ตอนที่ 46 สามดาบ
ลู่ฟ่านแบกดาบเพลิงสีแดงสดแผ่ไอความร้อนจนอุณหภูมิรอบข้างสูงขึ้นจนสัมผัสได้แม้จะอยู่ห่างไปหลายสิบก้าวหลังจากผ่านการฝึกฝนอาวุธประจำกายอย่างคร่ำเคร่งสามารถปลุกธาตุเพลิงของดาบออกมาได้ถึงหกส่วนเสริมกับพลังลมปราณระดับกำเนิดพลังขั้นสี่ปลายๆสร้างเป็นพลังโจมตีระดับขั้นห้ากำเนิดพลังได้เลยทีเดียว
ภายใต้ฝีเท้าที่แผ่วเบาและมั่นคงทุกย่างก้าวได้ปลุกเร้าสำนึกดาบค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาหากกล่าวว่าสำนึกกระบี่เป็นความพลิกแพลงแหลมคม สำนึกดาบย่อมคือความดุดันทรงพลัง ลู่ฟ่านสำนึกตัวดีว่าการเผชิญหน้ากับโจวหังซานโอกาสชนะแทบไม่มีแม้แต่น้อย หากแต่จะให้ยอมแพ้ยังทำไม่ได้การฝึกดาบยิ่งฝึกสูงขึ้นสภาวะจิตใจยิ่งแกร่งกร้าว ดุดัน ยอมหักไม่ยอมงอการประลองสี่รอบที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้จนสามารถยันเสมอผู้ที่แข็งแกร่งกว่าทั้งสามคนก่อนหน้าได้
“เจ้าคงไม่ยอมแพ้...”โจวหังซานหรี่ตามองสภาวะดาบที่ค่อยๆทับโถมมาเป็นละลอก“ คิดว่าการดึงดันเช่นที่ผ่านมาจะยันเสมอกับข้าได้ไม่รู้สึกว่าดูถูกข้าเกินไปหรือไร”
“ท่านโจวบทเรียนกับการดูถูกผู้อื่นข้าผ่านมาแล้ว” ลู่ฟ่านชายตามองไปทางเด็กชายหินกล่าวเสริมต่อว่า “ตั้งแต่นั้นมีแต่คำว่าสุดกำลัง และอย่าดูแคลนผู้อื่น”เสียงราบเรียบแฝงความดุดันสภาวะดาบยังทวีสูงขึ้นราวกับสะสมเพื่อระเบิดออกในครั้งเดียว
“ดี ข้าจะได้เล่นสนุกนานๆเจ้าพวกอ่อนหัดหากมีใจสู้เพียงครึ่งของเจ้าก็คงจะดีไม่น้อยเลย”
โจวหังซานยกยิ้มขึ้นยิ่งขับให้ใบหน้าดูโหดเหี้ยมจนน่าขนลุก ไม่เห็นทำท่าป้องกันใดๆ เดินดุมๆเข้ามาหาคู่ต่อสู้ราวกับไม่เห็นสภาวะดาบที่สะสมกันจนกล้าแกร่งสุดเปรียบปาน
ลู่ฟ่านยกดาบขึ้นชูเหนือหัวอย่างช้าๆทุกการเคลื่อนไหวแฝงวิถีดาบ แรงกดดันของดาบม้วนทะลักใส่โจวหังซานราวกับคลื่นยักษ์ในท้องทะเลคลั่ง
จิจิ...เสียงจิปากอย่างถูกใจโจวหังซานดวงตาเปล่งประกายกระหายอยากในการต่อสู้ ดวงตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงร่างกายเบ่งพองกล้อมเนื้อเป็นมัดๆที่เปี่ยมด้วยพลังนี่เป็นครั้งแรกในการประลองที่โจวหังซานกระตุ้นพลังสายเลือดอสูรขึ้นมาพลังคลุ้มคลั่งโอบล้อมรอบกาย ต้านสำนึกดาบอย่างง่ายดายฝีเท้าก้าวเดินไปยังคงความสม่ำเสมอไม่ช้าไม่เร็วแต่กลับกดดันสภาวะดาบจนลู่ฟ่านต้องขมวดคิ้ว ถอยเท้าซ้ายไปครึ่งก้าวเพลิงสีส้มลุกพริบขึ้นเป็นเพลิงกองใหญ่ครอบคลุมร่างไว้จนหมดนี่เป็นการกระตุ้นธาตุเพลิงในอาวุธที่มีพลังธาตุเสริมจนสภาวะดาบแข็งแกร่งขึ้นอีกระดับหนึ่ง ถึงกับทำให้โจวหังซานชะงักไปนิดหนึ่งแต่ก็เพียงชั่วพริบตา รอยยิ้มสมใจปรากฏขึ้นฉับพลันโจวหังซานพลันเร่งฝีเท้าขึ้นจนเข้าไปในระยะห่างสามก้าวอย่างท้าทาย
“หนึ่งเดียวดาย”
ลู่ฟ่านเอ่ยเบาๆพร้อมกับวาดดาบจากบนสู่ร่าง มองดูไม่ช้าและไม่เร็วอีกทั้งคลื่นความร้อนระอุกลับหายไปราวกับเป็นเพียงดาบที่ไร้พลังฟันลงมาเท่านั้น หนึ่งดาบธรรมดาที่เห็นกลับหยุดยั่งการเดินของโจวหังซาน ทำให้เด็กชายหินที่นั่งชมอยู่ต้องขมวดคิ้วครุ่นคิด
“นับว่ามีฝีมือ...”โจวหังซานเปล่งเสียงพร้อมกับรอบกายปรากฏพลังลมปราณกล้าแข็งขุมหนึ่งห่อหุ้มร่างถึงกับยืดอกต้านรับหนึ่งดาบที่เติมเปี่ยมด้วยสำนึกดาบที่บรรลุถึงแก่นดุดัน ทรงพลัง
ครืดดดด.....เสียงดังราวกับเอาเหล็กครูดไปกับพื้นปูนหยาบ ลู่ฟ่านทุ่มกำลังเต็มสิบส่วนเพิ่งเริ่มต้นใช้หนึ่งในสามท่าไม้ตายนามหนึ่งเดียวดาย ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่รวบรวมสำนึกดาบเป็นหนึ่งกับพลังลมปราณเข้าถึงหลักสูงสุดคืนสู่สามัญ ภายนอกดูเหมือนการวาดดาบลงมาแท้จริงกลับซุกซ่อนพลังทำลายสุดหยั่ง แต่โจวหังซานกลับอาศัยเลือดเนื้อผสานลมปราณต้านรับไว้ได้อย่างเหลือเชื่อคมดาบของอาวุธพลังธาตุไม่ต้องสืบก็รู้ว่าคมกล้าเพียงใดหากแต่เพียงทิ้งรอยแดงจางๆไว้ที่แผ่นอกที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดเท่านั้นอีกทั้งยังยืนนิ่งที่เดิมไม่ขยับแม้แต่ครึ่งก้าวกลับกันเป็นลู่ฟ่านที่ต้องทดถอยไปหนึ่งก้าว มือที่กุมดาบเพลิงสั่นสะท้านแทบปล่อยหลุดมือมีความร็สึกราวกับฟันลงก้อนโลหะที่แข็งแกร่งก็ไม่ปาน
พรุบ...ปลายคมดาบกรีดผ่านหน้าอกโจวหังซานจนผ่านมากระทบพื้นลานประลองเปลวไฟสีส้มเจิดจ้าลุกพรึ่บขึ้นเกิดเป็นก้อนเพลิงขนาดใหญ่สูงนับสามเมตรพื้นลานประลองที่สุดแกร่งยังเป็นหลุมเล็กจุดหนึ่ง เป็นการตอกย้ำว่าหนึ่งดาบของลู่ฟ่านรุนแรงเพียงใดหากแต่ยังไม่เพียงพอจะทำให้เด็กชายที่มีสายเลือดอสูรผสมอยู่ผู้นี้บาดเจ็บได้
“เป็นดาบที่ช่วยเกาได้ดีจริงๆ”โจวหังซานยกมือปัดที่หน้าอกเบาๆ “ยังมีความสามารถอะไรก็เปิดออกมาให้หมดอย่าทำให้ข้าต้องใช้พลังสายเลือดเสียเปล่า” สายตาที่มองลู่ฟ่านมีความคาดหวังส่วนหนึ่ง
“.....”ลู่ฟ่านรอจนมือที่สั่นสงบลง กระชับกุมด้ามดาบจนแน่น แม้จะรู้ว่าคู่ต่อสู้ร้ายกาจแต่ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งจนเหมือนปีศาจเช่นนี้ “หากต้องการ ข้าลู่ฟ่านยินดีจัดให้”
“เพลิงกัปนาท”
ลู่ฟ่านถอยหลังสองก้าวสองมือกำด้ามดาบพร้อมกันดาบเพลิงถูกวาดเป็นวงกลมจากล่างวนมาบรรจบอีกครั้งฉับพลันสำนึกดาบปรากฏเป็นริ้วรอยคมดาบนับร้อยตามเส้นวาด ตรงกลางวงกลมก่อเกิดพลังปราณดาบที่แฝงเจตจำนงดาบขุมหนึ่งขึ้นมาเจตจำนงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับทั่วหล้ามีแต่ดาบขณะที่ลู่ฟ่านเริ่มกระบวนท่าใบหน้าหลั่งเหงื่อเย็นไร้เป็นเส้นสายนี่เป็นกระบวนท่าที่สองในสามไม้ตายที่ทรงพลังกว่ากระบวนท่าหนึ่งเดียวดายถึงหนึ่งเท่าตัวทั้งยังสูบลมปราณอย่างมหาศาล ด้วยความสามารถในตอนนี้ของลู่ฟ่านเพียงใช้ได้ไม่เกินห้าครั้งต่อวันเท่านั้น
โจวหังซานสำนึกถึงขุมพลังแห่งดาบที่โหมเข้ามาราวกับกับคมมีดสวรรค์ ขนาดกระบวนท่าเพิ่งเริ่มผิวหนังยังรู้สึกแสบร้อนหากเป็นผู้อื่นคงต้องเคร่งเครียดหาวิธีต้านรับแตกต่างกับโจวหังซานที่ยิ้มกว้างอย่างยินดีราวกับได้พบสาวงาม
“เยี่ยม...”โจวหังซานอดชมอย่างจริงใจไม่ได้ พร้อมกับโคจรพลังเกราะปฐพีค้ำฟ้าขึ้นมาสำหรับโจวหังซานผู้เป็นศิษย์อันดับหนึ่งแห่งพรรคปฐพีคำราม มุ่งมั่นในวิชาเกราะคุ้มกันกายมาตลอดภายใต้การสอนสั่งจากผู้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีวิชาป้องกันกายสูงเป็นอับดับหนึ่งแห่งดินแดนหอคอยเทพประมุขพรรคปฐพีคำราม ผู้กล้ากายาเหล็กไป่ว่านสง จนสามารถตีความเคล็ดวิชาชั้นเลิศระดับกลางนาม เกราะปฐพีค้ำฟ้าที่แม้แต่ผู้กล้ากายาเหล็กไป่ว่านสงยังไม่อาจเรียนรู้ได้เมื่อผสานกับร่างกายสุดแกร่งของเผ่าอสูรอนาคตข้างหน้าย่อมสามารถก้าวล้ำหน้าอาจารย์ของตนได้ในไม่ช้าหากด้วยโจวหังซานเป็นผู้คลั่งยุทธ์จนสามารถเรียกว่าผู้วิกลจริตได้ยังได้สำเร็จวิชาโจมตีที่ดุดันอำมหิตนาม หมัดสามคลุ้มคลั่งอันเป็นวิชาระดับเลิศอีกหนึ่งวิชา ซึ่งทั้งสองวิชาต่างเป็นสองในสามยอดวิชาชั้นเลิศที่พรรคปฐพีคำรามครอบครองอยู่อีกด้วย
ตูม...พลังดาบเพลิงกัมปนาทปะทะเข้าร่างโจวหังซานอย่างหนักหน่วงพลังของดาบที่สองรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อโจวหังซานที่ใช้พลังเกราะปฐพีค้ำฟ้ายังต้องถอยครูดไปกับพื้นกว่าห้าก้าว มือทั้งสองยกขึ้นมาขวางตรงหน้าเห็นเลือดแดงใหลออกมาตามแขนที่มีบาดแผลสามสี่รอย แม้จะเป็นเพียงรอยไม่ลึกนักก็ตามแต่ต้องนับว่าต้านรับดาบที่สองอันทรงพลังรุนแรงได้อย่างราบคาบ
ฟู่...โจวหังซานละลมปราณออกมามือทั้งสองปล่อยลงแนบกายประกายตาที่มีเจตจำนงแห่งการต่อสู้ลุกโชนขึ้นอย่างแรงกล้า “เอาอีก... ข้าจะรับเจ้าอีกหนึ่งกระบวนท่า หากยังมีความสามารถเพียงเท่านี้ก็รีบยอมแพ้ซะตอนนี้ หาไม่หากข้าลงมือแล้วจะไม่หยุดจนกว่าเจ้าจะตาย....”เสียงคำว่าตายถูกลากยาวจนน่าขนลุก หากแต่ลู่ฟ่านยังคงรักษาสมาธิไว้อย่างมั่นคงแม้จิตใจจะตื่นตระหนกมากก็ตาม ควรรู้ว่าสองกระบวนท่าไม้ตายคนทั่วไปใช่ว่าจะยืนต้านรับตรงๆได้ง่ายดายปานนั้น เห็นได้จากการประลองสี่รอบที่ผ่านมาลู่ฟ่านไม่เคยใช้ท่าไม้ตายออกมาเลยสักครั้งยังสามารถต่อสู้ได้คู่คี่กับยอดฝีมือคนอื่นได้ยิ่งดาบที่สองแม้แต่ยอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นหกหากยืนรับตรงต้องบาดเจ็บสาหัสแล้ว
“ยอมแพ้?...อาศัยเพียงคำขู่ ข้าลู่ฟ่านก็ต้องหลบลี้อีกรึ เพียงครั้งเดียวก็เกินพอแล้วข้าจะไม่มีวันย่อมแพ้ผู้ใดอีกแล้ว หากอยากให้ข้าแพ้ก็ต้องแสดงฝีมือมา”ลู่ฟ่านส่งเสียงดังขึ้นในใจหวนนึกถึงตอนที่ถูกเฮงฉีเทียนหรือเด็กชายหินข่มขู่ไม่ได้ความรู้สึกความรู้สึกผิดหวังดูแคลนตนเองได้ปะทุขึ้นก่อเกิดเป็นคลื่นความโกรธขุมหนึ่งที่พลักดันมาตลอด “จงรับท่าไม้ตายที่สาม สุริยันดับจันทรา”
ลู่ฟ่านยกดาบชี้ปลายขึ้นฟ้าอีกครั้งแต่ครั้งนี้รวดเร็วยิ่ง ชั่วพริบตาสำนึกดาบพลันปรากฏขึ้นอย่างท่วมท้นปลายดาบก่อเกิดพลังลมปราณหมุนวนอย่างรุนแรงรวดเร็วดึงดูดสำนึกดาบเข้าไปรวมในดาบอย่างต่อเนื่องนับเวลาเพียงหนึ่งอึดใจดาบเพลิงได้รวมเอาสำนึกดาบเข้าไปอย่างมหาศาลความรู้สึกเหมือนลู่ฟ่านได้กลายเป็นดาบเล่มหนึ่ง เป็นดาบที่ร้อนแรงสุดเปรียบปานในอีกอึดใจต่อมาทั้งดาบและผู้ใช้ลุกติดไฟสีส้มกองใหญ่มหึมาเปลวไฟสูงกว่าสิบเมตรเปลวไฟได้แผ่รังสีความร้อนออกมาไกลกว่าสามสิบก้าว แม้แต่ผู้ที่ชมการประลองยังรู้สึกถึงคลื่นความร้อนได้ นับอะไรกับโจวหังซานที่ยืนห่างเพียงแปดก้าวถูกความร้อนแรงแผดเผาจนเลือดในกายแทบเดือดพล่าน แต่สิ่งที่ทำให้ยอดฝีมือผู้คลั่งยุทธผู้นี้รู้สึกถึงความคุกคามกลับมาจากปราณดาบที่แข็งแกร่งเป็นเท่าทวีจากสองกระบวนท่าก่อนหน้า หากแต่ความกดดันรุนแรงนี้กลับไปกระตุ้นสันดานคลุ้มคลั่งขึ้นมา
ฮ่าฮ่าฮ่า...เสียงหัวร่อของโจวหังซานดังกังวานเด็กผู้มีสายเลือดอสูรแสยะยิ้มน่าสะพรึ่งกลัวออกมา สองมือกำหมัดแน่นรอบหมัดบังเกิดกระแสปราณสองสายหักล้างกันอย่างบ้าคลั่ง วิ่งเข้าไปหาลู่ฟ่านราวกับสุนัขบ้า แต่เป็นสุนัขบ้าที่มีความคิดการวิ่งเข้าหาลู่ฟ่านทุกย่างก้าวถูกวางอย่างลงตัวล้วนเหยียบลงตรงจุดที่พลังดาบอ่อนแอที่สุด
ครืน....กระบวนท่าสุริยันดับจันทราถูกใช้ออกแล้วพลังปราณดาบโถมลงหาโจวหังซานจนร่างโอนเอนไปมา ราวกับอยู่ท่ามกลางพายุ น่าเสียดายที่กระบวนท่าทรงพลังนี้ยังเกินกำลังลู่ฟ่านจะไช้ได้สมบูรณ์ขณะลงดาบลมปราณเริ่มขาดช่วงก่อเกิดเป็นช่องโห่วสายหนึ่งหากเป็นบุคคลอื่นอาจใช้วิธีหลบเลี่ยงจุดแข็งย่อมยากพบช่องโห่วนี้แต่โจวหังซานผู้บ้าคลั่งกลับโถมเข้ามาหวังทำลายให้สิ้นซาก กลับเกาะกุมช่องโห่วได้ หากไม่ใช่เป็นโจวหังซาน หากไม่ใช่มีวิชาเกราะปฐพีค้ำฟ้าคุ้มครองร่างต่อให้เห็นช่องโหว่คงยากฝ่าเข้าไปแม้การบุกฝ่าเข้าไปโดยไม่บาดเจ็บบอบช้ำ
ตูม...เสียงระเบิดดังขึ้นกระบวนท่าสุริยันดับจันทราถูกหยุดลงก่อนพลังจะถึงขีดสุดโจวหังซานใช้สองมือไขว้ขึ้นเหนือหัวยันที่ข้อมือของลู่ฟ่านจนกระบวนท่าสะดุดลงพลังที่สะสมมาเพียงสำแดงออกมาได้เพียงสามส่วน หากแต่สามส่วนนี้ยังสร้างบาดแผลแก่ผู้ฝึกวิชาป้องกันกายแข็งแกร่งอย่างโจวหังซานนับสิบรอยแม้จะเป็นเพียงรอยแผลตื้นๆก็ตาม
“หมัดคลุ้มคลั่ง...”โจวหังซานแสยะยิ้มให้คู่ต่อสู้ ขับลมปราณดันมือทั้งสองขึ้น ปัง...ดาบเพลิงดีดขึ้นไปฟ้าอย่างแรงหมัดทั้งสองของโจวหังซานบังเกิดกระแสพลังหวุนวนที่แตกต่างกันสองสายหมุนรอบหมัดทั้งสองอย่างรวดเร็วต่อยตูมเข้าใส่ท้องลู่ฟ่านครั้งเดียวสามจังหวะนี่คืออานุภาพหมัดสามคลุ้มคลั่งแห่งพรรคปฐพีคำราม
ตูม...ร่างลู่ฟ่านงองุ้มราวกับกุ้ง ปลิวไปไกลนับสิบก้าวเลือดสีแสงสดสาดกระจายส่งกลิ่นคาวคลั้งทั่วสนามประลองที่สี่ทันที
..........