หลินเฟยหลันถอนหายใจยาวนางรู้ดีว่า หากนางปฏิเสธ เขาผู้นี้ก็ย่อมถูกแม่ทัพว่านจัดการอยู่ดี
การที่ผู้เป็นนายคืนป้ายไม่ใช่การคืนอิสระ แต่หมายถึงว่า เขาต้องหานายคนใหม่
องครักษ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนักรบเดนตาย เกิดมาก็กำพร้า หากทำภารกิจล้มเหลว จะถูกเก็บทันที
เหล่านักรบเดนตายถูกฝึกมาเพื่อให้เชื่อฟังเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถจะใช้ชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไปได้
ก็เหมือนกับหน่วยรบเสวียนอู่ของท่านตา
ซึ่งท่านตาของนางได้สร้างหมู่บ้านสำหรับคนเหล่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บหรือปลดตัวเองออกมาใช้ชีวิต ให้สถานะเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง
“เอาล่ะข้าขอแค่ความภักดีจากเจ้า แต่หากวันใดเจ้าอยากมีชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไป ข้ารับปากว่าข้ามีที่ให้เจ้าอยู่”
แน่นอนว่าองครักษ์หนุ่มถึงกับใจเต้นแรง
การได้ใช้ชีวิตที่มีบ้านเป็นของตัวเองเป็นความใฝ่ฝันของทาสเดนตายอย่างพวกเขา แม้แต่ตอนที่อยู่กับนายท่านเขายังไม่กล้าคิด
เขาจึงตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ข้าน้อยยินดีรับใช้นายหญิงจนกว่าชีวิตจะหาไม่ขอรับ”
หลินเฟยหลันพยักหน้าอย่างพอใจ“อืม เช่นนั้นก็ดี จงลืมตัวตนเดิมของเจ้าเสีย จากนี้ไป เจ้าคือ อาซู่เป็นคนของข้า”
“ขอรับอาซู่ขอสาบานว่าชีวิตนี้จะมอบแก่นายหญิงผู้เดียว”
ยังไม่ทันจะเช้าแต่ทุกคนก็ต้องสะดุ้งตกใจตื่น เมื่อเสี่ยวเชียนร้องห่มร้องไห้ขึ้นมาเพราะนางเห็นสีหน้าของอาซู่ซีดเซียว ทั้งยังตัวร้อนมาก
“ฮือออ พี่สาวพี่ชายตัวร้อน เขาจะตายแล้ว ฮือออ”
หลินเฟยหลันก็ต้องถอนหายใจยาวอีกครั้ง
นางลืมไปว่าก่อนหน้าเขาถูกแม่ทัพใจโฉดเฆี่ยน เมื่อคืนยังยืนตากไอฝนอยู่ด้านนอกอีก
หากไม่ป่วยสิแปลก
นางจึงบอก“หยุดร้องไห้ แล้วไปหาน้ำมา”
เสี่ยวเชียนจึงเช็ดน้ำตาแล้ววิ่งออกไปตักน้ำ ขณะที่มือเรียวกำลังปลดเข็มขัดของอาซู่ออก
“เดี๋ยว...นาย เอ่อน้องสาว ขะ..ข้า” อาซู่ถึงกับหน้าแดง เขาจะให้ผู้เป็นนายมาทำเช่นนี้ได้อย่างไร
และนายหญิงก็กำชับว่าให้เรียกนางว่าน้องสาว
“ช้าก่อน แม่นางน้อยเจ้าจะทำอะไร”
“จะถอดเสื้อเขาทำไม”
ชาวบ้านหลายคนโดยเฉพาะสตรีที่ยังไม่ออกเรือน ก็ทำตัวไม่ถูกและพวกนางยิ่งหน้าแดงเมื่อหลินเฟยหลันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เขามีแผล ต้องทำแผลไม่ถอดเสื้อ แล้วจะให้ทำอย่างไร”
หากในฐานะท่านหญิงนางย่อมไม่มีวันจะแตะต้องร่างกายของบุรุษใด แต่ในฐานะหมอยา และสถานการณ์เช่นนี้นางย่อมไม่ถืออยู่แล้ว
อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็นคนของนางอีกด้วย
นางไม่ทำแล้วผู้ใดจะทำ
“ให้ข้าทำเถอะ”เป็นอาหุยที่ออกปาก
แม่นางผู้นี้มาจากครอบครัวแบบใดกันจึงไม่แยกแยะชายหญิงเอาเสียเลย
เขารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักที่พี่สาวของเสี่ยวเชียนไม่ถือสาที่เขาเกือบแทงนางทั้งยังช่วยเหลือลูกพี่ของตนเอาไว้อีก
ได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยหลันก็ไม่ดื้อรั้น
แต่เมื่อทุกคนเห็นรอยแผลบนแผ่นหลังของอาซู่พวกเขาก็แทบไม่อยากมอง
แผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแส้ทอดยาวไขว้กันเลือดที่แห้งกรังเป็นคราบดำ ขอบแผลซีดขาว มีหนองขึ้น เนื้อที่ฉีกขาดเริ่มเปลี่ยนสีบางแห่งเนื้อแตกออกจนเห็นเนื้อแดงข้างใน กลิ่นคาวของเลือดปนกับกลิ่นเน่าของเนื้อ
ทำให้หลายคนต้องถอยหนีอย่างหวาดกลัว
หลินเฟยหลันถึงกับเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ
แม่ทัพใจโฉดลงมือโหดเหี้ยมนัก
สายฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดชาวบ้านหลายคนเริ่มบ่นขึ้นเพราะความหิว
เมื่อคืนพวกเขาล้วนต้องกลืนน้ำฝนให้เต็มท้อง เพราะอาการบาดเจ็บของกลุ่มอาสุ่น ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเรื่องส่วนแบ่งอาหาร
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะอาสุ่นเป็นหัวหน้าของกลุ่มชาวบ้าน เป็นกำลังหลักในการออกหาอาหาร เมื่อได้อาหารมาเขาจะเป็นคนแบ่งออกมาทำในแต่ละครั้ง นี่เป็นข้อตกลงของพวกเขา
พวกเขาไม่กล้าแย่งชิงเพราะอาสุ่นนั้นมีพละกำลังเหลือเฟือ พวกเขาไม่อยากเสี่ยง
หลายคนจึงออกไปหาผักที่อยู่รอบอารามมาต้มกินประทังท้อง
เห็นเช่นนั้นหลินเฟยหลันก็ขมวดคิ้ว นางเอ่ยถามแม่เฒ่าฟ่าน “ท่านยายพวกท่านไม่ได้ไปรับอาหารจากทางการที่แจกหรือ”
“ไปก็ไม่ทันหรอกข้ามต้มน้ำพวกนั้น แจกเพียงแค่วันละสองหม้อเท่านั้น”
แล้วหญิงชราผู้หนึ่งก็เสริมขึ้น“พวกเราเคยไปอาศัยอยู่ที่ตรอกร้านค้า แต่ถูกคนของเมืองเป่ยซางขับไล่มาจึงต้องมาหลบอยู่ที่นี่”
“แล้วก็เป็นพวกพ้องของอาสุ่นที่อาสาออกไปหาอาหารมาแบ่งพวกเรา”
หลินเฟยหลันเห็นว่าผู้อาวุโสเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลจึงลองถาม “ที่ว่าออกไปล่าสัตว์ ที่ไหนกัน ในเมื่อประตูเมืองก็ปิด”
“ที่ด้านหลังอารามมีทางออก ตรงนั้นเป็นป่า”
“ท่านยายท่านจะไปบอกนางทำไม หากนางเป็นสายลับต่างแคว้นเล่า”
ได้ยินคำว่าสายลับต่างแคว้น ก็ทำให้ชาวบ้านทุกคนชะงัก สายตามองมาอย่างหวาดระแวง
อี้ฮวาสำทับขึ้นอีก“ดูสิ ชายผู้นั้น แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอย่างดี ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ชาวบ้านอย่างพวกเราแล้วยังรอยแผลนั่นอีก มิใช่ว่าถูกทางการจับได้แล้วหลบหนีออกมาหรอกนะ”
จบประโยคของอี้ฮวาเหล่าชาวบ้านก็มองหลินเฟย หลันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป