กา! กา! กา!
เสียงกรีดร้องแหลมสูงอันชวนแสบแก้วหูดังก้องสะท้อนไปทั่วตรอกเปลี่ยว เงามืดทมิฬบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลหลินพลันบิดเบี้ยวและหมุนวนเป็พายุหมุนขนาดย่อม ไอหยินสีดำสนิทเข้มข้นดั่งน้ำหมึกพวยพุ่งออกมาจากแผ่นยันต์สีเืที่ถูกทิ้งลงบนพื้น ก่อนจะควบแน่นกลายเป็ฝูง 'อีกาโลหิต' นับร้อยนับพันตัว ดวงตาของพวกมันแดงฉานดุจถ่านไฟลุกโชน ปากแหลมคมดุจเข็มเหล็ก และกรงเล็บอาบไปด้วยไอพิษร้ายกาจ
บนหลังคาสูง ชายลึกลับสวมลูกประคำเืยืนตระหง่านอยู่ใต้เงาจันทร์ ชายชุดคลุมยาวสีดำสะบัดพลิ้วตามแรงลม มือข้างหนึ่งยังคงนับลูกประคำสีเืที่เปล่งแสงสีแดงคล้ำสลัว อาคมอีกาโลหิตที่มันปลดปล่อยออกมาเปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหารมุ่งหมายจะฉีกกระชากร่างของทุกคนเบื้องล่างให้แหลกเป็ชิ้นๆ
"ฉิบหายแล้ว! อีกาผี! อีกาปีศาจจะกินหัวข้าแล้ว!"
ต้าหนิวกู่ร้องลั่นด้วยความขวัญหนีดีฝ่อ ร่างั์กำยำะโตัวลอยเข้ามากอดเอวสวี่อันไว้แน่นจนกระดูกแทบลั่น ใบหน้าของรองหัวหน้ามือปราบซีดเผือดราวกับกระดาษไหว้เ้า มุดศีรษะลงต่ำหมายจะใช้แผ่นหลังของสวี่อันเป็โล่กำบัง ทั้งที่ตัวของเขาใหญ่กว่าสวี่อันถึงสองเท่า
"ท่านรองหัวหน้าต้าหนิว! ปล่อยเอวข้าเดี๋ยวนี้นะขอรับ! ตัวท่านหนักขนาดนี้จะรั้งให้พวกเราตายคู่หรืออย่างไร!"
สวี่อันกัดฟันกรอด พยายามสะบัดร่างั์ของต้าหนิวออก ทว่าฝูงอีกาโลหิตเบื้องหน้ากลับไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้หายใจ พวกมันประสานเสียงกรีดร้องก้องกังวาน ก่อนจะพุ่งดิ่งทิ้งตัวลงมาราวกับห่าลูกศรสีดำทมิฬ คมกรงเล็บกรีดฝ่าความว่างเปล่าจนเกิดเสียงหวีดหวิวสยองขวัญ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง ร่มกระดาษน้ำมันสีแดงที่สวี่อันถือกระชับอยู่ในมือซ้ายก็พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไอหมอกสีชาดะเิพวยพุ่งออกมาจากยอดร่ม พร้อมกับเสียงตวาดแ่เบาทว่าทรงพลังอันสะท้านขวัญ
"วิชาชั่วช้าต่ำทราม... กล้ามาแผลงฤทธิ์ต่อหน้าข้าเชียวรึ!"
พรึ่บ!
ร่มกระดาษน้ำมันสีแดงกางผงาดออกโดยอัตโนมัติ ลอยขึ้นไปลอยเคว้งอยู่เหนือศีรษะของสวี่อันและต้าหนิว ลวดลายกิ่งเหมยสีชาดบนผืนร่มสว่างวาบขึ้นราวกับมีชีวิต ปลดปล่อยคลื่นไอหยินอันหนาวเหน็บเสียดกระดูกออกมาก่อตัวเป็ 'ม่านพลังร่มกระดาษน้ำมัน' ทรงโดมสีแดงโปร่งแสงครอบคลุมร่างของคนทั้งสองไว้อย่างสมบูรณ์
เคร้ง! เคร้ง! ตูม! ตูม!
ฝูงอีกาโลหิตพุ่งกระแทกเข้าใส่ม่านพลังสีชาดอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรงเล็บและจะงอยปากแหลมคมปะทะกับกำแพงปราณดังกึกก้องราวกับห่าะุเหล็กตกกระทบโล่ทองแดง ประกายไฟสีแดงและไอควันสีดำปะทุขึ้นระยิบระยับ ทว่าม่านพลังร่มกระดาษน้ำมันกลับแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็กกล้า ปัดป้องการโจมตีอันดุร้ายไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
เงาร่างในชุดคลุมสีแดงเพลิงของไป๋ลู่ปรากฏกายขึ้นเคียงข้างคันร่ม ผิวพรรณของนางขาวผ่องทว่าซีดเผือด แววตาทรงอำนาจจับจ้องฝูงอีกาด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ นางสะบัดฝ่ามือเรียวงามทั้งสองข้างออกไป คลื่นไอเย็นเยือกแข็งบิดเกลียวพวยพุ่งออกจากม่านพลัง สะท้อนแรงปะทะกลับไปในทันควัน
ตูม!
คลื่นพลังไอหยินะเิกระจายออกรอบทิศทาง แผดเผาและฉีกกระชากฝูงอีกาโลหิตจนแตกสลายกลายเป็เถ้าถ่านสีดำร่วงกราวลงสู่พื้นดิน อักขระบนแผ่นยันต์สีเืมอดไหม้ดับสูญไปในพริบตา
บนหลังคา ชายลึกลับสวมลูกประคำเืชะงักงันไป ดวงตาคู่เรียวรีภายใต้เงาหมวกคลุมทอประกายประหลาดใจระคนหวาดระแวง เมื่อััได้ถึงกลิ่นอายิญญาอันกล้าแกร่งของผีสาวชุดแดง
"ผีร้ายชุดแดงในร่มกระดาษน้ำมันงั้นรึ... น่าสนใจ แต่เวลาของพวกเ้าใกล้จะหมดลงแล้ว!"
ชายลึกลับแค่นเสียงเย็นเยียบ ร่างของมันพลันเลือนรางกลายเป็หมอกควันสีดำทมิฬ ก่อนจะล่าถอยและกลืนหายไปในความมืดมิดของราตรีอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมตรอกร้างอีกครั้ง
เมื่อภัยคุกคามผ่านพ้นไป ม่านพลังสีชาดก็สลายตัวลง ร่มกระดาษน้ำมันสีแดงร่วงหล่นกลับลงมาสู่มือของสวี่อัน ทว่าคราวนี้ร่างของไป๋ลู่ที่ยืนอยู่ข้างกายกลับดูเลือนรางโปร่งแสงจนน่าใจหาย ใบหน้างดงามของนางซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม ละอองไอหยินรอบกายเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัดจากการต้องต้านทานอาคมอีกาโลหิตเมื่อครู่
"แฮ่ก... ชายโฉดผู้นั้นมีพลังอาคมสายมารกล้าแกร่งนัก" ไป๋ลู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่ระโหย แววตาสั่นระริก "ข้าสูญเสียพลังปราณิญญาไปมากโข... เ้าหนุ่มสัปเหร่อ! หากเ้าไม่รีบจุด 'ธูปหอมิญญาจันทรา' ฟื้นฟูไอหยินให้แก่ข้าตอนนี้ ข้าคงต้องสลายหายไปแน่ และเมื่อถึงเวลานั้น จะไม่มีใครคอยปกป้องหัวกบาลเ้ากับไอ้อ้วนขี้ขลาดนั่นอีก!"
สวี่อันเห็นสภาพของไป๋ลู่ก็รู้ได้ทันทีว่านางไม่ได้แสร้งทำ หากขาดกำลังรบหลักอย่างผีสาวชุดแดงไป การจะต่อกรกับนิกายบัวโลหิตย่อมเป็ไปไม่ได้เลย เขาจึงรีบหยิบธูปหอมิญญาจันทราที่เตรียมไว้ออกมาจากย่ามสะพาย
ตัวก้านธูปเป็สีขาวนวลบริสุทธิ์ดั่งแสงจันทร์ มีกลิ่นหอมเย็นลึกล้ำชวนให้จิติญญาสงบนิ่ง สวี่อันจุดประกายไฟที่ปลายก้านธูปอย่างรวดเร็ว ควันธูปสีขาวบริสุทธิ์ลอยล่องม้วนตัวเป็เกลียวคลื่น ไป๋ลู่สูดดมควันธูปนั้นเข้าไปอย่างกระหาย ผิวพรรณและเงาร่างของนางค่อยๆ กลับมาเข้มชัดขึ้นอีกครั้ง สีหน้าดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่นางจะทิ้งตัวม้วนกลับเข้าไปจำศีลฟื้นฟูพลังอยู่ภายในร่มกระดาษน้ำมันสีแดงตามเดิม
ต้าหนิวที่เพิ่งจะโงหัวขึ้นมาจากพื้น ลูบอกลูบใจตัวเองพลางหอบหายใจรัว "รอด... รอดตายแล้วโว้ย! ข้าเกือบโดนกาผีจิกไส้แตกแล้วไหมล่ะ! สวี่อัน เ้ารีบพาข้ากลับที่ว่าการอำเภอผิงอันเถอะ ขืนอยู่ข้างนอกต่อไปพวกเราไม่รอดแน่!"
"กลับไม่ได้ขอรับท่านรองหัวหน้าต้าหนิว" สวี่อันส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาคมกริบและเคร่งขรึม
"ทำไมจะกลับไม่ได้!" ต้าหนิวโวยวาย "เ้าไม่เห็นหรือว่าพวกมันส่งมือสังหารระดับนั้นมาดักฆ่าพวกเราถึงหน้าจวนตระกูลหลิน!"
"นั่นยิ่งเป็หลักฐานชัดเจนว่าพวกมันกำลังร้อนรนขอรับ" สวี่อันเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยหลักตรรกะอันเฉียบคม "ท่านลองแหงนหน้ามองท้องฟ้าดูสิ คืนนี้เป็คืนเดือนมืด แสงจันทร์ถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น ตามหลักธรรมชาติและวิชาฮวงจุ้ย คืนเดือนมืดคือ่เวลาที่ไอหยางในผืนปฐีลดลงต่ำที่สุด และไอหยินจะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด! พฤติกรรมของนิกายบัวโลหิตที่เร่งรีบขโมยสมุดบันทึกดาราศาสตร์กับตราศิลารูปดาว และยังส่งคนมาปิดปากพวกเราอย่างไม่คิดชีวิต ล้วนบ่งชี้ว่าพวกมันกำลังจะลงมือเปิดสุสานบรรพชนตระกูลหลินในคืนนี้!"
สวี่อันเว้นวรรค น้ำเสียงเยือกเย็นลง "หากพวกเรามัวแต่ขลาดกลัวแล้วหนีกลับไปหลบในห้องเก็บศพ เมื่อพวกมันได้สิ่งที่้าในสุสานไป ไม่เพียงแต่พวกเราจะถูกตามล่าสังหารในภายหลัง แต่ทั้งเมืองผิงอันอาจต้องเผชิญกับมหันตภัยครั้งใหญ่หลวง!"
ต้าหนิวกลืนน้ำลายเอื้อก เมื่อได้ยินคำว่ามหันตภัยและนึกถึงความรับผิดชอบในหน้าที่ ความโลภในเกียรติยศบวกกับความจนตรอกเริ่มเข้ามาทดแทนความกลัว "แล้ว... แล้วพวกเรามีกันแค่นี้ จะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้กับพวกมารนอกรีตเล่า"
"เื่นั้นท่านไม่ต้องกังวล ข้าเตรียมการไว้พร้อมแล้ว" สวี่อันเหยียดยิ้มเ้าเล่ห์
ในฐานะที่เขาเป็อดีตแพทย์นิติเวชผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเคมีอย่างแตกฉาน เมื่อนำมาผสมผสานเข้ากับศาสตร์ไสยเวทของโลกใบนี้ เขาย่อมไม่เดินเข้าไปหาความตายโดยไร้เครื่องมือป้องกัน
สวี่อันพาต้าหนิวแวะเข้าไปยังเพิงร้างแห่งหนึ่งใกล้เคียง นำสิ่งของที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้าออกมาจากย่าม
เบื้องหน้าของต้าหนิวคือชามกระเบื้องใบใหญ่ ภายในบรรจุของเหลวสีแดงข้นคลั่กที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง นั่นคือ 'เืสุนัขดำบริสุทธิ์' ซึ่งตามตำราไสยเวทโบราณถือเป็วัตถุที่มีพลังหยางเข้มข้นที่สุดชนิดหนึ่ง สามารถสลายไอหยินและมนตร์ดำของฝ่ายมารได้อย่างชะงัด
ทว่าสวี่อันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขายังหยิบห่อผงแร่สีเหลืองสดออกมา นั่นคือ 'ผงกำมะถัน' บริสุทธิ์
ในทางเคมี กำมะถันมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยา ปลดปล่อยไอระเหยที่ขจัดสิ่งปฏิกูลและขับไล่ไอพิษ เมื่อสวี่อันเทผงกำมะถันลงไปผสมในเืสุนัขดำ กลิ่นฉุนรุนแรงและปฏิกิริยาเคมีก็ทำให้ของเหลวนั้นเกิดฟองอากาศผุดพราย ไอความร้อนจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมา บ่งบอกถึงการหลอมรวมของพลังงานหยางและความร้อนจากธาตุไฟจนถึงขีดสุด
จากนั้น สวี่อันก็หยิบแท่งเหล็กทรงยาวปลายแหลมเจ็ดเล่มออกมา แท่งเหล็กแต่ละเล่มมีรอยหยักเจ็ดจุดสลักไว้บนด้าม นี่คือ 'ตะปูเจ็ดดาวตอกโลงศพ' วัตถุอาถรรพ์ที่ซึมซับไอแห่งความตายมาเนิ่นนาน
สวี่อันจุ่มตะปูเจ็ดดาวตอกโลงศพทั้งเจ็ดเล่มลงไปในชามเืสุนัขดำผสมผงกำมะถัน ท่องบริกรรมคาถาในใจพร้อมกับเหนี่ยวนำไอพลังงาน ผิวเหล็กของตะปูดูดซับของเหลวสีแดงสดและผงกำมะถันเข้าไปจนกลายเป็สีแดงอมทอง ประกายแสงเรืองรองแฝงไอความร้อนอันบริสุทธิ์แผ่ออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ กลายเป็สุดยอดอาวุธลับสายหยางที่ใช้สะกดและทำลายไอหยินได้อย่างเด็ดขาด!
"นี่คือตะปูเจ็ดดาวตอกโลงศพที่ผ่านการแช่เืสุนัขดำบริสุทธิ์และผงกำมะถัน" สวี่อันหยิบตะปูทั้งเจ็ดเล่มขึ้นมาเช็ดคราบส่วนเกิน แล้วยื่นส่งให้ต้าหนิว "ท่านรองหัวหน้า ตะปูพวกนี้อัดแน่นไปด้วยพลังหยางอันทรงพลัง หากเจอพวกนักบวชมารหรือภูตผีปีศาจ ขอเพียงท่านใช้พละกำลังดุจหมีป่าของท่านซัดตะปูนี้เข้าใส่จุดชีพจรของพวกมัน รับรองว่าไอหยินในร่างมันจะแตกซ่านจนสิ้นฤทธิ์ทันที!"
ต้าหนิวรับตะปูเจ็ดดาวตอกโลงศพมาถือไว้ในมือ ััได้ถึงความอุ่นวาบที่แล่นผ่านฝ่ามือเข้ามาสู่ร่าง ความอบอุ่นนั้นช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บและความหวาดกลัวในจิตใจไปจนหมดสิ้น ดวงตาของชายร่างั์เริ่มเป็ประกายฮึกเหิมขึ้นมาอย่างประหลาด
"วิเศษแท้! สวี่อัน เ้าช่างมีความรู้รอบตัวลึกล้ำยิ่งนัก! มีอาวุธวิเศษเช่นนี้อยู่ในมือ ข้าต้าหนิวก็ไม่จำเป็ต้องกลัวพวกมารหน้าไหนอีกต่อไปแล้ว!" ต้าหนิวหัวเราะร่าอย่างมั่นใจ เหน็บตะปูทั้งเจ็ดเล่มเข้าที่สายรัดเอวอย่างทะมัดทะแมง
ในห้วงจิตของสวี่อัน เตาหลอมิญญาสัปเหร่อดูดซับความมั่นใจและความซาบซึ้งระลอกเล็กๆ เข้ามา ช่วยหล่อเลี้ยงจิติญญาของเขาให้กระปรี้กระเปร่า สวี่อันยิ้มรับ พลางกระชับร่มกระดาษน้ำมันสีแดงในมือแน่นขึ้น
"ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็อย่ารอช้าอยู่เลย รีบออกเดินทางกันเถอะขอรับ"
คนทั้งสาม... สัปเหร่อหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยความรู้ยุคใหม่ รองหัวหน้ามือปราบร่างั์ผู้พกพาอาวุธลับสายหยาง และิญญาผีสาวชุดแดงที่สถิตเร้นกายอยู่ในร่มกระดาษน้ำมันสีแดง ได้ลอบออกจากตัวเมืองผิงอันภายใต้การปกคลุมของราตรีเดือนมืดอันเงียบสงัด
จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือ 'เนินเขาหลังเมืองผิงอัน' อันเป็ป่ารกชัฏและพื้นที่สูงชันสลับซับซ้อน ลมหนาวพัดกิ่งไม้แห้งเสียดสีกันดังกุกกักชวนวังเวง เสียงสัตว์ราตรีกรีดร้องแว่วมาตามสายลม เพิ่มบรรยากาศแห่งความลึกลับดำมืด
พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินดินแคบๆ ที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์และเศษซากใบไม้เน่าเปื่อย มุ่งหน้าตรงไปยังส่วนลึกที่สุดของเนินเขา ที่ซึ่งเป็ที่ตั้งของ 'สุสานบรรพชนตระกูลหลิน' สถานที่ที่ความลับแห่งกลียุคและเงามืดของนิกายบัวโลหิตกำลังรอคอยพวกเขาอยู่!
ไอหมอกราตรีสีเทาหม่นแผ่ซ่านปกคลุมทั่วผืนป่าจนทัศนวิสัยเบื้องหน้าหดแคบลงเหลือเพียงไม่กี่ก้าว ลมบนยอดเขากระโชกแรงจนกิ่งไผ่หวีดหวิวบาดหู สวี่อันและต้าหนิวก้าวพ้นแนวพุ่มไม้รกชัฏขึ้นมาสู่ลานศิลาธรรมชาติกว้างใหญ่ที่ถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชันเื้ัเนินเขา
สิ่งที่ปรากฏตระหง่านอยู่ตรงหน้าทำให้ฝีเท้าของคนทั้งสองต้องชะงักงันลงในทันที
หน้าผาหินทมิฬขนาดั์ถูกสกัดเจาะลึกเข้าไปเป็ซุ้มโค้งโบราณ ตรงใจกลางคือบานประตูหินคู่มหึมาสูงตระหง่านกว่าสองจ้าง ตัวบานประตูสลักลวดลายเมฆาคล้อยและดวงดารานับพันที่กำลังหมุนวนรอบดวงตะวันและจันทรา ประตูบานนั้นดูหนักแน่นดั่งขุนเขา ปิดสนิทไร้ซึ่งร่องรอยการเปิดมานานนับร้อยปี ผิวหินมีรอยตะไคร่น้ำเกาะกุมหนาเตอะ ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายความเย็นเยียบและไอหยินอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างต่อเนื่อง
และสิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบานประตูหินั์นั้น คือ 'เสาหินศิลาดารา' จำนวนเจ็ดต้น!
เสาหินแต่ละต้นมีความสูงเกือบเท่าร่างคน ทำจากศิลาอุกกาบาตสีดำสนิทที่มีเกล็ดประกายระยิบระยับดุจผงเพชร บนยอดเสาแกะสลักเป็รูปทรงเรขาคณิตแปดเหลี่ยม แต่ละเหลี่ยมมีสัญลักษณ์ดวงดาราโบราณสลักลึกและลงชาดสีแดงเข้ม เสาทั้งเจ็ดต้นมิได้ตั้งเรียงเป็แนวตรง หากแต่ตั้งเยื้องสลับไปมาตามจุดพิกัดอันซับซ้อนรอบลานหน้าประตู คล้ายกับมีตาข่ายล่องหนตรึงพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้
"ถึงแล้ว... สุสานบรรพชนตระกูลหลิน" ต้าหนิวกระซิบเสียงสั่น ขยับเข้ามาเบียดข้างกายสวี่อันจนแทบจะเกยไหล่ "สวี่อัน... ประตูใหญ่โตปานนี้ แถมปิดแ่า ไฉนพวกเราไม่รีบไปดันเปิดออกเล่า จะได้เข้าไปดูว่าพวกมารบัวโลหิตมันแอบมุดหัวเข้าไปข้างในหรือยัง"
พูดไม่ทันขาดคำ มือปราบร่างั์ผู้ใจร้อนและเบาปัญญาก็ก้าวอาดๆ หมายจะตรงดิ่งเข้าไปผลักบานประตูหิน
"ช้าก่อน! หยุดเดี๋ยวนี้!"
สวี่อันส่งเสียงตวาดปราม มือขวาเอื้อมไปกระชากคอเสื้อด้านหลังของต้าหนิวไว้สุดแรงเกิด แม้เรี่ยวแรงของสวี่อันจะไม่เทียบเท่า แต่แรงดึงกะทันหันก็ทำให้ต้าหนิวเสียหลักเซถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าว ปลายรองเท้าผ้าของต้าหนิวเฉียดผ่านแนวขอบลานศิลาไปเพียงแค่ฝ่ามือเดียว
"เ้าดึงข้าไว้ทำไมกันเนี่ยสวี่อัน! กำลังจะได้เปิดประตูแท้ๆ!" ต้าหนิวหันมาโวยวายอุบอิบ ลูบคอตัวเองป้อยๆ
สวี่อันไม่ตอบ แต่คว้าเอากิ่งไม้แห้งท่อนหนึ่งบนพื้น ขว้างไปยังช่องว่างระหว่างเสาหินศิลาดาราต้นที่สองและต้นที่สามเบื้องหน้า
ฟุ่บ! เคร้ง!
ทันทีที่กิ่งไม้ลอยผ่านแนวระนาบของเสาหิน กลไกโบราณใต้แผ่นศิลาก็ส่งเสียงลั่นดังเอี๊ยดอ๊าด! ประกายแสงสีเืวาบขึ้นบนยอดเสาทั้งสองต้น รอยแยกเล็กๆ บนหน้าผาหินสองข้างทางพลันเปิดอ้าออก ห่าลูกศรเหล็กอาบยาพิษสีเขียวคล้ำนับสิบดอกพุ่งทะลักออกมาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ เสียบทะลุกิ่งไม้นั้นจนแหลกเป็ผุยผง ก่อนจะปักตรึงเข้ากับพื้นหินจนเกิดควันพิษสีเขียวฟุ้งกระจาย ไอหยินอันชั่วร้ายกัดกร่อนเนื้อหินจนไหม้เกรียมเป็หลุมลึก!
ต้าหนิวเห็นภาพนั้นเข้าก็ถึงกับตาเหลือกค้าง เข่าอ่อนยวบจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เหงื่อกาฬผุดซึมไหลอาบแก้มดั่งสายน้ำ หากเมื่อครู่นี้สวี่อันไม่รั้งคอเสื้อเขาไว้ ร่างั์ของเขาคงถูกลูกศรพิษยิงพรุนกลายเป็เม่นตายคาที่ไปแล้ว!
"มะ... แม่เ้าโว้ย! กับดักมรณะ!" ต้าหนิวละล่ำละลัก ยกมือทาบอกที่เต้นรัวเป็กลองศึก "เกือบไปแล้ว... เกือบได้ไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้แล้วไหมล่ะ!"
"ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าอย่าบุ่มบ่าม" สวี่อันกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แววตาคมกริบกวาดมองสำรวจโครงสร้างโดยรอบอย่างถี่ถ้วน "เสาหินพวกนี้ไม่ใช่เสาประดับธรรมดา แต่มันคือ 'ค่ายกลดารา' โบราณที่บรรพบุรุษตระกูลหลินวางไว้เพื่อพิทักษ์สุสาน หากผู้บุกรุกเหยียบย่างเข้าไปผิดตำแหน่ง หรือหมุนเคลื่อนเสาหินผิดลำดับแม้แต่นิดเดียว กลไกจะปล่อยทั้งลูกศรพิษและไอหยินสังหารออกมาบดขยี้ผู้บุกรุกจนไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก!"
ต้าหนิวกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ มองดูเสาหินศิลาดาราทั้งเจ็ดต้นด้วยแววตาหวาดผวาจับจิต "แล้ว... แล้วพวกเราจะเข้าไปได้อย่างไรเล่า เสาหินตั้งเจ็ดต้น แต่ละต้นมีแปดเหลี่ยม หากต้องสุ่มหมุนทีละเหลี่ยม ชาตินี้พวกเราคงโดนลูกศรยิงตายก่อนเปิดประตูได้แน่!"
"ไม่ต้องสุ่ม" สวี่อันยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างมั่นใจ "ทุกค่ายกลในใต้หล้าล้วนมีตรรกะและหลักการรองรับ ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างขึ้นอย่างไร้เหตุผล"
สวี่อันสืบเท้าเข้าไปใกล้แนวเขตปลอดภัยของค่ายกลดารา สายตาเพ่งพินิจอักขระและสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนเสาหินศิลาดาราแต่ละต้น ลวดลายเ่าั้สอดคล้องกับภาพแผนผังที่เขาเคยเห็นในเศษกระดาษจากกล่องลับของหลินเจิ้ง และคราบขี้ผึ้งสีแดงชาดบนโต๊ะทำงานในห้องหนังสือของตระกูลหลินไม่มีผิดเพี้ยน!
"หลินเจิ้งเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ และเขาทิ้งเบาะแสไว้บนโต๊ะทำงาน..." สวี่อันพึมพำในลำคอ
สัปเหร่อหนุ่มค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรี
แม้คืนนี้จะเป็คืนเดือนมืด แสงจันทร์ถูกกลืนหายไปในเงามืดมิดจนผืนแผ่นดินมืดสนิท ทว่าบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไร้เมฆหมอกบดบัง กลับดารดาษไปด้วยดวงดารานับล้านดวงที่ส่องแสงระยิบระยับประดุจประกายเพชรบนผืนกำมะหยี่สีดำ
ในโลกยุคโบราณ ผู้คนอาจมองดวงดาวเป็เพียงโชคลาง ปาฏิหาริย์ หรือลิขิต์ ทว่าสำหรับสวี่อันผู้ข้ามภพมาจากยุคปัจจุบัน เขามีองค์ความรู้แห่ง 'หลักดาราศาสตร์สมัยใหม่' ติดตัวมาด้วย!
สายตาของสวี่อันกวาดมองข้ามเส้นขอบฟ้า มุ่งตรงไปยังซีกฟ้าทิศใต้ และในไม่ช้า ดวงตาของเขาก็เป็ประกายเจิดจ้าขึ้นเมื่อจับตำแหน่งของกลุ่มดาวที่คุ้นเคยได้อย่างแม่นยำ
นั่นคือ 'กลุ่มดาวนายพราน' (Orion)!
กลุ่มดาวนักล่าแห่งฟากฟ้าที่โดดเด่นและทรงพลังที่สุดในฤดูกาลนี้ ลอยเด่นอยู่เหนือยอดหน้าผาสุสานบรรพชนอย่างสง่างาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดสังเกตสำคัญที่ไม่อาจละสายตาได้ นั่นคือดาวฤกษ์สามดวงตรงใจกลางที่เรียงตัวกันเป็แนวเส้นตรงอันสมบูรณ์แบบ... 'เข็มขัดนายพราน' (Orion's Belt)!
ในวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่ ดาวฤกษ์ทั้งสามดวงนี้มีนามว่า อัลนิทัก (Alnitak) อัลนิแลม (Alnilam) และ มินทากา (Mintaka)
สวี่อันหรี่ตาลง เริ่มกระบวนการคำนวณในหัวอย่างรวดเร็วและเป็ระบบ
"ระยะห่างเชิงมุม... ระนาบการเยื้องของดวงดาว และความลาดเอียงของแกนโลกเทียบกับเส้นศูนย์สูตรฟ้า..." สวี่อันพึมพำ วิเคราะห์ตัวเลของศาและมุมตกกระทบของแสงดาวอย่างแม่นยำ "เสาหินศิลาดาราทั้งเจ็ดต้น ไม่ได้อ้างอิงจากทิศทั้งแปดตามเข็มทิศธรรมดา แต่อ้างอิงจากตำแหน่งของกลุ่มดาวนายพราน โดยมีเสาสามต้นตรงกลางเป็ตัวแทนของเข็มขัดนายพรานทั้งสามดวง ส่วนเสาอีกสี่ต้นที่ล้อมรอบคือดาวฤกษ์ประจำมุมทั้งสี่ ได้แก่ เบเทลจุส ไรเจล เบลลาทริกซ์ และซาอิฟ!"
ความลับของค่ายกลดาราที่สืบทอดมานับร้อยปี ถูกเปิดเปลือยต่อหน้าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของสวี่อันจนหมดสิ้น!
"คนสร้างค่ายกลใช้การหมุนของทรงกลมท้องฟ้าเป็รหัสปลดล็อก" สวี่อันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ "ในคืนเดือนมืดเช่นนี้ พิกัดของกลุ่มดาวนายพรานจะทำมุมเอียงสี่สิบห้าองศากับแนวระนาบของหน้าผา ขอเพียงพวกเราปรับองศาของเสาหินแต่ละต้นให้สอดรับกับมุมตกกระทบของแสงดาว ค่ายกลดารานี้ก็จะคลายผนึกออกเองโดยไม่จุดชนวนกับดัก!"
ต้าหนิวที่นั่งฟังตาปริบๆ อ้าปากค้างจนแมลงแทบจะบินเข้าปาก "สะ... สี่สิบห้าองศาอันใดกัน เข็มขัดนายพรานอะไรอีก เ้าพูดภาษาคนหรือภาษาเทพกันแน่สวี่อัน ข้าฟังไม่รู้เื่แม้แต่คำเดียว!"
"ท่านไม่ต้องเข้าใจหรอกขอรับท่านรองหัวหน้า" สวี่อันหันมายิ้มเ้าเล่ห์ "หน้าที่ใช้สมองเป็ของข้า ส่วนหน้าที่ใช้พละกำลังดุจช้างสาร... เป็ของท่าน!"
สวี่อันชี้ไปยังเสาหินศิลาดาราต้นแรกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
"ท่านพี่ต้าหนิว ลุกขึ้นมาเร็วเข้า! จงเดินตามรอยเท้าของข้าอย่างเคร่งครัด ห้ามเหยียบออกนอกแนวกระเบื้องสีเทาแม้แต่นิ้วเดียว จากนั้นไปที่เสาต้นแรก หมุนยอดเสาตามเข็มนาฬิกาไปสามช่อง จนกระทั่งสัญลักษณ์รูปประกายดาวสีแดงตรงกับร่องบากบนฐาน!"
ต้าหนิวกลืนน้ำลายเอื้อก แม้จะขาสั่นด้วยความกลัว แต่เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวและมั่นใจของสวี่อัน ความหวังที่จะรอดชีวิตและได้หน้าก็ผลักดันให้เขากลั้นใจลุกขึ้น ชายร่างั์ก้าวเท้าเหยียบตามรอยเท้าของสวี่อันอย่างระมัดระวังประดุจนกกระยางย่องน้ำ จนกระทั่งไปถึงเสาหินต้นแรก
ต้าหนิวสูดลมหายใจลึก สองมือหนาหยาบกร้านโอบรอบยอดเสาหินศิลา ออกแรงบิดหมุนสุดกำลัง
ครืด... ครืด... กึก!
เสียงฟันเฟืองหินโบราณใต้ดินบดขยี้กันดังกึกก้อง ยอดเสาหมุนไปสามช่องอย่างแม่นยำ สัญลักษณ์ประกายดาวสีแดงตรงเข้าล็อกกับร่องบากพอดี ประกายแสงสีเงินสลัววาบขึ้นรอบเสาหินก่อนจะสงบนิ่ง ไร้ซึ่งลูกศรพิษใดๆ พุ่งออกมา!
"สำเร็จ! ไม่โดนยิงจริงๆ ด้วยโว้ย!" ต้าหนิวร้องลั่นด้วยความดีใจจนตัวลอย
"อย่าเพิ่งดีใจไป นั่นแค่ต้นแรก!" สวี่อันสั่งการต่อทันทีโดยไม่ปล่อยให้จังหวะขาดตอน "ต้นที่สอง... เสากลางฝั่งซ้าย นั่นคือดาวอัลนิทัก! จงผลักเสาไปข้างหน้าครึ่งก้าว แล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกาสองช่อง!"
"ได้เลย!"
ต้าหนิวที่เริ่มจับทางได้และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม รีบก้าวตามพิกัดที่สวี่อันชี้นำอย่างคล่องแคล่ว พละกำลังอันมหาศาลของรองหัวหน้ามือปราบถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เขาออกแรงดันเสาหินต้นที่สองจนเคลื่อนตัวไปข้างหน้าครึ่งก้าว แล้วบิดหมุนยอดเสาอย่างแม่นยำ
กึก!
แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นเป็เส้นเชื่อมโยงระหว่างเสาต้นแรกและต้นที่สอง!
"ต้นที่สาม... เสาใจกลางค่ายกล ดาวอัลนิแลม! หมุนตามเข็มนาฬิกาสี่ช่อง!" สวี่อันส่งเสียงสั่งการดังกังวาน สายตาจดจ้องคำนวณมุมองศาบนท้องฟ้าเทียบกับตำแหน่งเสาอย่างไม่คลาดสายตา
"ต้นที่สี่... ดาวมินทากา! ผลักถอยหลังหนึ่งฝ่ามือ หมุนทวนเข็มหนึ่งช่อง!"
"ต้นที่ห้า... ดาวเบเทลจุส! หมุนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สองช่อง!"
"ต้นที่หก... ดาวไรเจล! กดหัวเสาลงแล้วบิดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสามช่อง!"
เสียงคำสั่งอันเฉียบขาดของสวี่อันผสานเข้ากับเสียงหอบหายใจและเสียงคำรามออกแรงของต้าหนิว เสาหินศิลาดาราทีละต้นถูกปรับตำแหน่งและองศาตามหลักดาราศาสตร์สมัยใหม่อย่างไร้ที่ติ เส้นแสงสีเงินอมฟ้าเริ่มสว่างวาบและเชื่อมร้อยต่อกันเป็รูปโครงร่างของกลุ่มดาวนายพรานขนาดั์บนลานศิลา บรรยากาศอันเย็นเยียบของค่ายกลเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความสงบนิ่งและกลมกลืนกับธรรมชาติ
จนกระทั่งมาถึงเสาต้นสุดท้าย...
"เสาต้นที่เจ็ด... ดาวซาอิฟ!" สวี่อันก้าวเข้ามายืนเคียงข้างต้าหนิว ชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้ายที่อยู่ใกล้ประตูหินที่สุด "ท่านพี่ต้าหนิว รวบรวมกำลังทั้งหมดของท่าน ผลักเสานี้เข้าหาบานประตูหินตรงๆ จนกว่าร่องกลไกจะสบกันพอดี!"
"ฮึ่มมมม! ย่าห์!"
ต้าหนิวแผดเสียงคำรามลั่น ย่อตัวลงต่ำแล้วใช้หัวไหล่อันหนาบึกบึนกระแทกเข้าใส่เสาหินศิลาอย่างเต็มแรง กล้ามเนื้อแขนและขาปูดโปนด้วยพละกำลังมหาศาล เสาหินต้นสุดท้ายค่อยๆ เลื่อนไถลไปบนรางศิลาอย่างช้าๆ
ครืดดดด... กึก!
เสียงสลักกลไกขนาดใหญ่ใต้บานประตูหินสบเข้าล็อกอย่างสมบูรณ์แบบ!
วาบ!
ทันใดนั้นเอง แสงสีเงินอมฟ้าที่สว่างไสวบนเสาทั้งเจ็ดต้นก็ะเิประกายเจิดจ้าขึ้นพร้อมกัน! ลำแสงสีเงินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เชื่อมประสานเข้ากับกลุ่มดาวนายพรานบนฟากฟ้าอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนที่วงเวทแสงดวงดาวขนาดั์จะปรากฏขึ้นบนพื้นลานศิลาและค่อยๆ จางหายไป บ่งบอกว่า 'ค่ายกลดารา' โบราณที่ปกป้องสุสานบรรพชนมานับร้อยปี ได้ถูกปลดล็อกลงอย่างสมบูรณ์แล้ว!
"ปลด... ปลดค่ายกลได้แล้ว!" ต้าหนิวทรุดตัวลงนั่งหอบแฮ่กๆ บนพื้น ปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ "ฮ่าๆๆ! ฝีมือข้าต้าหนิวแท้ๆ เชียว! สวี่อัน เ้าเห็นหรือไม่ พละกำลังของข้าไม่เป็สองรองใครในอำเภอผิงอันจริงๆ!"
สวี่อันระบายลมหายใจยาว ลอบเหยียดยิ้มบางๆ 'หากไม่มีการคำนวณองศาดาราศาสตร์ของข้า ป่านนี้ร่างของเ้าคงกลายเป็ที่ปักลูกศรไปแล้วเ้าหมีโง่'
ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้หยุดพักหายใจเหนื่อย...
ครืดดดดด! โครมมมม!
เสียงสั่นะเืเลื่อนลั่นประดุจแผ่นดินไหวพลันดังกึกก้องขึ้นมาจากใต้ผืนพิภพ! ฝุ่นผงและเศษหินร่วงกราวลงมาจากยอดหน้าผา บานประตูหินั์คู่มหึมาของสุสานบรรพชนตระกูลหลิน ค่อยๆ แยกตัวออกจากกันและเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นช่องทางเดินอันมืดมิดไร้ก้นบึ้งที่ทอดดิ่งลงสู่ใต้พิภพ
ฟู่... ฟู่...
ทันทีที่รอยแยกของประตูเปิดกว้าง กลิ่นอับชื้นของซากศพโบราณและไอเย็นะเืที่เสียดแทงกระดูกก็พวยพุ่งทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก!
ทว่าสิ่งที่ทำให้สวี่อันต้องเบิกตากว้างและรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกในทันที กลับมิใช่เพียงแค่กลิ่นสาบสางของคนตาย...
แต่มันคือก๊าซฉุนรุนแรงที่มีกลิ่นคล้ายไข่เน่าผสมผสานกับกลิ่นแก๊สเปรี้ยวจัดที่แสบจมูกจนแทบสำลัก!
"ก๊าซใต้พิภพไวไฟ... มีเทนและไฮโดรเจนซัลไฟด์เข้มข้น!" สวี่อันร้องเตือนในใจด้วยความตระหนก สัญชาตญาณความรู้ทางเคมีและนิติเวชศาสตร์กรีดร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง ใต้สุสานแห่งนี้มีการสะสมตัวของก๊าซพิษและก๊าซไวไฟใต้ดินปริมาณมหาศาลที่ถูกปิดทับมานานนับร้อยปี!
"อั่ก... เหม็นชะมัด! กลิ่นเหมือนตดปีศาจผสมศพเน่า!" ต้าหนิวเอามือบีบจมูกแน่น ร้องโอดครวญด้วยความพะอืดพะอม
ทว่า... ฝันร้ายที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
แกร๊งงงง! เคร้งงงง!
เสียงโลหะหนักกระทบกันดังกึกก้องสะท้อนออกมาจากความมืดมิดเบื้องลึกสุดของสุสานใต้ดิน! มันคือเสียงลากของ 'โซ่ตรวนขนาดั์' ที่มีน้ำหนักหลายพันชั่ง กำลังถูกกระชากอย่างบ้าคลั่งจนผนังหินสั่นะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งขุนเขา!
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงกู่ร้องคำรามต่ำในลำคอที่มิใช่เสียงของมนุษย์ ทว่าคล้ายกับเสียงของอสูรกายจากขุมนรกภูมิ แผ่ซ่านออกมาพร้อมกับคลื่นไอหยินสีดำทมิฬอันมหาศาลที่พัดกรรโชกออกมาจากปากทางเข้าสุสาน
และท่ามกลางความมืดมิดอันลึกล้ำภายในโถงใต้ดินนั้นเอง...
วาบ!
ตรงตำแหน่งใจกลางของสุสาน บน 'โลงศิลาใจกลางสุสาน' ขนาดั์ที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าลงอักขระสีเื...
ดวงตาสีแดงฉานคู่มหึมา ขนาดใหญ่โตกว่าศีรษะของมนุษย์ ได้พลันลืมโพลงขึ้นมาในความมืด!
ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำดุจโลหิตเดือดพล่าน ไร้ซึ่งแววตาแห่งความมีชีวิต มีเพียงความหิวกระหาย ความบ้าคลั่ง และจิตสังหารอันไร้ขอบเขต จ้องเขม็งฝ่าความมืดตรงมายังสวี่อันและต้าหนิวที่ยืนอยู่หน้าประตูสุสานในเสี้ยววินาทีนี้!
***