หมู่บ้านตุ้นเจียอยู่ห่างจากตัวอำเภอซงซวงราวเจ็ดถึงแปดลี้ ด้วยความเร็วในการเดินของนาง เพียงครึ่งชั่วยามก็น่าจะถึงแล้ว
แต่เนื่องจากนางเพิ่งมาถึง และตอนนี้ก็เลยเที่ยงวันไปแล้ว ถ้าจะเข้าเมืองไปซื้อของแล้วกลับมาอีก เกรงว่าฟ้าคงจะมืดเสียก่อน
ขณะที่ซ่งจินเหยาเดินไปยังทางเข้าหมู่บ้าน นางก็เห็นเกวียนเทียมวัวคันหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา เพียงแค่หนึ่งเหวิน นางก็สามารถนั่งเกวียนเข้าเมืองได้ นางจึงจ่ายเงินและขึ้นเกวียนโดยไม่ลังเล
บนเกวียนมีผู้หญิงนั่งอยู่หลายคน พวกนางจ้องมองซ่งจินเหยาด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
ซ่งจินเหยาเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะพูดคุยกับใครเช่นกัน นางจึงนั่งเงียบ ครุ่นคิดถึงคำพูดของโม่หงเชินก่อนหน้านี้
โม่หงเชินทำกิจการทุ่งปศุสัตว์ นางพอจะเข้าใจคร่าว ๆ ว่ามันเป็สถานที่สำหรับฆ่าหมูเชือดแกะเพื่อส่งให้โรงเตี๊ยมในเมือง อันที่จริง ร้านอาหารในหลายเมืองใกล้เคียงก็อาศัยเนื้อสัตว์ของเขา
เมื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผลที่เขาจะยุ่งทุกวันและไม่มีเวลาดูแลลูก ๆ ที่บ้าน
ส่วนเื่การแต่งงานกับนาง...โอ้ ไม่สิ คนที่เขาอยากแต่งงานด้วยในตอนแรกคือหลี่อิ๋งเซี่ย และจุดประสงค์ของการแต่งงานก็คือเพื่อให้มีคนมาช่วยเลี้ยงลูกให้เขา
ไม่มีความรัก มีแต่การใช้ประโยชน์ล้วน ๆ
ซ่งจินเหยาเองก็ไม่ได้รู้สึกขัดข้องอะไร ในเมื่อเป็การเตรียมการเพื่อหาคนมาเลี้ยงลูกแทน ดังนั้นเงินค่าสินสอดจึงให้มามากพอสมควร
เรียกได้ว่าใจกว้างไม่น้อยเลยทีเดียว
มันดีกว่าที่นางคาดหวังเอาไว้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า กินอยู่ไม่ต้องลำบาก สิ่งที่นางต้องคิดตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้ตัวเองใช้ชีวิตได้สบายมากขึ้น
อย่างเช่น…การซื้อเครื่องเรือนดี ๆ —หากโม่หงเชินยังคงยอมควักเงินให้แบบไม่ตระหนี่เช่นนี้ต่อไป
ส่วนเื่ของเด็ก ๆ —หากพวกเขาเป็เด็กว่านอนสอนง่าย นางก็คงโชคดีมากที่ได้เป็แม่เลี้ยง แต่ถ้าเป็เด็กดื้อไร้ระเบียบ คนที่ต้องเหนื่อยก็คงไม่พ้นแม่เลี้ยงอย่างนาง
เพราะฉะนั้น การอบรมเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้เหมาะสมจึงเป็สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี ชีวิตของนางก็จะสบายขึ้นมากในภายหลัง แถมอนาคตยังพอหวังพึ่งพาพวกเขาได้อีก
คิดไปก็อดรู้สึกชื่นใจไม่ได้เลย
และแน่นอนว่านางจะไม่ประมาทเด็ดขาด ซ่งจินเหยารู้จักนิสัยของตัวเองดี ถ้าจะมีใครต้องลำบาก นางจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองเป็คนที่ต้องอดทนแน่นอน
แล้วถ้านางเลี้ยงดูเด็ก ๆ ได้ไม่ดีล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าโม่หงเชินกลายเป็คนตีสองหน้า ภายนอกดูดีแต่แท้จริงแล้วกลับร้ายกาจ?
หลักการที่ว่า ‘พึ่งขุนเขา ขุนเขาอาจพังทลาย พึ่งคน คนก็อาจจากไป’ นางเข้าใจดีเป็อย่างยิ่ง
ดังนั้นนางจึงไม่สามารถพึ่งโม่หงเชินเพียงอย่างเดียวได้ ต้องคิดหาหนทางอื่นเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองด้วย
…
ไม่นานก็มาถึงตัวเมือง ชายชราที่ขับเกวียนเอ่ยขึ้นว่า “ปลายยามหยิน ข้าจะมารออยู่ที่นี่”
ซ่งจินเหยารีบเอ่ยถาม “ท่านลุง ตลาดไปทางไหนหรือ?”
ชายชราชี้ทางให้ “ไม่คุ้นหน้าเ้าเลย…ไม่ใช่คนแถวนี้หรือ?”
“ใช่แล้ว ข้าเพิ่งแต่งเข้ามา ยังไม่ค่อยคุ้นทางนัก”
อำเภอซงซวงเป็อำเภอเล็ก ๆ ตลาดแห่งนี้ก็มีเพียงสี่ถนนหลัก โดยร้านขายผ้าและเสื้อผ้าทั้งหมดจะอยู่รวมกันในจุดเดียว
เ้าของร่างเดิมพอจะตัดเย็บเสื้อผ้าได้ ทว่าซ่งจินเหยาไม่อยากเสียเวลารอ จึงตรงไปยังร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีราคาสมเหตุสมผล นางเลือกซื้อชุดชั้นในสองชุดและเสื้อคลุมอีกสองชุด
เสื้อคลุมขนสัตว์นั้นราคาแพง แม้แต่แบบที่ถูกที่สุดก็ยังต้องใช้เงินหลายตำลึง
นางจึงต้องห้ามใจตัวเองแล้วหันไปดูเครื่องนอนและผ้าห่มแทน
ที่นี่ไม่มีผ้าฝ้าย ทุกอย่างทำจากไหมและป่าน ที่นอนก็ยัดไส้ด้วยป่านเนื้อหยาบ แม้จะไม่ถูกใจนักแต่ก็มีทางเลือกไม่มาก นางจึงซื้อที่นอนและผ้าห่มอย่างละสามผืน
หลังจากต่อรองราคาอยู่พักใหญ่นางก็จ่ายเงินไปหนึ่งตำลึงกว่า หากทำมันเองคงจะถูกกว่านี้มาก
ซ่งจินเหยาครุ่นคิดอย่างเงียบ ๆ อยู่ในใจว่า เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ นางน่าจะลองดูว่าจะหาฝ้ายมาได้บ้างหรือไม่ แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่านี่เป็ยุคสมัยของราชวงศ์ใด แต่ก็จำได้ว่าฝ้ายนั้นมีการใช้มาั้แ่โบราณ เพียงแต่ใน่แรก ผู้คนยังไม่เริ่มใช้ฝ้ายในการทำเสื้อผ้า
หากพอจะหาฝ้ายได้ นางก็ไม่ต้องกังวลเื่ลมหนาวอีกต่อไป
ตอนนี้สิ่งที่ลำบากที่สุดคือจะเอาเครื่องนอนกับผ้าห่มเหล่านี้กลับบ้านอย่างไรดี
เ้าของร้านบอกว่าสามารถส่งสินค้าได้ภายในตัวเมือง แต่ไม่สามารถส่งถึงนอกเมืองได้ และแน่นอนว่าไม่สามารถส่งถึงหมู่บ้านได้เช่นกัน
ด้วยสิ่งของมากมายเช่นนี้ นอกเสียจากว่าจะมีนางเป็ผู้โดยสารเพียงคนเดียว เกวียนวัวของชายชราก็คงไม่มีที่ว่าง
ซ่งจินเหยาจึงตัดสินใจเช่าเกวียน
เมื่อเดินมาถึงทางแยก นางก็เห็นร่างหนึ่งที่คุ้นตาเข้าพอดี
ไม่ใช่ว่าซ่งจินเหยามีสายตาที่ยอดเยี่ยมอะไร เพียงแต่ว่าโม่หงเชินนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ทั้งยังหล่อเหลาสะดุดตา แม้จะสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ แต่เขาก็ยังโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน
นอกจากนี้ยังมีเกวียนเทียมม้าอยู่ข้าง ๆ ดูเหมือนพวกเขาเพิ่งขนสินค้าลงจากเกวียนเสร็จและเตรียมตัวออกเดินทาง
ช่างเป็จังหวะที่เหมาะเจาะจริง ๆ
เมื่อซ่งจินเหยาเห็นโม่หงเชินมองมา นางก็รีบโบกมืออย่างมีความสุขขณะวิ่งไปหาเขา
ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาคือสหายคนสนิท อวี๋เย่าไห่ เมื่อเห็นสาวงามโบกมือให้ เขาก็อดแปลกใจไม่ได้จึงมองไปรอบ ๆ
เมื่อมองจากมุมนี้ เห็นได้ชัดว่าสาวงามวิ่งมาหาพวกเขา แต่ในเมื่อไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินว่าสหายของตนเกี่ยวพันกับสาวงามมาก่อน เขาจึงเอ่ยถามขึ้น
“สหาย นั่นใครน่ะ? เ้ารู้จักนางหรือไม่?”
โม่หงเชินเลิกคิ้ว เหลือบตามอง ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเย็น “ไม่รู้จัก”
“โม่หง…” ซ่งจินเหยาเพิ่งวิ่งมาถึงตรงหน้าและกำลังจะเอ่ยทักทาย ก็ได้ยินคำพูดนั้นของเขาเข้าเต็ม ๆ
ไม่รู้จัก?
เขาพูดว่าอะไรนะ? เขาบอกว่า ไม่รู้จักนาง!
สีหน้าของซ่งจินเหยาเปลี่ยนไปทันที ทั้งที่เพิ่งเจอกันและพูดคุยกันเมื่อไม่ถึงชั่วยามก่อนแท้ ๆ ตอนนี้เขากลับบอกว่าไม่รู้จักนางอย่างนั้นหรือ?
นอกเสียจากว่า…เขาไม่อยากเปิดเผยตัวตนของนางให้ใครรู้
ซ่งจินเหยารู้สึกโมโหมาก พาลมองอวี๋เย่าไห่อย่างโกรธจัด ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันที
นี่มันอะไรกัน เขาไม่อยากจะรู้จักนางหรือ? ก็ได้ นางก็ไม่อยากจะรู้จักเขาเหมือนกัน!
อวี๋เย่าไห่ที่โดนมองด้วยสายตาแปลก ๆ ก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ ด้วยความงุนงง เขาถูจมูกตัวเองไปมา “สหาย ข้ารู้สึกว่าเมื่อครู่นางจะเรียกเ้านะ เ้าไม่รู้จักนางจริง ๆ หรือ?”
โม่หงเชินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “รู้จัก”
“แล้วเหตุใดถึงบอกว่าไม่รู้จักเล่า? นางเป็ใครกัน?”
“พี่สะใภ้เ้า”
โม่หงเชินไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก เขาปีนขึ้นเกวียนเทียมม้าแล้วเอ่ยว่า “เร็วเข้า เรายังมีเื่ที่ต้องทำอีก”
“โอ้...มาแล้ว ๆ" อวี๋เย่าไห่รีบะโขึ้นเกวียน ปากก็พร่ำถามไม่หยุด “เดี๋ยวก่อนนะ เ้าพูดจริงหรือ? นั่นพี่สะใภ้ข้าหรือ? ั้แ่เมื่อไรกัน เหตุใดข้าถึงไม่รู้เื่เลย?”
“วันนี้”
อวี๋เย่าไห่ยังคงซักไซ้ต่อ “ไม่ถูกต้องสิ ข้าเคยเห็นแม่นางตระกูลฉางมาก่อน นางไม่ได้งดงามเช่นนี้ อีกทั้งนางยังไม่เต็มใจแต่งงานกับเ้าด้วยไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดจู่ ๆ เ้าถึงมีภรรยาที่งดงามเช่นนี้ได้กันล่ะ?”
…
ฮึ! ไม่อยากรู้จักข้าอย่างนั้นหรือ? ระวังไว้เถอะ ข้าจะไม่ยอมแต่งงานด้วย แล้วลูก ๆ ทั้งสามคนของเ้าก็จะไม่มีคนเลี้ยง!!
ซ่งจินเหยาบ่นอุบขณะไปเช่าเกวียนเพื่อขนเครื่องนอนและสิ่งของอื่น ๆ กลับบ้าน
ทั้งหมดนี้ต้องเสียเงินเพิ่มอีกสิบสองเหวิน
แต่มันไม่ใช่เงินของนาง นางจึงไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย!
..แต่จะว่าไม่เสียดายเลยก็ไม่จริงนัก
ซ่งจินเหยารู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อยขณะนั่งอยู่บนเกวียน
นางค่อย ๆ ตระหนักได้ว่าต่อให้โม่หงเชินไม่มีนาง เขาก็สามารถหาคนอื่นมาเลี้ยงดูลูก ๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้านางไม่มีโม่หงเชิน…นางก็คงไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว
หากไม่มีทะเบียนบ้านหรือใบอนุญาตเดินทาง นางอาจถูกจับกุมในฐานะคนเร่ร่อนได้
หากโชคดีหน่อยก็แค่ถูกส่งกลับภูมิลำเนาเดิม แต่ส่วนใหญ่มักถูกคุมขังและเอาไว้ใช้งาน ยิ่งเมื่อพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาของนางแล้ว แบบนี้ยิ่งเสี่ยงถูกหมายตา ให้ไปอยู่ในสถานที่สกปรกต่ำช้าแบบนั้น...
หากเป็เช่นนั้น ไม่ว่าจะร้องขอจากฟ้าหรือดิน ก็คงสิ้นหวังหมดหนทาง
หากจะเป็สตรีที่มีอิสระในยุคสมัยนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเงิน
เงินที่จะนำมาปูทางสำหรับเส้นสาย
เงินที่จะนำมาซื้อที่ดินไว้ทำกิน
หากมีญาติในตระกูลคอยสนับสนุนก็จะยิ่งดี
แต่เวลานี้นางไม่มีอะไรเลย หากไม่นับบิดามารดา ก็เหลือแค่สามีให้พึ่งพาเท่านั้น
ดังนั้นการ ‘เกาะขา’ โม่หงเชินไว้ให้มั่นจึงถือเป็สิ่งฉลาดที่สุดที่นางสามารถทำได้ในตอนนี้
.
.
.