ในดวงตาสีน้ำทะเลขององค์หญิงฉายแววตกตะลึงไปชั่วครู่
ดูเหมือนว่านางเองก็คาดไม่ถึงว่าซุนเฟยจะถามคำถามที่น่างุนงงแบบนี้ออกมาหลังจากที่ความเงียบเข้าปกคลุมได้สักพักก่อนที่นางจะหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถม้าเวทมนตร์โดยที่ไม่ตอบคำถามซุนเฟยตอนนี้เอง กองกำลังอัศวินเกราะเงินก็ควบม้าเข้ามาในค่ายทหารของเมืองแซมบอร์ดใบหน้าของอัศวินเหล่านี้ต่างมีท่าทางเย่อหยิ่ง พวกเขาไม่แม้แต่มองซุนเฟยและคนอื่นๆแม้แต่คำทักทายใดๆ ก็ไม่มี พวกเขาไม่คิดจะรั้งอยู่ในค่ายนี้นานๆกองกำลังอัศวินเหล่าต่างพากันล้อมรอบรถม้าเวทมนตร์ขององค์หญิงอย่างใกล้ชิดเพื่อคอยคุ้มกัน จากนั้นกองกำลังอัศวินก็พากันเคลื่อนพลออกไปจากค่ายทันที
กีบเท้าม้ากระทบพื้นเสียงดังกุบกับจนฝุ่นลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
จังหวะที่รถม้าเวทมนตร์เคลื่อนที่ผ่านหน้าซุนเฟยไปอย่างช้าๆ บานหน้าต่างที่ปิดสนิทก็แง้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าขององค์หญิงจะโผล่ออกมานางมองซุนเฟยอย่างเงียบๆ พร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆทันใดนั้นริมฝีปากสีแดงระเรื่อก็พูดออกมาสองคำอย่างไร้เสียงว่า
“ไม่ใช่!”
นี่เป็นข้อสรุปที่ซุนเฟยได้จากการสังเกตรูปปากของนาง
……
……
“ใคร? ไสหัวออกมานะ!” อัศวินหน้าย่นตะเบ็งเสียงออกมาอย่างเกรี้ยวโกรธในขณะที่หันไปมองตามทิศทางที่ลูกธนูยิงมา
เขาเห็นเพียงเงาร่างที่สวยงามและโดดเด่นกำลังเดินออกมาจากทุ่งหญ้าสีเหลืองทองที่อยู่ห่างออกไปท่าทางการเดินของนางดูเหมือนช้า ทั้งที่ความจริงแล้วนางเดินเร็วมากเพียงชั่วพริบตาก็เดินมาถึงเนินเขาได้แล้วในมือเรียวบางของนางกำลังถือคันธนูที่ดูมีเสน่ห์สวยแปลกตาและมีกุหลาบเลื้อยพันรอบๆ คันธนูใบหน้าสวยหยาดเยิ้มยืนนิ่งๆ อยู่ด้านหลังของบรู๊คโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำ
ที่แท้...ก็เป็นหญิงสาวคนนี้?
หัวหน้าอัศวินหน้าย่นก็พลันรู้สึกแปลกใจขึ้นมานิดหน่อย
หญิงสาวที่ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหันคนนี้ดูอย่างไรอายุก็ไม่น่าจะเกินยี่สิบปี ใบหน้าสวยงาม ทรวดทรงได้รูป ขาเรียวยาว เอวอ่อน แขนและต้นขาขาวผ่องที่โผล่พ้นออกมาจากชุดเกราะดูราวกับหยกขาวไร้ตำหนิ ผมสีแดงเพลิงของนางยามพลิ้วไหวไปตามสายลมดูไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ร่างของนางสวมชุดเกราะที่แข็งแกร่งและมีลวดลายแปลกๆ ที่หัวหน้าอัศวินหน้าย่นไม่เคยเห็นมาก่อน บนชุดเกราะจารึกด้วยอักขระเวทมนตร์ลึกลับที่เรืองแสงและมีกลิ่นอายของพลังลึกลับอันยิ่งใหญ่ทำให้นางดูคล้ายกับเทพธิดาแห่งสงครามที่ลงมาจากสวรรค์ทั้งห้าวหาญทั้งสูงส่งจนไม่ว่าใครก็ไม่อาจต่อต้านนางได้
“เจ้าเป็นใคร?” สีหน้าของหัวหน้าอัศวินหน้าย่นดูไม่ค่อยดีเท่าไร
ในระยะเวลาสั้นๆเขาก็ต้องรู้สึกตะลึงขึ้นมาเมื่อพบว่าพลังของตัวเองไม่อาจตรวจสอบความแข็งแกร่งของผู้หญิงคนนี้ได้ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือพลังธาตุเวทมนตร์บนร่างของนางเปลี่ยนสลับไปมาอย่างต่อเนื่อง เดี๋ยวก็เป็นน้ำแข็ง เดี๋ยวก็เป็นเปลวไฟ สักพักก็มีกระแสไฟฟ้าผุดขึ้นมา ทันใดนั้นก็มีหมอกพิษปรากฏขึ้น...นี่มันพลังบ้าอะไรกันเนี่ย?
“นักรบใต้บังคับบัญชาของราชาแซมบอร์ดเอเลน่า!”
เทพธิดาแห่งสงครามตอบกลับมาด้วยสีหน้าเย็นชา
เกอเทอ บรู๊คเงยหน้ามองเอเลน่าด้วยความตื่นตะลึง
แน่นอนว่าเขารู้จักนักธนูสาวคนนี้ดีเพราะว่าเขาเคยเห็นเอเลน่าอยู่ข้างกายซุนเฟยมาหลายครั้งแม้จะไม่รู้ประวัติความเป็นมาของนักรบหญิงที่แข็งแกร่งคนนี้แต่เขาก็รู้ดีว่านางเป็นคนที่ฝ่าบาทเชื่อใจและยังแข็งแกร่งมากอีกองค์ราชายังเคยพูดเปรยๆ ออกมาว่าแม้แต่ตัวเขาเองถ้าเป็นไปได้จะไม่มีทางเป็นศัตรูกับเทพธิดานักรบน้ำแข็งคนนี้อย่างแน่นอน
นี่มันนางฟ้ามาโปรดจริงๆ
“ท่าน...ระวังด้วยคนผู้นี้แข็งแกร่งมาก!” บรู๊คพูดเตือนขึ้นมาอย่างกังวล
ตำแหน่งของเอเลน่าในเมืองแซมบอร์ดไม่แน่ชัดนักแต่กลับอยู่ข้างกายขององค์ราชาเสมอ นอกจากนี้นางยังได้รับความไว้วางใจและความเคารพนับถือจากองค์ราชามากดังนั้นบรู๊คจึงเลือกที่จะเรียกเอเลน่าด้วยคำว่าท่าน
“อืม” เอเลน่ายก 'ไวนด์โรสแบทเทิล' ขึ้นมาพลางตอบกลับมาว่า“เจ้าระวังตัวด้วย”
พูดจบมือเรียวสวยก็ดึงสายธนูของไวนด์โรสแบทเทิล จากนั้นประกายแสงสว่างสีฟ้าก็มารวมตัวกันที่สายธนูก่อนจะควบแน่นกลายเป็นลูกธนูเวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งสามดอก ปลายลูกธนูเป็นโลหะที่แหลมคมดูอันตรายหมอกสีขาวเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกมาจากตัวลูกธนูทำให้อุณหภูมิในอากาศเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
ฟุ่บ!
ลูกธนูเวทมนตร์ถูกยิงออกมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า
การต่อสู้ได้เริ่มขึ้นแล้ว
“สมควรตายจริง ผู้หญิงคนนี้เป็นยอดฝีมือใต้บังคับบัญชาของราชาแซมบอร์ด...ไอ้สุนัขราชาแซมบอร์ดอะไรนั่นเบื้องลึกเบื้องหลังมันเป็นอย่างไรกันแน่? ทำไมถึงมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งแบบนี้อยู่ด้วย?” หัวหน้าอัศวินหน้าย่นสถบในใจอย่างโมโห เขาไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเปลวไฟคลื่นพลังสีเงินบนร่างยิ่งลุกโชนมากกว่าเดิม ก่อนที่เขาจะฟันคลื่นดาบออกไป
ตูมๆๆ!
ลูกธนูเวทมนตร์และคลื่นดาบสีเงินปะทะกันอีกรอบทันใดนั้น พลังที่น่าสะพรึงกลัวก็กระเด็นออกมาทั่วทุกสารทิศ ทำให้ทุ่งหญ้าโดยรอบล้มระเนระนาด
มือเรียวสวยของเทพธิดานักรบปล่อยสายธนูด้วยจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วประหนึ่งกำลังเล่นผีผาอยู่ก็ไม่ปาน เสียงลูกธนูเวทมนตร์ฝ่าอะไรอย่างรวดเร็ว ด้วยเร็วที่เหลือเชื่อนี้ ทำให้ไม่มีใครสามารถจับวิถีของลูกธนูได้ แม้กระทั่งหัวหน้าอัศวินหน้าย่นที่เป็นถึงนักรบระดับสี่ดาวระยะปลาย และยังมีประสบการณ์ทั้งในสงครามและการฆ่าฟันมานับยี่สิบกว่าปีก็ยังไม่สามารถเข้าไปในรัศมีสิบเมตรของเทพธิดานักธนูสาวคนนี้ได้
คลื่นดาบสีเงินและลูกธนูเวทมนตร์ยังคงปะทะกันกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง
“ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแค่แข็งแกร่งแต่ยังจับจังหวะการต่อสู้ของข้าได้? ดูเหมือนว่า นางน่าจะผ่านประสบการณ์ในการสังหารมานับไม่ถ้วนเช่นกันไม่อย่างนั้นการลงมือคงไม่เลือดเย็นขนาดนี้...” ยิ่งสู้มากเท่าไร อัศวินหน้าย่นก็ยิ่งรู้สึกตกใจมากขึ้นเท่านั้น
เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเอเลน่าเป็นโร้กสาว และไม่มีทางรู้ว่านางใช้ชีวิตแบบไหนในโลก Diablo ตั้งแต่วันที่นางเริ่มหยิบคันธนูขึ้นมาเพื่อปกป้อง 'ค่ายโร้ก' เอเลน่าก็ต้องคอยต่อสู้กับฝูงมอนสเตอร์กระหายเลือดแทบทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ชีวิตไม่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตาย และไม่มีวันไหนที่ยมทูตจะไม่หายใจรดต้นคอนางประสบการณ์การต่อสู้ที่นางสั่งสมมาโดยตลอดเทียบเคียงได้กับ ‘ทหารผ่านศึก’ เหมือนอัศวินหน้าย่นเช่นกัน
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพัวพันกันอยู่นั้น
ราชาที่สวมมงกุฎทั้งสามคนก็นำเหล่าทหารม้าสีดำอีกสี่ร้อยกว่าคนมาถึงเนินเขาเล็กๆ แห่งนี้พวกเขาต่างยกดาบชูหอกกันอย่างเนื่องแน่นพร้อมกันแผ่รังสีฆ่าฟันออกมา
“ฆ่า!”
บรู๊คร้องตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวโกรธและเป็นคนแรกที่วิ่งนำออกไป
หลังจากที่ดื่ม 'น้ำยาฮัลค์' ลงไปแล้วไม่ได้มีเพียงโครงสร้างของร่างกายที่ถูกปรับเปลี่ยนแต่รวมไปถึงความสามารถในการฟื้นตัวอีกด้วย หลังจากที่บรู๊คได้พักเพียงชั่วครู่ร่างกายของเขาก็เริ่มดีขึ้น แม้ตอนที่เผชิญหน้ากับหัวหน้าอัศวินหน้าย่นจะดูอ่อนด้อยไปบ้าง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าทหารธรรมเขากลับกลายเป็นเทพแห่งความตาย ประกายแสงของดาบพัดผ่านไปที่ใด จะต้องมีหัวของทหารม้าถูกตัดจนกระเด็นหลุดออกจากคอร่วงสู่พื้นไปทีละรายสองรายเสาโลหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่หยุด
“ฆ่า!”
“สับพวกมันเป็นชิ้นๆ...ฆ่ามันให้หมดอย่าให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว!”
บนเนินเขาเล็กๆเมื่อได้เห็นผู้บัญชาการที่เลือดท่วมร่างแสดงท่าทางองอาจกล้าหาญออกมาทหารเมืองแซมบอร์ดอีกยี่สิบสามคนก่อนหน้านี้ที่ถูกความกลัวมาทำให้จิตใจเกิดสับสนวุ่นวาย แต่ตอนนี้ภาพตรงหน้ากลับเริ่มทำให้พวกเขารู้สึกเลือดเดือดพล่าน พวกเขาชูขวานขนาดเท่าบานประตูที่สามารถเจาะโล่เหล็กได้อย่างง่ายดายพลางร้องตะโกนด้วยความโมโห ซึ่งเสียงดังกว่าเหล่าทหารม้าเกราะดำหลายเท่าก่อนจะวิ่งเข้าไปหาทหารม้าเกราะดำที่อยู่ตรงหน้าแล้วกวาดขวานเหวี่ยงไปด้านหน้าใบขวานสะท้อนแสงอาทิตย์จนเป็นประกายเย็นเยียบขึ้นมา
เพียงชั่วพริบตาบนเนินเขาก็ปกคลุมไปด้วยละอองเลือดและอวัยวะที่ถูกตัดปลิวว่อนไปหมด
แม้ว่าเหล่าเทศกิจจะยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการสังหารอย่างเป็นทางการ แต่ก็เคยผ่านสงครามในการรบกับกองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรมาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงทนบรรยากาศแห่งความตายที่อบอวลไปทั่วสนามรบได้ อีกทั้งซุนเฟยได้จัดตั้งสนามประลองไว้ใน 'เมืองวีรบุรุษ' ที่เขาวงกตใต้ดิน พร้อมกับอัญเชิญ 'ชาแมน' และ 'จอมขมังเวทชาแมน' ใส่เข้าไปในสนามประลองนั่นด้วย หลังจากที่เทศกิจทุกคนผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกายทีละนิดจาก 'น้ำยาฮัลค์' ก็จะถูกส่งลงไปที่ ‘สนามประลองมอนสเตอร์’ เพื่อไปเสี่ยงตายในนั้น หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ที่น่ากลัวจากโลก Diablo ทำให้เหล่าเทศกิจรู้สึกมีความมั่นใจที่จะเข้าสู่สนามรบมากขึ้น
ทหารแซมบอร์ดทั้งยี่สิบสามคนต่างโบกสะบัดขวานยักษ์ในมือของตัวเองไม่หยุด ราวกับว่าพวกเขาทั้งยี่สิบสามคนต่างเป็นฉลามในทะเลลึกที่พร้อมขย้ำเหยื่อให้ตายภายใต้คมเขี้ยวของพวกเขา
ในตอนนั้นเอง ทหารม้ากว่าสี่ร้อยคนกลับไม่สามารถจัดการทหารเมืองแซมบอร์ดที่มีเพียงยี่สิบกว่าคนได้ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าสู่ในสภาวะตึงเครียด
“บุก!บุกเข้าไปสังหารพวกแซมบอร์ดเสีย!” ภายใต้การคุ้มครองของราชองครักษ์ราชาที่สวมมงกุฎสีทองไว้บนหัวก็ตะโกนสั่งออกมาด้วยน้ำเสียงโมโห
“ถุย! บุกไปหามารดาเจ้าเถอะ...” เทศกิจกิจนายหนึ่งที่เลือดอาบร่างก็ตะโกนด่าออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวเขาวาดขวานฟันร่างนักรบที่อยู่ข้างกายขององค์ราชาจนขาดเป็นสองส่วน
“สังหารได้ดี!” เทศกิจอีกคนที่ถูกลูกธนูยิงปักร่างเอ่ยชมออกมาในขณะที่มือถือขวานคู่หมุนควงฟาดฟันข้าศึกที่รายล้อมรอบกายไม่หยุดด้วยท่าทางไม่รู้สึกรู้สากับอาการบาดเจ็บของตัวเองเขาฟันทั้งม้าศึกทั้งคนขาดเป็นแปดส่วนจนเศษร่างปลิวว่อนไปหมดเลือดสาดกระจายประหนึ่งน้ำพุโลหิต
บรู๊คที่อยู่ด้านหน้าสุดกุมดาบที่ราชาทรงประทานไว้ให้แน่นในขณะที่ระเบิดคลื่นดาบฟาดฟันออกมานับไม่ถ้วนทุกดาบที่ฟันออกไปจะต้องมีศพของข้าศึกล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ยิ่งรบยิ่งแกร่งกล้าดังนั้น ทุกที่ที่เขาไปจึงแทบไม่มีทหารม้าสีดำคนไหนเข้าไปขวางบรู๊คโคจรคลื่นพลังในร่างอย่างบ้าคลั่งยิ่งโคจรนานเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกว่าเส้นทางคลื่นพลังไหลลื่นมากเห็นได้ชัดว่าเขากำลังจะทลายคอขวดสองดาวได้แล้ว
“เหล่านักรบที่กล้าหาญแห่งเมืองแซมบอร์ดเอ๋ย ตามข้าไปสังหารพวกมัน! ถึงตายก็ไม่ถอย!” บรู๊คตะโกนออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
“ถึงตายก็ไม่ถอย!” ท่ามกลางคมดาบและทะเลเลือด เหล่าเทศกิจของเมืองแซมบอร์ดต่างตะโกนตอบกลับผู้บัญชาการของตัวเองอย่างพร้อมเพรียงกัน
นักรบแค่ยี่สิบกว่าคนกลับสามารถสร้างบรรยากาศกดดันได้มากกว่าเหล่าข้าศึกนับสิบเท่ากลิ่นอายแห่งความโหดเหี้ยมแผ่กระจายไปทั่วสนามรบ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่พระอาทิตย์บนท้องฟ้าทนรับบรรยากาศแห่งการฆ่าฟันบนพื้นไม่ไหวจนต้องหลบมาแอบหลังภูเขาอย่างเงียบๆเมื่อไร้ซึ่งแสงอาทิตย์อัสดง ทั้งท้องฟ้าก็ปกคลุมไปด้วยความมืด
ในตอนนั้นเอง เหล่าทหารม้าเกราะดำก็เริ่มวุ่นวายเมื่อมีบางคนถอนตัวหนี
ในใจของพวกเขาไม่หลงเหลือความกล้าหาญใดๆ อีกเขาถูกความป่าเถื่อนและความบ้าคลั่งของศัตรูตรงหน้าทำให้รู้สึกตื่นกลัว พวกเขาอาศัยจังหวะที่ฟ้ามืดชักม้าหนีจากไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มทหารเมืองแซมบอร์ดต่างเข้าสู่สภาวะบ้าคลั่งทั้งขวานทั้งตัวต่างชุ่มฉ่ำด้วยหยาดโลหิตของศัตรู ราวกับว่าพวกเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดต่อบาดแผลที่ได้รับบนร่างสักนิดอย่างมากก็แค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกลับมาถือขวานไล่ฟันพลางหัวเราะชอบใจออกมาอย่างหน้าตาเฉย ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว
การต้องมาเผชิญหน้ากับศัตรูแบบนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการเผชิญหน้ากับพวกปีศาจ
นักรบที่คุ้มกันราชาทั้งสามคนต่างก็รู้สึกกดดันไม่น้อย พวกเขาสบตากันไปมาด้วยใบหน้าซีดขาวในใจก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้ารู้มาก่อนว่าจะต้องมาเจอกับคนพวกนี้ พวกเขาจะไม่ริเข้าไปยุ่งด้วยอย่างเด็ดขาดทหารเมืองแซมบอร์ดที่อยู่ภายใต้การบัญชาของราชาแซมบอร์ดไม่มีปกติเลยสักคนเท่าที่เห็นมีแต่สัตว์ประหลาดทั้งนั้น!
“ถึงตายก็ไม่ถอย? ฮึ ไอ้พวกสวะชั้นต่ำ กำแหงนักนะไม่ถอยก็ตายอยู่ที่นี่ไปเสีย!” ทันใดนั้นก็เกิดเสียงร้องตะโกนดังขึ้นมา
ก่อนจะมีเงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาหา
ร่างของเขาปกคลุมไปด้วยเปลวไฟคลื่นพลังสีเหลือง ฉับพลันก็เกิดเสียงหวีดแหลมแสบหูขึ้นมาในอากาศ แม้กายจะยังมาไม่ถึงแต่ลมดาบกลับมาถึงก่อน พื้นดินปริแตก ฝุ่นคลุ้งกระจาย บรู๊คที่อยู่ด้านหน้าสุดรู้สึกได้ถึงพลังที่น่าสะพรึงกลัวขนาดที่สามารถถล่มภูเขาสูงได้กำลังพุ่งเข้ามาหาเขา บรู๊คคล้ายเห็นภาพลวงตาว่าพื้นดินใต้เท้าของเขากำลังสั่นไหวอยู่...
-----------------------------------