จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 83 ชัยชนะ

            แควก!

            แควก!

            แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ทุกชิ้นส่วนของสายลมบุปผา ทุกชิ้นส่วนของหิมะใบไม้ล้วนแต่กรีดชุดคลุมเต๋าของเขาจนขาดได้

            “สายลมบุปผาหิมะใบไม้นึกไม่ถึงว่าฉีเยว่จะใช้วิชาลับได้อย่างเชี่ยวชาญยิ่งนัก”สวีฝูที่ยืนอยู่บนขั้นบันไดหิน ลูบเคราและยิ้มเบาๆราวกับว่าเขาพึงพอใจในศิษย์ที่เขาฝึกฝนมาเป็นอย่างมาก

            เมื่อถอนสายตาจากฉีเยว่เขาก็มองไปยังเย่เฉิน

            สายลมบุปผาหิมะใบไม้ของฉีเยว่นั้นลึกลับมากยากจะเปรียบทำให้เย่เฉินรู้สึกเหนื่อยล้า จนถึงกับลำบากใจ

            “ล้วนแต่เป็นความอยากเอาชนะอย่างเด็กๆย่อมเกิดการลูบคมซึ่งกันและกัน” สวีฝูพึมพำ

            “วิชาลับนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!” บางครั้งเย่เฉินก็พยายามหลบเลี่ยง บางครั้งก็ป้องกันแต่เขาก็ยังคงถูกสายลมบุปผาหิมะใบไม้ห้อมล้อมอยู่ แม้ว่าเขาจะตอบโตกลับไปบ้างแล้วแต่ด้านหลังก็ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ยังไม่สามารถจะเอาชนะได้

            “แต่คิดจะใช้วิชาลับนี้เอาชนะข้า เจ้าประมาทข้าเย่เฉินคนนี้เกินไปแล้ว”คำพูดเยาะเย้ยดังออกไป เย่เฉินหมุนร่างกายไปโดยรอบอย่าง

            สวยงามและเหวี่ยงกระบี่เพื่อตัดสลายสายลมบุปผาหิมะใบไม้ จากนั้นก็ก้าวออกมาตรงเข้าไปหาฉีเยว่

            เมื่อเห็นดังนี้ฉีเยว่ก็โบกแขนของนางทันที สายลมบุปผาหิมะใบไม้ก็โหมกระพือกักขังเย่เฉินเอาไว้อีกครั้ง

            เพียงแต่นางประเมินเย่เฉินต่ำเกินไปจริงๆ

            ท่าร่างของเย่เฉินเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาดใจทันทีที่เขาก้าวออกไปตามจังหวะลึกลับของความเร็วลมกรดร่างเงาด้านหลังก็เกิดขึ้นไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าสายลมบุปผาหิมะใบไม้ที่อยู่รอบๆนั้น ไม่สามารถจะจับจังหวะตามเขาได้ทัน

            “เป็นท่าร่างของวิชาลึกลับที่เยี่ยมจริงๆ”ไม่เพียงแต่ฉีเยว่ แม้แต่สวีฝูเองก็ยังต้องประหลาดใจ

            “ศิษย์พี่หญิงถึงตาข้าออกกระบวนท่าบ้างแล้ว” เย่เฉินพยายามพุ่งเข้าไปยังฉีเยว่อย่างเต็มกำลังจากนั้นก็ปล่อยฝ่ามืออสุนีบาตออกไป

            ลมปราณของฝ่ามือที่อยู่เบื้องหน้าทำให้ฉีเยว่ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง จากลมที่อยู่ในฝ่ามือนางรู้ชัดถึงพลังความแข็งแกร่งที่โจมตีเข้ามาซึ่งไม่ใช่พลังที่ระดับขั้นรวมพลังจะพึงมี

            แม้ว่าจะตกใจแต่ฉีเยว่ก็ยังคงโบกแขนไม่หยุด จากนั้นก็มีลำแสงพุ่งออกมาระหว่างมือของนางและผลักฝ่ามือออกไปยังเย่เฉิน

            ตูม!

            สองฝ่ามือปะทะกันเกิดเสียงตูมตามดังสนั่น

            เมื่อมองไปยังทั้งสองคนอีกครั้งเย่เฉินก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว และฉีเยว่เองก็ถูกแรงสะท้อนไปหนึ่งก้าวเช่นกัน

            ด้วยฝ่ามือที่แข็งแกร่งนึกไม่ถึงว่าจะมีฝีมือระดับเดียวกัน

            “เขามันเป็นคนบ้าอะไรนี่”ดวงตาของฉีเยว่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและตอนนี้นางก็ได้ตระหนักถึงคำพูดของสวีฝูแล้วว่า เขาไม่ได้พูดไปเรื่อยเปื่อย

            ในขณะที่กำลังตกใจเย่เฉินก็ได้เหวี่ยงกระบี่ของเขา มุ่งตรงไปยังหน้าผากของนาง

            เมื่อเห็นดังนี้ฉีเยว่จึงถอยหลังไป ใช้เท้าจิกพื้น กระบวนท่าร่างก็ลึกลับไม่ธรรมดาจนเหลือระยะห่างเพียงสองชุ่น เย่เฉินก็ยืนนิ่งไม่ได้ตามไป

            “ดัชนีหลิงเซียว”ในขณะที่ถอยหลัง ฉีเยว่ก็เคลื่อนตัวออกห่างจากเย่เฉิน จากนั้นก็ชี้นิ้วออกมา

            ทันใดนั้นเย่เฉินก็เหวี่ยงกระบี่เมฆแดงออกไป

            ปัง!

            เสียงกระทบกันของโลหะก็ดังขึ้นกระบี่เมฆแดงที่กำลังจะมาถึงก็ถูกฉีเยว่ปัดลอยออกไป

            เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังกระโจนเข้ามาฉีเยว่ก็โบกมือและชี้นิ้วไป

            เพียงแต่สิ่งที่ทำให้นางคิดไม่ถึง ก็คือเย่เฉินไม่ได้แสดงการป้องกันใดๆยืนรับดัชนีนิ้วนั้นอย่างแน่นิ่ง จนทำให้ไหล่ของเขาเกิดรอยแผลมีเลือดไหลออกมาจากนั้นจึงพุ่งเข้ามาด้านหน้าของฉีเยว่

            เห็นได้ชัดว่าฉีเยว่นึกไม่ถึงเลยว่าเย่เฉินจะต่อสู้ด้วยวิธีเช่นนี้

            ด้วยความประหลาดใจเย่เฉินจึงโบกฝ่ามือออกไป และส่งเสียงคำรามของสัตว์ร้ายออกมา

            สีหน้าของฉีเยว่ดูเย็นชาและตอบกลับอย่างใจเย็น โบกมือสกัดกั้นไว้แต่ด้านล่างเข่าของเย่เฉินก็ได้ยกขึ้นมาในเวลาเดียวกัน

            “การต่อสู้ระยะประชิดหรือ?” ฉีเยว่หรี่ตาลง ใช้มือข้างหนึ่งปิดกั้นเข่าที่ฟาดเข้ามาของเย่เฉิน

            “ถูกต้องแล้ว”เย่เฉินยิ้มอย่างแปลกประหลาด จากนั้นรูปแบบของการต่อสู้ของเขาก็ดุเดือดมีความโดดเด่นอีกทั้งยังแปลกประหลาดมาก

            โฮก!

            โฮก!

            โฮก!

            ในหอโอสถวิญญาณมีเสียงคำรามที่อธิบายไม่ได้ดังขึ้นและดังขึ้นในทุกครั้งที่เกิดการเคลื่อนไหวของเย่เฉิน

            เขาบางครั้งเหมือนพยัคฆ์บางครั้งก็เหมือนวานรที่ดุร้าย บางครั้งก็เหมือนราชสีห์และบางคราก็เหมือนดั่งหมาป่า มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวทั้ง คว้า จับ ตะปบ ตี กระชากใช้มือ เท้า เข่า และไหล่รวมกันอย่างลงตัว ข้อต่อส่วนต่างๆของร่างกายล้วนกลายเป็นอาวุธอันร้ายแรง

            “นึกไม่ถึงว่าจะมีเคล็ดวิชาลับในการต่อสู้ระยะประชิดเช่นนี้ด้วย”ฉีเยว่ตกใจมาก

            “เจ้าเด็กนี่ข้าประเมินเจ้าต่ำไปมากจริงๆ” สวีฝูแสดงท่าทางประหลาดใจ “นอกจากเจ้าเด็กคนนั้นของยอดเขาเทียนหยางข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นเยว่เอ๋อร์มีท่าทีเช่นนี้ ดูแล้วการที่เจ้าสู้ชนะศิษย์ที่แท้จริงของยอดเขาเหรินหยาง และยอดเขาตี้หยางจนพิการดูจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีเหตุผล”

            ตูม!

            ตูม!

            การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดเย่เฉินก็กล้ามากขึ้นเขากล้าที่จะใช้ความลึกลับของอสูรเดือดดาลออกมาต่อสู้รวมถึงวิชาความเร็วลมกรดนึกไม่ถึงว่าเพียงครู่เดียวก็โจมตีฉีเยว่จนต้องถอยหนี

            เมื่อมองไปยังฉีเยว่อีกครั้งเสื้อผ้าของนางในตอนนี้ยุ่งเหยิง จนรู้สึกลำบากใจ แม้ว่าตัวนางจะมีเคล็ดวิชาลึกลับอยู่มากมายแต่ทุกครั้งที่ลงมือหรือฟาดพลังฝ่ามือออกไป ก็ล้วนแต่ถูกเย่เฉินขัดขวางไว้ได้เสมอดังนั้นในขณะที่เกิดการต่อสู้ระยะประชิด จึงกดดันนางจนไม่อาจจะเงยหน้าขึ้นได้

            ตูม!

            เมื่อได้ยินเสียงตูมตามฉีเยว่ก็รีบรับหมัดของเย่เฉินทำให้ร่างถอยไปกระแทกกับแผ่นหินที่อยู่ด้านหลังจนแตกกระจาย

            แต่ในเวลานี้นางจึงมีเวลาที่จะตอบโต้กลับรีบปล่อยฝ่ามือของนางออกไปใส่เย่เฉินที่กำลังมุ่งเข้ามาทันที

            “ทะเลมรกตวารีวิญญาณ”ฉีเยว่ประทับฝ่ามือออกไป เพื่อขับไล่เย่เฉินอย่างรวดเร็ว

            ทันใดนั้นก็มีคลื่นปั่นป่วน คลื่นนั้นโหมซัดสาดเกิดเป็นเสียงดังที่ด้านหลังของฉีเยว่ นึกไม่ถึงว่าแม้แต่เตาปรุงยาขนาดใหญ่ก็ถูกกลืนหายไปช่างเป็นอานุภาพที่ยอดเยี่ยมมาก

            เป็นวิชาลับที่ไม่ธรรมดาดูเหมือนว่านางไม่ต้องการที่จะพ่ายแพ้ต่อคนระดับขั้นรวมพลังเพราะล้วนแต่โจมตีด้วยทักษะที่มีชื่อเสียง

            ตรงกันข้ามเมื่อหันหน้าไปยังคลื่นที่ซัดสาด เย่เฉินก็ก้าวถอยหลังไปอย่างกะทันหันพลังงานของทะเลมรกตวารีวิญญาณกำลังพลุ่งพล่านกลัวว่าคงจะมีศิษย์นอกสำนักเพียงไม่กี่คนที่จะหยุดการโจมตีของมันได้

            “อัคคีเที่ยงแท้จงปรากฏ” เพียงแค่คิด เขาก็เรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมาทันที

            อัคคีเที่ยงแท้ส่องแสงสีทองและลุกไหม้อย่างรุนแรง จากจุดที่เขายืนอยู่เป็นศูนย์กลางเปลวไฟได้เกิดเป็นวังวนเพลิง ปกป้องล้อมตัวเขาไว้

            เบื้องหน้าเป็นคลื่นน้ำที่เชี่ยวทำให้เขาจมอยู่กับที่

            เฮ้อ!

            จนกระทั่งตอนนี้ฉีเยว่ได้ถอนหายใจออกมา และค่อนข้างมั่นใจในวิชาลับของตนเองนางมั่นใจยิ่งนักว่าเย่เฉินไม่สามารถจะหยุดยั้งกลอุบายนี้ได้ดวงตาที่งดงามของนางยังคงตกตะลึง และนี่เป็นครั้งแรกที่นางต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้ฝึกตนขั้นรวมพลัง

            “เจ้าบังคับให้ข้าต้องใช้เคล็ดวิชานี้เย่เฉิน เจ้านี่มันโอหังเกินไปแล้วจริงๆ”

            แน่นอนทันทีที่เสียงของนางจบลงกระบวนท่าวิชาทะเลมรกตวารีวิญญาณของนางก็ถูกเย่เฉินทำลายลง และคลื่นความร้อนก็ระบายออกมา

            เช้ง!

            ทันใดนั้นเสียงของกระบี่วิญญาณก็ดังขึ้น

            ขณะที่กำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นปลายแหลมของกระบี่เมฆแดง ก็อยู่ห่างจากลำคอของนางเพียงสามชุ่น1

            “ศิษย์พี่หญิงท่านแพ้แล้ว” เย่เฉินมองไปยังฉีเยว่ด้วยรอยยิ้ม

            “เจ้า...”ฉีเยว่จ้องตรงไปยังเย่เฉินที่อยู่ตรงหน้า และอ้าปากค้าง อยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน

            แม้ว่าจะใช้ไปเพียงสามกระบวนท่าแต่นางก็รู้ดีว่าวิชาลับทั้งสามกระบวนท่านั้น ล้วนแต่ไม่ธรรมดาเลยสักกระบวนท่าและด้วยฐานการฝึกตนของนาง นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องอยู่ภายใต้เงื้อมมือของผู้ที่อยู่ในระดับขั้นรวมพลังธรรมดาๆคนหนึ่ง นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจนึกถึงได้เลย

            หลังจากเรียกเก็บกระบี่เมฆแดงเย่เฉินก็เซถลาไป จนเกือบจะล้มลง

            วิชาทะเลมรกตวารีวิญญาณของฉีเยว่นั้นทรงพลังจริงๆถ้าไม่ใช้อัคคีเที่ยงแท้ยับยั้งเอาไว้ เขาก็คงต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย

            “ศิษย์ที่สวีฝูสั่งสอนแต่ละคนล้วนแต่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”ในใจเต็มไปด้วยการถอนหายใจ เย่เฉินรู้ดี หากไม่มีข้อจำกัดเรื่องสามกระบวนท่าและการต่อสู้ยังดำเนินไปเรื่อยๆ ใครจะแพ้หรือชนะก็คงยากที่จะบอกได้

            “เจ้าเด็กนี่เจ้านี่ช่างทำให้ประหลาดใจได้จริงๆ !”สวีฝูที่อยู่บนบันไดหิน ค่อยๆ เดินลงมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก

            “มันก็แค่เรื่องบังเอิญ”เย่เฉินหัวเราะเบาๆ เทน้ำยาวิญญาณเข้าปากด้วยความกระหาย

            สวีฝูมองไปยังฉีเยว่ที่นิ่งเงียบอยู่ใบหน้าก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมา “เยว่เอ๋อร์ เจ้าต้องรู้ไว้นะ เหนือฟ้ายังมีฟ้าเหนือคนยังมีคน การพ่ายแพ้ในวันนี้ เจ้าควรจะเก็บกลับไปคิดไตร่ตรองดู”

            ฉีเยว่เม้มริมฝีปากแต่ยังคงพยักหน้า

            นางรู้ดีหากเย่เฉินและนางอยู่ในระดับการฝึกตนเดียวกัน นางจะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะมีเพียงเรื่องนี้ ที่นางไม่อาจเทียบเย่เฉินได้

            การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างช้าๆฉีเยว่เดินไปยังตำหนักด้านข้างอย่างเงียบๆ ในขณะที่กำลังเข้าสู่ตำหนักด้านข้างนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะหันมามองเย่เฉิน คนระดับขั้นรวมพลังธรรมดาคนหนึ่งผู้ปรุงยาธรรมดาที่ไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้คนหนึ่งทำให้นางต้องประหลาดใจมากมายหลายเรื่อง

            “เป็นเพราะข้าเย่อหยิ่งเกินไป”ทันใดนั้น ฉีเยว่ก็พึมพำกับตนเอง เกิดอารมณ์บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ขึ้นในใจนาง

            เห็นได้ชัดว่าเย่เฉินไม่ทันสังเกตเห็นความแปลกประหลาดของฉีเยว่และเมื่อเขากำลังจะจากไปก็ถูมือของเขาและมองไปยังสวีฝู “ผู้อาวุโสที่ท่านพูดมาแล้วก็อย่าแล้วกันไปนะ”

            “ขาดเจ้าไม่ได้จริงๆ”สวีฝูพูดอย่างไม่สบอารมณ์ ลูกศิษย์ก็สู้แพ้ และยังต้องมาขายหน้าอีก

            แต่อย่างไรก็ตามเขายังคงรักษาสัญญา

            ภายใต้แสงจันทร์เขาก็จุดเพลิงธรณีขึ้น เตรียมสมุนไพรวิญญาณสำหรับเย่เฉินเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

            เมื่อเทียบกับเย่เฉินนักปรุงยาครึ่งๆกลางๆ ผู้นี้แล้ว เขามีความแตกฉานในการปรุงยาที่สูงปรุงเม็ดยาจิตวิญญาณโดยไม่มีความกดดันแม้แต่น้อย และในระหว่างปรุงยาอีกด้านหนึ่งก็อธิบายความลึกลับต่างๆ ให้เย่เฉินฟัง

            เม็ดยาจงออกมา!

            ในไม่ช้าเสียงของสวีฝูก็ดังขึ้น เม็ดยาสีฟ้าใสก็ลอยออกมาจากเตาปรุงยาจากนั้นก็โบกแขนนำมาไว้ในมือของเขา

            “เป็นอย่างไรดูจนเข้าใจหรือยัง?”สวีฝูหยิบเม็ดยาวิญญาณที่เพิ่งปรุงมาใหม่ๆ ใส่เข้าไปในแขนเสื้ออย่างระวัง

            “มันยากกว่าเม็ดยาหุยเสวียนเล็กน้อยแต่ก็ไม่น่าเป็นปัญหาอะไร” เย่เฉินลูบคาง

            “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ค่อยๆฝึกดู” สวีฝูร้องเพลงระหว่างเดินเข้าไปในห้องโถงด้านหลัง เพื่อทำการพักผ่อน

     

    ********************

    1 1 ชุ่นเท่ากับ 1 นิ้ว