงนั้นเขาเห็นว่ามันไม่จำเป็นยิ่งเติบโตชายหนุ่มก็ยิ่งรู้ว่าการฝึกฝนวิชาที่หลายจะนำมาซึ่งความยุ่งยากหากฝักใฝ่ทางใดทางหนึ่งแม้เสียโอกาสด้านอื่น ๆ ไปแต่ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในอนาคต ‘เป็นคนไม่สมควรโลภมากแต่บางทีมันก็อดโลภไม่ได้แหละนะ’ ชายหนุ่มหัวเราะอยู่ในใจ

         

        “วิชากระบี่สายลมแม้ว่าจะดีแต่หากเจอผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ก็มิอาจเทียบได้หรือวายุผสานจิตก็หาใช่วิชายุทธ์ที่แท้จริงไม่มันคือการรวมเจตจำนงหลายอย่างเสียมากกว่าทั้งยังดูแตกแยกไม่รวมเป็นหนึ่งเสียด้วย หากเจอจอมยุทธ์ที่มีความสามารถด้านเจตจำนงหน่อยกระบวนท่าพวกนี้ก็คงใช้การไม่ได้ยิ่งกระบี่วิญญาณที่ไร้การพลิกแพลงนี่แล้วก็ยิ่งใช้ไม่ได้หากเจอผู้บ่มเพาะพลังจิตที่แข็งแกร่งเพียงแค่คิดไม่แน่ว่ากระบี่นี่อาจจะสลายไปในพริบตา”

         

        ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเขาไม่คิดจะประยุกต์วิชาใดอีกแล้วที่ต้องหาคือวิชาที่แท้จริงและมันคงจะมีแต่ในสำนักศักสิทธิ์ทั้งเจ็ดเท่านั้น !

         

        หนิงเฟยหลงมองไปยังสมุดคัดลอกยอดยุทธ์ทั้งสามที่เหลือแล้วก็สูดหายใจเข้าเต็มปอดเขากวาดสายตามองอย่างพินิจพิเคราะห์ “วิชาหอกอัสนีผ่านฟ้าผู้ฝึกฝนต้องมีเจตจำนงแห่งสายฟ้าอย่างต่ำขั้นก่อรากกำเนิดเสียก่อน ความเข้ากันของศาสตราสำหรับหอกขั้นจิตขึ้นไปก่อรากปลูกเมล็ดอะไรนี่อีกแล้ว คราวที่แล้วโจชิก็พูดอะไรประมาณนี้ไม่เห็นว่าก่อนหน้านี้ที่ฝึกสองวิชาปฐพีจะยุ่งยากอะไรเลย”

         

        ชายหนุ่มอึ้งเล็กน้อยความเข้ากันที่ต้องใช้ไม่ธรรมดาเลยเขาเลือกมองไปยังเล่มถัดไป “วิชากระบองคู่ราชสีห์เพลิงกัลป์ ผู้ฝึกฝนต้องมีอีกแล้ว ! อีกแล้ว ! อันนี้ก็ต้องเจตจำนงธาตุปลูกเมล็ดสมบูรณ์ความเข้ากันของศาสตราขั้นเข้าถึง หืม ๆ มันจะมากไปเสียแล้ว”เขาผิดหวังไม่น้อยร้องคำรามอยู่ในใจ นี่ก็เหลือเล่มสุดท้ายแล้วเขาชำเลืองไปอย่างคาดหวัง และแล้วก็.....ผิดหวังตามเคย

         

        ชายหนุ่มแทบคลั่ง! “หน็อยแน่ใครกันกล้านำเล่มนี้ขึ้นมาเทียบเคียงกับวิชาที่เหลือกัน ?นี่มันบ้าบัดซบอะไร ?” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจแล้วกลับมาอ่านมันใหม่อีกครั้งอย่างพยายามหวังว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดเขาได้เขาอ่านไปสักพักก็รู้สึกสนใจวิชาที่สามนี้ขึ้นมา “มันไม่ได้ช่วยในการต่อสู้เลยไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไร ?” เขาศึกษาวิชานี้อย่างจริงจัง

         

        เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามหนิงเฟยหลงอ่านหนังสือนี่จบแล้วเขาก็ลองทำตามที่หนังสือว่าไว้แล้วอยู่ๆ ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง ทว่าการเบิกโพลงในครั้งนี้หาได้แสดงซึ่งความตกใจสุดขีดในทางร้ายไม่แต่มันเป็นทางดียิ่งกว่าดี

         

        “นี่มัน...”หนิงเฟยหลงสัมผัสได้ถึงพลังฟ้าดินที่ถูกดูดกลืนเข้าไปภายในร่างอย่างไม่หยุดยั้งแม้จะเทียบกับจอมยุทธ์เขตแดนพิภพที่สามารถใช้พลังฟ้าดินได้ดั่งใจไม่ได้แต่เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการฟื้นฟูลมปราณอีกต่อไป แต่เท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ !

         

        “มันน่าจะเรียกว่า..ทักษะใช่แล้วมันต้องใช่แน่ๆ ทักษะการบ่มเพาะพลัง” วิชาทักษะบ่มเพาะพลังนี้ไม่ใช่วิชาการต่อสู้มันเอาไว้ฝึกฝนร่างกายพื้นฐานลมปราณอย่างเดียว เป็นวิชาที่หาได้ยากยิ่งหากตระกูลใดมีไว้ครอบครองนับว่าเป็นวาสนา ทักษะบ่มเพาะจะช่วยยกระดับพื้นฐานลมปราณผู้ฝึกยุทธ์ให้เร็วยิ่งขึ้นจนน่าตกใจ

         

         

        แต่หากมีไว้แล้วไม่รู้อย่างตระกูลหนิงก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร? อันที่จริงมันก็ไม่แปลกที่พวกคนในตระกูจะไม่รู้ทักษะการบ่มเพาะพลังนี้จำเป็นต้องเปิดเส้นลมปราณในร่างทั้งสิบสองสายให้ครบถ้วนที่สำคัญคือมันต้องกว้างพอสำหรับการฝึกฝนวิชานี้ไม่แปลกที่หนิงเฟยหลงจะฝึกฝนได้ง่ายเขาได้รับการช่วยเหลือทะลวงเส้นจากปักษาเพลิงทั้งยังได้โอสถวิเศษจากผู้สูงส่ง ร่างกายของเขาไม่นับว่าธรรมดาแล้วเพียงพลังกายก็สามารถเผชิญหน้ากับคนที่ต่ำกว่าขอบเขตแดนพิภพได้

         

        คนส่วนใหญ่ที่ได้ฝึกฝนมันก็จะยอมแพ้ไปจนมาถึงรุ่นหนิงเทียนวิชานี้ก็กลายเป็นไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย

         

        มันคือทักษะบ่มเพาะพลัง‘ฉิงคง’

         

คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน